การเมือง

'บิ๊กตู่' ขอบคุณ ปชช. ที่ให้ความร่วมมือเคอร์ฟิววันแรก เตือนคนไทยจากต่างประเทศหนีการกักตัวรีบกลับมารายงานตัว

'บิ๊กตู่' ขอบคุณ ปชช. ที่ให้ความร่วมมือเคอร์ฟิววันแรก เตือนคนไทยจากต่างประเทศหนีการกักตัวรีบกลับมารายงานตัว

ศบค. สรุปมาตรการเคอร์ฟิววันแรก ดำเนินคดีกับผู้ฝ่าฝืน 42 คดี เกี่ยวข้องมั่วสุม - ยาเสพติด ใช้ดุลพินิจตักเตือน 94 คน พร้อมเตือนกรณีคนไทยจากต่างประเทศหนีการกักตัว รีบกลับมารายงานตัว ย้ำรู้ชื่อที่อยู่หมดแล้ว     (4 เม.ย. 63) พลตำรวจโทดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงผ่านศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 หรือ ศบค. สรุปภาพรวมการใช้ประกาศเคอร์ฟิว ห้ามประชาชนออกนอกเคหสถาน ระหว่าง 22.00-04.00 น. คุมเข้มการแพร่ระบาดเชื้อโควิด-19 ซึ่งเริ่มบังคับใช้วันแรกวานนี้ ว่า ในการปฏิบัติหน้าที่ ได้ใช้กำลังตำรวจ 21,649 นาย ร่วมกับ ทหาร-พลเรือน และอาสาสมัครรวมทั้งหมด 3 หมื่นนาย จากผลการปฏิบัติทั่วประเทศ พบมีการฝ่าฝืนข้อปฏิบัติ เป็นยานพาหนะ 144 คัน 177 คน จำนวนนี้มีการว่ากล่าวตักเตือน 94 คดี และดำเนินคดี 42 คดี ส่วนใหญ่เป็นการชุมนุมมั่วสุม ทั้งแข่งรถ หรือเดินทางโดยไม่มีเหตุผลที่เพียงพอ ที่เป็นลักษณะสุ่มเสี่ยงให้เกิดการแพร่เชื้อ รวมถึงที่เกี่ยวข้องกับยาเสพติด และเมาสุราด้วย   ขณะที่ข้อมูลของยายพาหนะที่ผ่านจุดตรวจ-จุดสกัด มีทั้งสิ้น 7,598 คัน จำนวนคน 10,610 คน ส่วนใหญ่เป็นผู้ขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค / ผลผลิตทางการเกษตร และ การเข้าออกเวรผลัดกลางคืนตามปกติ ทั้งบุคคลากรทางการแพทย์ และโรงงานอุตสาหกรรมต่างๆ ซึ่งได้รับการยกเว้น   พลตำรวจโทดำรงศักดิ์ ยังกล่าวถึงกรณีการติดตามตัวคนไทยจากต่างประเทศ ไม่ยอมรับการกักตัวและกลับไปภูมิลำเนา ว่า การไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่รัฐกำหนด อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรค ซึ่งเรื่องนี้สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้รับคำสั่งให้ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ติดตามตัวบุคคลทั้งหมด ซึ่งทราบว่าขณะนี้มารายงานตัวแล้ว 6 คน เหลืออีก 152 คน ตอนนี้รู้ชื่อ ที่อยู่หมดแล้ว จึงขอให้รีบรายงานตัวตามจุดที่กำหนด โดยในพื้นที่กทม. ให้ไปที่ศูนย์ปฏิบัติการพาวะฉุกเฉินที่สนามบินสุวรณภูมิ ส่วนต่างจังหวัดก็ไปที่ศูนย์ดำรงธรรม     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/HWXWHcnf3kk

3 ชม. ที่ผ่านมา

1,089 views

โฆษก รบ.เผย ประเมิน 1 สัปดาห์ หากผู้ติดเชื้อพุ่ง นายกฯอาจใช้ยาแรง เคอร์ฟิว 24 ชม.

โฆษก รบ.เผย ประเมิน 1 สัปดาห์ หากผู้ติดเชื้อพุ่ง นายกฯอาจใช้ยาแรง เคอร์ฟิว 24 ชม.

นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประกาศเคอฟิวส์ของรัฐบาล ห้ามประชาชนออกจากบ้าน ในเวลา 22.00-04.00 น. ซึ่งมีผลในเย็นวันนี้ นั้นถือเป็นข้อกำหนดฉบับที่ 2 ในการประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังมีข้อกำหนดฉบับที่ 1 ออกมา ก่อนหน้านี้แล้วให้ปิดสถานที่ต่างๆ แต่ยังพบว่าประชาชนยังทำกิจกรรมรวมตัวกัน ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด 19 ได้ ซึ่งบางจังหวัดผู้ว่าราชการได้ใช้อำนาจออกคำสั่งหห้ามประชาชนออกจากเคหะสถานไปบ้างแล้ว จึงนำมาสู่ในที่ประชุม ศบค.เมื่อวานนี้ ซึ่งนายกฯ เห็นว่าควรจะประกาศสำหรับทั่วราชอาณาจักร เพื่อควบคุมโรคให้ได้ เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นที่หลักร้อยทุกวัน ซึ่งรัฐบาลไม่อยากใช้ยาแรง แต่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเช่นนี้ เพื่อลดการรวมกลุ่มของประชาชน      ทั้งนี้จะมีการประเมินข้อกำหนดที่ประกาศล่าสุดนี้ ทุกวัน ตลอด 1 สัปดาห์ หากมีตัวเลขผู้ป่วยยังเพิ่ม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพิจารณาประกาศเคอฟิวส์ ตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากตัวเลขลดลง อาจจะคงหรือผ่อนคลายมาตรการ โดยนายกฯไม่อยากใช้ยาแรงหากได้รับความร่วมมือกับประชาชน โดยเฉพาะ การเคลื่อนที่ให้น้อยที่สุด อย่าออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น โดยให้ทำงานที่บ้าน และแม้จะอยู่บ้านแล้ว ก็ต้องเว้นระยะห่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่รณรงค์กันในขณะนี้ เพราะนายกฯห่วงใยประชาชน อย่างจริงใจ โดยเฉพาะการเว้นระยะห่างทางสังคม ที่ยังไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่      ขณะเกียวกันเข้าใจดีว่า ยังมีความจำเป็นสำหรับบุคคลบางกลุ่มที่ยังจะต้องออกมาทำงานในช่วงเวลาประกาศเคอร์ฟิว โดยเฉพาะผู้ปฎิบัติงานทางด้านการแพทย์ การธนาคาร ขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ผลผลิตทางการเกษตร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือทางการแพทย์ หนังสือพิมพ์ น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุภัณฑ์ หรือกลุ่มคนที่ทำงานเป็นกะ เพียงแต่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องมีเอกสารรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ถึงความจำเป็นในการเดินทาง ส่วนคนที่เจ็บป่วยก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน ส่วนคนที่ไม่มีเหตุจำเป็นแต่ยังออกจากเคหะสถาน ก็มีโทษตามที่กำหนดไว้     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/nlnFSBT_BKU

12 ชม. ที่ผ่านมา

71 views

'วิษณุ' เผย อาจขยายเวลาเคอร์ฟิวจาก 6 ชม. เป็น 8 ชม. หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น

'วิษณุ' เผย อาจขยายเวลาเคอร์ฟิวจาก 6 ชม. เป็น 8 ชม. หากสถานการณ์ไม่ดีขึ้น

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงมาตรการของรัฐบาลหลังประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษ ว่ารัฐบาลมีมาตรการ 3 มาตรการใหญ่ 1. มาตรการทางการแพทย์ 2. ป้องกันการแพร่ระบาดของโรค 3. มาตรการเยียวยาฟื้นฟูผู้ได้รับผลกระทบ     ซึ่ง พ.ร.ก. ฉุกเฉินให้ อำนาจรัฐบาบเฉพาะส่วนในมาตรการที่ 2 คือการป้องกันการแพร่ระบาดเท่านั้น เพราะมาตรการที่1 เป็นเรื่องของทางการแพทย์ เป็นฝ่ายดำเนินการ ส่วนมาตรการที่ 3 เรื่องการเยียวยานั้น เป็นมาตรการของคณะรัฐนตรี ตามกฎหมายอื่น จึงยืนยันว่า ภายใต้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินรัฐบาลไม่ได้มีอำนาจเบ็ดเสร็จทั้งหมด     ทั้งนี้นายกรัฐมนตรีได้ย้ำว่า ขณะนี้ประเทศไทยยังไม่ปิดประเทศ คนไทยยังสามารถเดินทางกลับมาได้ แต่ตอนนี้ขอชะลอการเดินทางมาไทยถึงวันที่15 เม.ย. และหากกลับมาได้ก็จะถูกกักกัน หรือติดตามตัวด้วย     ส่วนการจนส่งออกสินค้า ยืนยันว่า ไทยยัง ส่งออกและนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศอยู่ ตามปกติ แต่สำหรับชาวต่างชาติไม่ปิดก็เหมือนปิด เพราะช่วงนี้เป็นช่วงวันหยุด ต้องเข้มงวดไม่ได้มาประเทศไทยเพราะอาจมีชาวต่างชาติเข้าใจผิดว่ายังมีเทศกาลสงกรานต์อยู่     สำหรับมาตรการเคอร์ฟิวที่จะเริ่มวันนี้วันแรกตั้งแต่ 22.00 น. -04.00 น. หรือ 6 ชั่วโมง จะมีการประเมินวันต่อวันแต่หากไม่ดีขึ้นอาจจะเพิ่มเป็น 8 ชั่วโมง หรือ 10 ชั่วโมง ย้ำว่าช่วงเวลาเคอร์ฟิวห้ามประชาชนออกจากเคหสถาน จะมีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหารคอยตรงจสอบ หากพบฝ่าฝืนจะมีโทษจำคุกถึง 2 ปี หรือปรับ 40,000บาท อย่างไรก็ตามมาตรการนี้ ได้ยกเว้นกับผู้มีความจำเป็น ทั้งหมอพยาบาล คนไข้ ผู้ป่วย และกลุ่มผู้มีอาชีพคนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค     รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/sQwNPrt12gY

12 ชม. ที่ผ่านมา

56 views

จ่อขยายเวลาเคอร์ฟิวเพิ่ม หากยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังไม่ลด

