สังคม
ครูยอมคืนมือถือ – ผู้ปกครองยอมถอนแจ้งความ แต่เด็กต้องเสียค่าปรับตามกฎ รร.เผยเคสนี้ไม่ใช่ครั้งแรก
15 พ.ค. 2569
707 views
ดรามาครูสอนศาสนาโรงเรียนอิสลาม แห่งหนึ่งย่านหนองจอก ยึดโทรศัพท์ ขอคืนไม่ให้ ซ้ำเรียกเงิน 1 หมื่นบาท อ้างเป็นกฎ ล่าสุดคุณครูเตรียมคืนโทรศัพท์ให้แม่น้องแล้ว ประธานมูลนิธิสอนศาสนายอมรับ เจรจาไกล่เกลี่ยกับครอบครัวเด็กแล้ว ฝั่งครอบครัวยอมถอนแจ้งความ โรงเรียนยอมคืนมือถือ แต่ต้องเสียค่าปรับตามกฎของโรงเรียน
จากกรณี แม่ชาวนราธิวาสร้องขอความเป็นธรรม หลังลูกชายวัย 17 ปี ถูกครูโรงเรียนแห่งหนึ่งที่หนองจอก ยึดโทรศัพท์ iPhone 15 ก่อนอ้างหากต้องการโทรศัพท์คืนต้อง "ซื้อคืน" โดยเริ่มเจรจาตั้งแต่หลักพันบาท ก่อนเรียกสูงถึง 10,000 บาท ทั้งที่โทรศัพท์เพิ่งซื้อและยังผ่อนไม่หมด ทำให้ครอบครัวหาเช้ากินค่ำเครียดหนัก จนต้องเข้าแจ้งความให้ตำรวจช่วยเจรจา
ทีมข่าวเที่ยงวัน ทันเหตุการณ์ ได้พูดคุยกับ คุณเอ น้าชายเด็ก 17 ปี เล่าว่า พี่สาวหรือคุณแม่ของน้องผ่อนโทรศัพท์ iPhone 15 ให้น้องอายุ 17 ปี ราคา 27,000 บาท เนื่องจากคุณแม่อาศัยอยู่จังหวัดนราธิวาส และให้ลูกชายมาเรียนที่กรุงเทพฯ เขตหนองจอก ซึ่งต้องใช้โทรศัพท์ติดต่อกับที่บ้านเป็นประจำ
หลานชายเข้ามาเรียนที่โรงเรียนประจำในเขตหนองจอก เรียนไปได้เพียง 1 เทอม ปรากฏว่า เมื่อวันที่ 20 เมษายน 2569 น้องถูกคุณครูยึดโทรศัพท์ iPhone 15 ในล็อกเกอร์ส่วนตัวของตัวเอง หลังจากยึดไปแล้ว หลานชายได้ยืมโทรศัพท์จากผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเพื่อโทรหาคุณแม่ของน้อง เพื่อแจ้งว่าถูกคุณครูยึดโทรศัพท์ และให้คุณแม่มาคุยกับคุณครู
ระหว่างนั้นหลานชาย ได้เดินทางมาหาตนเองที่รามคำแหง 53 เพื่อมาบอกให้ตนเองไปพูดคุยกับคุณครูเรื่องโทรศัพท์ที่ถูกยึด
หลังจากที่ตนเดินทางไปถึงโรงเรียนของหลานชาย ได้มีโอกาสพูดคุยกับคุณครู แต่ปรากฏว่าไม่สามารถพูดคุยกันได้เนื่องจากคุณครูแจ้งว่า เป็นกฎของโรงเรียนที่ไม่ให้เด็กนักเรียนใช้โทรศัพท์ หากทางโรงเรียนยึดโทรศัพท์แล้ว อยากได้โทรศัพท์คืนจะต้องจ่ายเงินซื้อคืน ตนพยายามร้องขอ แต่คุณครูก็ถามเพียงว่า "จะจ่ายเท่าไหร่ ถ้าเอาโทรศัพท์คืน" ตนจึงบอกไปว่า 1,500 บาท แต่คุณครูไม่ยอม บอกว่ามูลค่าของโทรศัพท์มันต้องได้มากกว่านี้ จึงไม่ได้มีการตกลงกัน
ต่อมาวันที่ 30 เมษายน 2569 ทางคุณแม่น้องจึงตัดสินใจให้ลูกชายออกจากโรงเรียนดังกล่าว เพื่อกลับไปอยู่บ้านที่จังหวัดนราธิวาส ภายในวันเดียวกันคุณแม่ของน้องได้โทรไปสอบถามภรรยาของคุณครูที่ยึดโทรศัพท์ไป เพื่อแจ้งว่าไม่ประสงค์ให้น้องเรียนต่อแล้ว ขอโทรศัพท์คืนได้หรือไม่ แต่ทางภรรยาคุณครูตอบว่า ตามกฎของโรงเรียนหากเด็กเล่นโทรศัพท์หรือพกโทรศัพท์มาโรงเรียนหากทางโรงเรียนยึดแล้วจะไม่สามารถคืนได้ หรือหากต้องการคืน "ต้องซื้อคืน"