จ่อขยายเวลาเคอร์ฟิวเพิ่ม หากยอดผู้ติดเชื้อโควิด-19 ยังไม่ลด

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ชี้แจงเกี่ยวกับกรณีการประกาศเคอร์ฟิวที่ออกมาตามมาตรา 9 พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่ห้ามออกนอกเคหสถานตั้งแต่เวลา 22.00-04.00 น. เป็นเวลา 6 ชม. โดยช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลจะทำความสะอาดบ้านเมือง และอนาคตอาจมีการขยายเวลาเป็น 8-10 ชั่วโมง ตามความจำเป็น หากใครฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับ     ส่วนผู้ใดมีความจำเป็นที่จะต้องออกจากบ้านในช่วงเวลาเคอร์ฟิว นายวิษณุ บอกว่า จะต้องขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่ นอกจากนี้ยังไม่อนุญาตให้นักข่าวลงพื้นที่ทำข่าวในช่วงเวลาเคอร์ฟิว ไม่ว่าจะเป็นบรรยากาศการตั้งด่าน เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นรายคน     ด้าน นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประกาศเคอฟิวส์ของรัฐบาล ห้ามประชาชนออกจากบ้าน ในเวลา 22.00-04.00 น. ซึ่งมีผลในเย็นวันนี้ นั้นถือเป็นข้อกำหนดฉบับที่ 2 ในการประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังมีข้อกำหนดฉบับที่ 1 ออกมา ก่อนหน้านี้แล้วให้ปิดสถานที่ต่างๆ แต่ยังพบว่าประชาชนยังทำกิจกรรมรวมตัวกัน ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด-19 ได้ ซึ่งบางจังหวัดผู้ว่าราชการได้ใช้อำนาจออกคำสั่งหห้ามประชาชนออกจากเคหะสถานไปบ้างแล้ว จึงนำมาสู่ในที่ประชุม ศบค.เมื่อวาน     ซึ่งนายกฯ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เห็นว่าควรจะประกาศสำหรับทั่วราชอาณาจักร เพื่อควบคุมโรคให้ได้ เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นที่หลักร้อยทุกวัน ซึ่งรัฐบาลไม่อยากใช้ยาแรง แต่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเช่นนี้ เพื่อลดการรวมกลุ่มของประชาชน      ทั้งนี้จะมีการประเมินข้อกำหนดที่ประกาศล่าสุดนี้ ทุกวัน ตลอด 1 สัปดาห์ หากมีตัวเลขผู้ป่วยยังเพิ่ม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพิจารณาประกาศเคอร์ฟิว ตลอด 24 ชั่วโมง        รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/X7IUwqKRqMo

12 ชม. ที่ผ่านมา

13.3k views

 'รัฐบาล' จ่อใช้ยาแรง 'เคอร์ฟิว 24 ชม.' หากตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 ยังพุ่ง

'รัฐบาล' จ่อใช้ยาแรง 'เคอร์ฟิว 24 ชม.' หากตัวเลขผู้ป่วยโควิด-19 ยังพุ่ง

นายกรัฐมนตรี เผย ไม่อยากใช้ยาแรง หากประชาชนให้ความร่วมมือลดการแพร่เชื้อโควิด-19 พร้อมเตรียมประเมินมาตรการเคอร์ฟิว ทุกวัน จนครบ 1 สัปดาห์ หากตัวเลขผู้ป่วยยังพุ่ง อาจใช้เคอร์ฟิว 24 ชั่วโมง     นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การประกาศเคอฟิวส์ของรัฐบาล ห้ามประชาชนออกจากบ้าน ในเวลา 22.00-04.00 น. ซึ่งมีผลในเย็นวันนี้ นั้นถือเป็นข้อกำหนดฉบับที่ 2 ในการประกาศตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน หลังมีข้อกำหนดฉบับที่ 1 ออกมา ก่อนหน้านี้แล้วให้ปิดสถานที่ต่างๆ แต่ยังพบว่าประชาชนยังทำกิจกรรมรวมตัวกัน ที่มีความเสี่ยงติดเชื้อโควิด 19 ได้ ซึ่งบางจังหวัดผู้ว่าราชการได้ใช้อำนาจออกคำสั่งหห้ามประชาชนออกจากเคหะสถานไปบ้างแล้ว จึงนำมาสู่ในที่ประชุม ศบค.เมื่อวานนี้      ซึ่งนายกฯ เห็นว่าควรจะประกาศสำหรับทั่วราชอาณาจักร เพื่อควบคุมโรคให้ได้ เพราะตัวเลขผู้ติดเชื้อยังเพิ่มขึ้นที่หลักร้อยทุกวัน ซึ่งรัฐบาลไม่อยากใช้ยาแรง แต่มีเหตุจำเป็นที่จะต้องดำเนินการเช่นนี้ เพื่อลดการรวมกลุ่มของประชาชน      ทั้งนี้จะมีการประเมินข้อกำหนดที่ประกาศล่าสุดนี้ ทุกวัน ตลอด 1 สัปดาห์ หากมีตัวเลขผู้ป่วยยังเพิ่ม มีความเป็นไปได้ว่าจะมีการพิจารณาประกาศเคอฟิวส์ ตลอด 24 ชั่วโมง แต่หากตัวเลขลดลง อาจจะคงหรือผ่อนคลายมาตรการ โดยนายกฯไม่อยากใช้ยาแรงหากได้รับความร่วมมือกับประชาชน โดยเฉพาะ การเคลื่อนที่ให้น้อยที่สุด อย่าออกจากบ้านถ้าไม่จำเป็น โดยให้ทำงานที่บ้าน และแม้จะอยู่บ้านแล้ว ก็ต้องเว้นระยะห่าง ซึ่งเป็นเรื่องที่รณรงค์กันในขณะนี้ เพราะนายกฯห่วงใยประชาชน อย่างจริงใจ โดยเฉพาะการเว้นระยะห่างทางสังคม ที่ยังไม่ได้รับความร่วมมืออย่างเต็มที่        ขณะเดียวกันเข้าใจดีว่า ยังมีความจำเป็นสำหรับบุคคลบางกลุ่มที่ยังจะต้องออกมาทำงานในช่วงเวลาประกาศเคอร์ฟิว โดยเฉพาะผู้ปฎิบัติงานทางด้านการแพทย์ การธนาคาร ขนส่งสินค้าอุปโภคบริโภค ผลผลิตทางการเกษตร ยา เวชภัณฑ์ เครื่องมือทางการแพทย์ หนังสือพิมพ์ น้ำมันเชื้อเพลิง วัสดุภัณฑ์ หรือกลุ่มคนที่ทำงานเป็นกะ เพียงแต่ว่ากลุ่มคนเหล่านี้ต้องมีเอกสารรับรองจากหน่วยงานต้นสังกัด ถึงความจำเป็นในการเดินทาง ส่วนคนที่เจ็บป่วยก็มีข้อยกเว้นเช่นกัน ส่วนคนที่ไม่มีเหตุจำเป็นแต่ยังออกจากเคหะสถาน ก็มีโทษตามที่กำหนดไว้     นายกรัฐมนตรี เรียกประชุม ครม. นัดพิเศษ พิจารณามาตรการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ โควิด -19 ระยะ 3-4 รวมถึง การใช้งบประมาณ ทั้งการกู้เงิน และ โอนงบประมาณจากกระทรวงต่างๆ มาใช้แก้ปัญหา  