ทำให้คุณแม่เครียดเป็นอย่างมากจึงไปขอยืมเงินของญาติมาส่วนหนึ่งหวังว่าจะนำเงินไปจ่ายเพื่อนำโทรศัพท์มาคืน และได้โทรไปเจรจากับคุณครูอีกครั้ง แต่คุณครูกลับยื่นข้อเสนอมา จำนวนเงิน 10,000 บาท ซึ่งตนเองเป็นคนหาเช้ากินค่ำไม่มีเงินมากพอที่จะจ่ายเงินทั้งหมดเพื่อนำโทรศัพท์คืน
จึงทำให้คุณแม่และครอบครัวรู้สึกถูกเอาเปรียบ เป็นอย่างมาก โทรศัพท์เพิ่งซื้อมาได้ไม่นานผ่อนจ่ายยังไม่หมด จึงตัดสินใจเข้าไปแจ้งความเจตนาเพื่อต้องการโทรศัพท์คืน ให้เจ้าหน้าที่ร้อยเวรโทรไปเจรจากับคุณครูให้ แต่ก็ยังไม่ได้ข้อสรุป
คุณเอ บอกว่า ตนมองว่าเหตุการณ์ดังกล่าวไม่ควรเกิดขึ้นเนื่องจากหลานชายได้ประสงค์ที่จะออกจากโรงเรียนแล้วก็ควรที่จะคืนไม่ควรที่จะมาเรียกเงิน เนื่องจากเป็นเงินจำนวนมากสำหรับคนหาเช้ากินค่ำ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงที่ผ่านมา ทางคุณครูติดต่อมาหาคุณแม่ของน้องอายุ 17 ปี บอกว่าจะคืนโทรศัพท์ให้ในช่วงบ่ายของวันนี้ ทางคุณแม่จึงไม่ติดใจเอาความและจะไปถอนแจ้งความที่ สภ.เมืองนราธิวาส ต่อไป
ทีมข่าวลงพื้นที่ มูลนิธิสอนศาสนา ย่านคลองเก้า เขตหนองจอก พบว่าประตูด้านหน้า ของโรงเรียนสอนศาสนาปิดรั้วสนิท ทีมข่าวสอบถามชาวบ้านละแวกใกล้เคียง บอกว่าปกติ ประตูจะเปิดแง้มไว้ แต่วันนี้กลับปิดสนิทไม่เหมือนกับที่ผ่านมา
ชาวบ้านได้พาเดินไปบริเวณซอยด้านหลังของมูลนิธิสอนศาสนา ซึ่งเป็นพงหญ้าด้านในเป็นประตูหลังของโรงเรียน ทีมข่าวได้พบกับประธานมูลนิธิสอนศาสนา ให้ข้อมูลว่า ทางโรงเรียนมีกฎชัดเจน และได้อธิบายก่อนที่จะเข้ามาเรียนศาสนาว่า ห้ามใช้โทรศัพท์มือถือภายในโรงเรียนโดยเด็ดขาด และเมื่อเทอมที่แล้วนักเรียนคนดังกล่าวเคยถูกครูยึดโทรศัพท์ แล้วได้เจรจาขอคืนเพื่อนำส่งให้ผู้ปกครองที่ต่างจังหวัด ปรากฏว่าเทอมถัดมานำมาใช้และอวดเพื่อนในชั้นเรียน และเมื่อครูเห็นจึงยึด ประกอบกับเด็กมีท่าทีไม่พอใจ ทำให้ครูต้องใช้มาตรการเด็ดขาดโดยการยึด ซึ่งเป็นกฎที่ทำแบบนี้มาโดยตลอดไม่ใช่เคสนี้เป็นครั้งแรก
เมื่อถามถึงการเจรจาประธานมูลนิธิสอนศาสนาบอกว่า หลังเกิดเหตุผู้ปกครองไปแจ้งความที่จังหวัดนราธิวาส มีเพียงพนักงานสอบสวนโทรมาคุยเท่านั้น ส่วนที่ว่าจะนำไปขายและเปลี่ยนเป็นเงิน ยอมรับเป็นเรื่องจริง เพราะที่ผ่านมาก็เคยทำแบบนี้ แต่เป็นโทรศัพท์ในราคาหลักพัน และเงินที่ได้ก็นำมาซื้อขนมให้กับนักเรียนในโรงเรียน แต่ครั้งนี้โทรศัพท์มีราคาสูง จึงอาจทำให้เป็นประเด็น
เบื้องต้นได้คุยกับทางผู้ปกครองของเด็กแล้ว และตกลงว่าจะถอนแจ้งความ แล้วนัดคืนโทรศัพท์กัน แต่เด็กต้องเสียค่าปรับตามกฎของโรงเรียน
สำหรับคุณครู ที่ยึดโทรศัพท์ ทางมูลนิธิไม่ได้คาดโทษทัณฑ์บน เพราะคุณครูปฏิบัติตามกฎของโรงเรียน และทุกครั้งที่มีการเจรจากับทางฝั่งผู้ปกครอง ทางโรงเรียนแจ้งให้มารับโทรศัพท์คืนที่โรงเรียนจะไม่ส่งทางไปรษณีย์ เพื่อต้องการที่จะให้มีการเจรจามีการขอโทษ และโรงเรียนไม่ได้โทษเด็ก ยินดีรับกลับเข้ามาเรียนเหมือนเดิมหากเด็กต้องการกลับมา
แท็กที่เกี่ยวข้อง ยึดมือถือ ,โรงเรียนสอนศาสนา