เมื่อวานนี้

11.3k views

'อนุทิน' ชงบรรจุข้าราชการเพิ่ม 4.5 หมื่นตำแหน่ง ทำงานสู้โควิด-19

'อนุทิน' ชงบรรจุข้าราชการเพิ่ม 4.5 หมื่นตำแหน่ง ทำงานสู้โควิด-19

ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) วาระพิเศษในวันที่ 3 เม.ย.นี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.สาธารณสุข (สธ.) เตรียมเสนอวาระบรรจุลูกจ้าง พนักงานกระทรวงสาธารณสุข (พกส.) และพนักงานข้าราชการกระทรวงสาธารณสุข ทำหน้าที่ในการควบคุมป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) เป็นข้าราชการประมาณ 4.5 หมื่นตำแหน่ง รวมถึงจะเสนอให้ปรับปรุงสวัสดิการให้กับบุคลากรทางการแพทย์เพิ่มขึ้นด้วย     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/nwhGTOLP-3Q

เมื่อวานนี้

14.9k views

ดีเดย์ เคอร์ฟิวทั่วประเทศ 22.00-04.00 น. ฝ่าฝืนคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่น

ดีเดย์ เคอร์ฟิวทั่วประเทศ 22.00-04.00 น. ฝ่าฝืนคุก 2 ปี ปรับ 4 หมื่น

พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ย้ำการสั่งการให้ทุกหน่วยงานบูรณาการการทำงานร่วมกัน ทำงานด้วยความช่วยเหลือกัน ไม่ขัดแย้ง และเสนอคณะรัฐมนตรีในทุกมาตรการ โดยนายกรัฐมนตรีได้หารือ และสั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณามาตรการรองรับทางเศรษฐกิจโดยต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน ครบถ้วน เช่น ตราสารหุ้น การบรรเทาหนี้ การดำเนินการระบบภาษี ลดภาษี เมื่อสถานการณ์ยุติ ต้องมีมาตรการเพื่อการฟื้นฟู ด้านการลงทุนต่างๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน      ทั้งนี้ การดำเนินการในส่วนของงบประมาณ ต้องเป็นการพิจารณาดำเนินการตามขั้นตอนที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งค่อนข้างมีขั้นตอน ละเอียด และต้องใช้เวลา ในส่วนของสินค้าทางการแพทย์ เตียง หน้ากาก N95 ชุด PPE นายกรัฐมนตรีสั่งการให้จัดหาให้เพียงพอต่อความต้องการ และส่วนการนำเข้าสินค้าทางการแพทย์ มีขั้นตอนในการดำเนินการ แต่เรื่องภาษีนำเข้าได้รับการแก้ไขแล้ว การจะซื้อสินค้าผ่านระบบ G to G เช่น กับประเทศจีน มีขั้นตอนที่ประเทศจีนจะต้องรับรองบริษัทจึงจะผ่านระบบได้ จึงเป็นส่วนที่ต้องทำความเข้าใจกับสังคม ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยแจ้งว่าได้ดำเนินการร่วมการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม บริหารจัดการด้านการขนส่ง และกระจายหน้ากากอนามัยผ่านระบบการสื่อสาร เพื่อหน้ากากอนามัยถึงปลายทางโดยเรียบร้อย นายกรัฐมนตรีขอให้ทุกหน่วยงานทำความเข้าใจกับประชาชน ในการดำเนินการส่วนหนึ่งส่วนใด มีกฎระเบียบ ขั้นตอน รายละเอียดปลีกย่อย ที่ต้องร่วมพิจารณา เพราอาจเกิดผลกระทบต่อส่วนรวมได้ จึงขอให้ทุกหน่วยงานสร้างความเข้าใจกับประชาชน ผ่านทุกช่องทางการสื่อสารของรัฐ เช่น เพจไทยคู่ฟ้า ไม่ให้เกิดการบิดเบือน เป็นประเด็นทาง Social Media      ในส่วนของผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามมาตรการของรัฐบาล ยังรวมกลุ่ม นั่งดื่ม ขอให้น่วยงานที่บังคับใช้กฎหมายพิจารณาลงโทษอย่างจริงจัง เพื่อให้ประชาชนปฏิบัติตามมาตรการที่รัฐบาลกำหนด การเดินทางเข้าประเทศไทยนั้น นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ชะลอการเดินทางจากต่างประเทศจนถึง 15 เมษายน เพื่อเตรียมพื้นที่ State Quarantine และเพื่อให้ทุกคนผ่านการประเมินทางสุขภาพอย่างครบถ้วน ในการเดินทางผู้เดินทางต้องมีเอกสารกรอกข้อมูลการเข้าประเทศ ผ่านการประเมินสุขภาพ มีเอกสาร fit to fly และสั่งการให้ ศบค. นำข้อมูลมาวิเคราะห์ วางแผนให้ถี่ถ้วน เพราะเมื่อเดินทางเข้าประเทศมาแล้ว จะต้องหามาตรการมาควบคุมให้รัดกุม แก้ปัญหาบุคคลเสี่ยงที่หายไประหว่างเดินทางไปยังสถานที่ Quarantine หรือที่พัก ส่วนการ กลับประเทศไทยของกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ขอให้ชะลอตามที่แจ้งข้างต้น และพิจารณาพื้นที่รองรับการทำ State Quarantine สั่งการให้กระทรวงการต่างประเทศตรวจสอบไปยังต้นทางการเดินทางว่ามีนักเรียนจำนวนเท่าไหร่ จัดให้ทะยอยกลับ เพื่อให้พื้นที่รองรับสู่ State Quarantine เพียงพอ      ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเข้าใจดีถึงความกังวลของนักเรียน นักศึกษา และผู้ปกครองที่อยากเดินทางกลับประเทศ จึงขอให้กระทรวงการต่างประเทศ สาธารณสุข และมหาดไทยร่วมดูแล ให้มีแนวทางรองรับที่ชัดเจน มาตรการป้องกัน และช่วยเหลือประชาชนภายในประเทศ นายกรัฐมนตรีสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยควบคุมด่านไม่ให้เกิดความแออัด ซึ่งขณะนี้ด่านทางบกปิดหมดแล้ว แต่ยังมีคนมารอเข้า-ออก และควบคุมพื้นที่ที่รับผิดชอบอย่างเข้มงวด กระทรวงมหาดไทยแจ้งด้วยว่าพร้อมดำเนินการสร้างความเข้าใจกับประชาชนผ่านหอกระจายข่าว ในการประชุมครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีแจ้งเรื่องการยกระดับมาตรการในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพิ่มเติมโดยกำหนดเคอร์ฟิวทั่วประเทศระหว่างเวลา 22.00-04.00 น. ตั้งแต่วันศุกร์นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้ ยกเว้นผู้มีความจำเป็นที่จะต้องเดินทาง ได้แก่ บุคคลากรทางการแพทย์ การขนส่งเวชภัณฑ์ การขนส่งผู้ป่วย การขนส่งด้านพลังงาน และการขนย้ายประชาชนสู่พื้นที่ควบคุม เป็นต้น     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/UhNkQ_Jq08Y

เมื่อวานนี้

269 views

นายกสั่งเคอร์ฟิวทั่วราชอาณาจักร 4 ทุ่ม-ตี 4 ประเมิน 7 วันถ้ายอดติดเชื้อไม่ลด อาจยกระดับเป็น 24 ชม.

นายกสั่งเคอร์ฟิวทั่วราชอาณาจักร 4 ทุ่ม-ตี 4 ประเมิน 7 วันถ้ายอดติดเชื้อไม่ลด อาจยกระดับเป็น 24 ชม.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ในฐานะผู้อำนวยการ ศบค. แถลงการผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ  ประกาศเคอร์ฟิวทั่วราชอาณาจักร ห้ามประชาชนเดินทางออกจากบ้าน ตั้งแต่เวลา 22.00 - 04.00 น. เริ่ม 3 เม.ย.2563   โดยเว้นผู้ที่มีเหตุจำเป็น หรือผู้ปฏิบัติงานด้านการแพทย์ การธนาคาร การขนส่งสินค้าที่รวมถึง ประชาชนที่ต้องเข้าออกเวรทำงาน วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนก และไม่ต้องกักตุนสินค้า อาหาร เพราะท่านยังสามารถออกมาซื้อหาข้าวของในช่วงกลางวันได้ตามปกติ แต่ต้องเคร่งครัดในเรื่อง ระยะห่างทางสังคม   ช่วงหนึ่งนายกรัฐมนตรี ได้กล่าวถึงปัญหาความขาดแคลนอุปกรณ์ทางการแพย์ ของหมอและพยาบาล โดยนายกฯ ยืนยัน บุคลากรทางการแพทย์ ต้องได้รับความช่วยเหลือเร่งด่วนในการสนับสนุนหน้ากากอนามัย เวชภัณฑ์ และอุปกรณ์ทางการแพทย์ อย่างทันกาล และทั่วถึงโรงพยาบาล ในทุกพื้นที่ ต้องมีระบบการกระจายที่มีประสิทธิภาพ ขาดแคลนไม่ได้   ซึ่งนายกฯระบุจะติดตามด้วยตัวเอง และเปรียบทีมหมอและพยาบาล เสมือนนักรบที่อยู่แนวหน้า คอยต่อสู้และสกัดกั้นข้าศึกที่มองไม่เห็น ด้วยความเสียสละและอดทน ผมในฐานะแม่ทัพจะไม่ยอมให้กำลังหลักของเรา ต้องต่อสู้ภายใต้ความขาดแคลนไม่ได้ อย่างเด็ดขาด   พร้อมขอบคุณ เจ้าหน้าที่ทุกคนและทุกภาคส่วน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคลากรทางการแพทย์ทุกท่าน ที่อดทน เสียสละ ทุ่มเทแรงกาย แรงใจ ในการดูแล ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ด้วยความเสี่ยงภัยและความยากลำบาก ขอให้ท่านรับรู้ว่า ทุกท่านเป็นบุคคลสำคัญในใจผม และคนไทยทุกคน และผมขอให้ทุกคนมั่นใจว่า ผมจะทำทุกทาง เพื่อที่จะนำพาประเทศของเรา ก้าวข้ามเวลาแห่งความยากลำบากนี้ไปให้ได้ อย่างมีสวัสดิภาพ อย่างพร้อมเพรียงกัน ขอให้พวกเรา…สู้!! ไปด้วยกันครับ!! ประเทศไทยต้องชนะ   ด้านนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า หลังจากการประกาศเคอร์ฟิวแล้ว จะมีข้อยกเว้นสำหรับผู้ที่จำเป็นต้องปฏิบัติงานในช่วงเคอร์ฟิว เช่น พนักงานส่งของ พนักงานขนส่งหนังสือพิมพ์ ถ้าเป็นรถขนส่งหนังสือพิมพ์จะต้องมีใบรับรองจากบรรณาธิการระบุว่า ชื่ออะไร หน่วยงานไหน ทำหน้าที่อะไร กรอบเวลาการทำงานว่า ทำวันไหนถึงวันไหน และข้อมูลต้องตรงกับบัตรประชาชนที่เขาถือ   นอกจากนี้ ยังยกเว้นผู้ที่ทำงานเป็นกะไม่ว่าจะเป็นสื่อมวลชน ข้าราชการ พนักงานโรงงาน แต่จะต้องมีใบรับรองจากบริษัทถึงความจำเป็นที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ในเวลาที่ห้ามออกจากเคหสถาน และขอแนะนำให้ทำสำเนาไว้มากกว่า 1 ชุด เผื่อเจอเจ้าหน้าที่ขอยึดใบรับรองนั้นไว้ จะได้เหลือใบรับรองไว้ใช้แสดงตนต่อไร   อย่างไรก็ตาม เราเห็นถึงความจำเป็นในการปฏิบัติหน้าที่เลยมีการยกเว้นตามที่กล่าวมา แต่สำหรับคนที่ไม่มีความจำเป็นจะถือว่าฝ่าฝืนข้อกำหนดและจะมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 4 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ   ซึ่งมีรายงานว่ามาตรการเคอร์ฟิวที่ประกาศใช้นี้ จะมีการประเมินผลใน 7 วัน หากยังไม่สามารถลดจำนวนผู้ติดเชื้อโควิด-19 ได้ในระดับที่พึงพอใจ จะยกระดับสูงสุดเป็นเคอร์ฟิว 24 ชม.ในพื้นที่ที่มีการระบาดต่อเนื่อง       รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/SMhLV14Y99s  

เมื่อวานนี้

12.0k views

จับตา! นายกฯ จ่องัดยาแรง คุมโควิด-19 เตรียมแถลงเย็นนี้

จับตา! นายกฯ จ่องัดยาแรง คุมโควิด-19 เตรียมแถลงเย็นนี้

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค. เพื่อสรุปสถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 ในภาพรวมที่ยังพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและการทบทวนมาตรการต่างๆ    รายงานแจ้งว่า ภายหลังการประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เพื่อเป็นการยับยั้งการแพร่ระบาดของโควิด-19 แต่ยังพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อและผู้เสียชีวิตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นหากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปเช่นเดิมอาจมีผู้ติดเชื้อเพิ่มมากขึ้น ทำให้นายกรัฐมนตรี อาจต้องบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน เต็มรูปแบบ ตามข้อเสนอจากศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขสถานการณ์ฉุกเฉินด้านความมั่นคง(ศปม.)    โดยเฉพาะการประกาศเคอร์ฟิว หรือห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถานทั่วประเทศในช่วงเวลา ประมาณ 22.00 - 04.00 น. ภายหลังจากก่อนหน้านี้ได้มีการนำร่องในการออกมาตรการปิดเมือง ด้วยการกำหนดช่วงเวลาห้ามประชาชนออกนอกเคหสถานไปแล้วในหลายจังหวัด    ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งอีกว่า ระหว่างนี้อาจมีการให้เวลาประชาชนได้เตรียมตัวก่อน โดยนายกรัฐมนตรีจะแถลงประกาศอย่างเป็นทางการด้วยตนเอง ผ่านทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย อีกทั้งต้องจับตาว่า ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรี(ครม.) นัดพิเศษในวันพรุ่งนี้ จะมีความชัดเจนถึงมาตรการดังกล่าวออกมาหรือไม่       สามารถรับชมทางยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/iwDACw_ZU14  

02 เม.ย. 2563

6,925 views

ทำเนียบ-ดีเอสไอ คุมเข้มคัดกรอง โควิด-19 หลังพบมีเจ้าหน้าที่ติดเชื้อ

ทำเนียบ-ดีเอสไอ คุมเข้มคัดกรอง โควิด-19 หลังพบมีเจ้าหน้าที่ติดเชื้อ

นายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ รองอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รักษาราชการแทนอธิบดีดีเอสไอ กล่าวถึง กรณีพนักงานสอบสวน 1 ราย ของสำนักเลขานุการกรมป่วยติดเชื้อโควิด -19 ว่า ขณะนี้ได้เร่งตรวจสอบผู้มีประวัติร่วมงานหรือสัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยคาดว่าจะต้องกักตัวเจ้าหน้าที่ ให้ทำงานจากบ้านพักประมาณ 100 คน ซึ่งเป็นผู้ที่มีโอกาสร่วมงานกับผู้ป่วย       โดยยืนยันว่าการกักตัวเป็นเวลา 14 วัน จะไม่ส่งผลกระทบกับงานคดีและการให้บริการประชาชน เพราะเจ้าหน้าที่ยังสามารถปฏิบัติงานจากบ้านพักได้ ในกรณีที่จำเป็นต้องทำงานด้านเอกสารจะมีรถยนต์ของทางราชการออกไปรับ-ส่งเอกสาร โดยวางระบบป้องกันไม่ให้มีการสัมผัสโดยตรงกับกลุ่มเสี่ยงที่ถูกกักตัว ทั้งนี้ประชาชนทั่วไปยังคงสามารถเดินทางมาติดต่อราชการกับดีเอสไอได้ตามปกติ เพราะก่อนหน้านี้ได้บริหารจัดการ สลับทีมพนักงานสอบสวนและเจ้าหน้าที่ให้มาทำงานในสำนักงานเพียงครึ่งทีม หรือไม่เกิน 2 ใน 3       นอกจากนี้ สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรม ยังได้ออกมาตรการลดการทำงานภายในสถานที่ราชการลง โดยให้มีผู้เดินทางมาปฏิบัติงานเพียงวันละ 20% ส่วนที่เหลือให้ทำงานจากที่บ้านผ่านระบบออนไลน์โดยประชาชนยังคงสามารถติดต่อเข้ารับบริการได้ตามปกติเช่นกัน       ทำเนียบรัฐบาล ล่าสุด นายประทีป กีรติเรขา รองเลขานายกรัฐมนตรี ฝ่ายการเมือง ในฐานะกรรมการและเลขานุการ ศบค.ที่เข้าร่วมประชุมประจำ ได้ไปตรวจหาเชื้อโควิดแล้ว พบ ผลตรวจ 2 ครั้ง ไม่ติดเชื้อ แต่ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงได้กักตัวเองที่บ้านแล้ว โดยทำงาน ประชุมผ่านระบบวีดีโอคอนเฟอร์เรนซ์ ส่วนนางนิชา นางนิชา หิรัญบูรณะ ธุวธรรม รองเลขาธิการนายกรัฐมนตรีฝ่ายบริหาร ซึ่งเข้าร่วมประชุมที่ ศบค. ก่อนที่จะพบ มีผู้ติดเชื้อ ก็ได้มีการรักษาระยะห่าง แทนการกักตัว เพื่อสังเกตอาการแล้ว แม้จะไม่มีไข้ หรือ อาการป่วยที่เข้าข่ายก็ตาม ขณะที่ นายดิสทัต โหตระกิตย์ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี กักตัวสังเกตอาการที่บ้านมาแล้วกว่า 1 สัปดาห์ แต่ยังคงทำงานจากที่บ้านโดยตลอด        ส่วน พล.อ ประยุทธ์ จันทร์โอขา นายกรัฐมนตรี มีการตรวจร่างกาย และ วัดอุณหภูมิเป็นประจำ ยังคงมีสุขภาพแข็งแรงดี เดินทางเข้าทำงานที่ทำเนียบรัฐบาลตามปกติ โดย เวลา 09.30 น. เป็นประธานการประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) ณ ตึกสันติไมตรี หลังนอก . แต่เพื่อรักษาระยะห่าง มีการกระจาย ตัวของ เจ้าหน้าที จึงมี คอนเฟอร์เรนซ์มาที่ภักดีบดินทร์ด้วย        

02 เม.ย. 2563

1,446 views

กทม.ประกาศ กำหนดเวลาปิดร้านสะดวกซื้อ-ร้านอาหาร เที่ยงคืนถึงตีห้า

กทม.ประกาศ กำหนดเวลาปิดร้านสะดวกซื้อ-ร้านอาหาร เที่ยงคืนถึงตีห้า

ร้อยตำรวจเอกพงศกร   ขวัญเมือง  โฆษกกรุงเทพมหานคร   กล่าวว่ากรุงเทพมหานครออกประกาศฉบับที่5กำหนดเวลาเปิด-ปิดสถานที่ ประกอบด้วยร้านสะดวกซื้อทั้งในและนอกห้างสรรพสินค้า รวมถึงร้านโชว์ห่วย และอาหารหรือเครื่องดื่มที่อยู่ในคูหา รถเข็น และแผงลอย โดยปิดได้ใน เวลา 24.00น.- 05.00 น. และให้สวนสาธารณะทุกพื้นที่ใน กทม. ทั้งของภาครัฐและเอกชน  โดยมีผลตั้งแต่เที่ยงคืนวันนี้จนถึงวันที่ 30 เมษายน และ กทม.จะหาทางเยียวยาจากการปิดสถานที่โดยเร็วที่สุด ขณะเดียวกันจะประเมินสถานการณ์ตลอด  หากเห็นว่าสถานที่ใดสามารถกลับมาเปิดได้ก็จะอนุญาตให้เปิดได้  จึงขอให้ทุกคนร่วมมือเพื่อช่วยกันหยุดกันหยุดการแพร่ระบาด     นอกจากนี้ กทม.จะของดให้บริการงานทะเบียนในบางเรื่อง ยกเว้นให้บริการแจ้งการเกิดการตาย  การตรวจคัดรับรองสำเนาทะเบียนราษฎร์  การตรวจคัดรับรองสำเนาทะเบียนบัตร  ทะเบียนสมรสและการจดทะเบียนหย่า  แต่หากมีเหตุจำเป็นเร่งด่วนสำนักงานเขตก็จะพิจารณาเป็นรายกรณีไป สำหรับบัตรประชาชนที่หมดอายุสามารถบัตรเก่าที่หมดอายุได้จนถึงวันที่  31 กรกฎาคม ส่วนบัตรหายสามารถคัดสำเนาบัตรเก่าที่สำนักงานเขตใกล้บ้านมาใช้ก่อนได้     และเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบการระบาดของโควิด-19 กทม.ยกเว้นค่าเช่าให้กับผู้เช่าพื้นที่ตลาดภายใต้การกำกับดูแลของกทม. ทั้ง 10 แห่งประกอบด้วย ตลาดนัดเมืองมีน  ตลาดธนบุรี ตลาดเทวราษฎร์ ตลาดประชานิเวศ1  ตลาดหนอกจอกตลาดบางกะปิ ตลาดพระวงเวียนเล็ก  ตลาดรัชดาภิเษก  ตลาดสิงหา และตลาดราชบูรณะ  โดยจะยกเว้นค่าเช่าตั้งแต่เดือนมีนาคม จนกว่าสถานการณ์จะปกติ  ส่วนตลาดนัดจตุจักร เป็นสัญญาเช่าจากการรถไฟแห่งประเทศไทย กทม.จะขอความร่วมมือการรถไฟฯให้ยกเว้นค่าเช่าให้ผู้ค้าระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤศจิกายนเช่นกัน     และย้ำว่า กทม. ยังไม่ห้ามให้ประชาชนออกนอกบ้านหรือล็อกดาวน์ แต่ขอให้ประชาชนให้ความร่วมมือทุกมาตรการที่ กทม.ได้ออกประกาศมาอย่างเคร่งครัด     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/VYJngHP5WEk  

02 เม.ย. 2563

505 views

'ศรีสุวรรณ' จี้ 'บิ๊กตู่' ปลด ผบ.ทร. เซ่นซื้อเรือยกพล ลั่นไม่สนแม้เป็นเรื่องเก่า พร้อมเรียกร้องโยกงบช่วยโควิด-19 แทน

'ศรีสุวรรณ' จี้ 'บิ๊กตู่' ปลด ผบ.ทร. เซ่นซื้อเรือยกพล ลั่นไม่สนแม้เป็นเรื่องเก่า พร้อมเรียกร้องโยกงบช่วยโควิด-19 แทน

จากกรณีมีปรากฏการเผยแพร่เอกสารการนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในวันที่ 31 มี.ค.63 ที่ผ่านมาเกี่ยวกับการขออนุมัติให้กองทัพเรือ ดำเนินการในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดหาเรือเอนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่สนับสนุนการปฏิบัติการเรือดำน้ำระยะที่ 1 จำนวน 1 ลำมูลค่า มากกว่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ราว 6,200 ล้านบาท) จนกลายเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ของสังคมไทยอยู่ในขณะนี้นั้น     ล่าสุดวันที่ 1 เม.ย. นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เปิดเผยว่า การเสนอใช้เงินภาษีของประชาชนจำนวนมหาศาลไม่ใช่เรื่องใหม่ของกองทัพเรือในยุคนี้ แม้ประเทศจะมีปัญหาภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ข้าวยากหมากแพงก็ตาม หากแต่กองทัพเรือกลับไม่ยี่หระต่อข้อครหาของประชาชน ยังเดินหน้าขอจัดซื้อเรือดำน้ำ 3 ลำมูลค่า 36,000 ล้านบาท (ลำแรกราคา 13,500 ล้านบาท) รวมทั้งการสร้างบ้านพักรับรอง ผบ.ทร.ริมแม่น้ำเจ้าพระยามูลค่า 112 ล้านบาทอีกด้วย ดังนั้นการจัดซื้อจัดหาเรือลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก (Landing Platform Dock หรือ LPD) จากจีนจึงไม่ใช่เรื่องเกินความคาดหมาย และได้ลงนามซื้อไปแล้วเมื่อ 9 ก.ย.62 แม้ที่ผ่านมา กองทัพเรือไทยมีเรือสะเทินน้ำสะเทินบกขนาดใหญ่อยู่ลำหนึ่งอยู่แล้วคือ เรือหลวงอ่างทองก็ตาม       กองทัพเรือเคยได้รับคำชื่นชมจากประชาชนอยู่เสมอๆ ในความเป็นสุภาพบุรุษในวิกฤตการณ์ทางการเมืองหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา แต่ในยามที่คนไทยทั้งประเทศกำลังเผชิญกับวิกฤตโควิด-19 อยู่ในขณะนี้ กลับมีความพยายามที่จะนำเรื่องเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาอนุมัติให้กองทัพเรือดำเนินการในเรื่องต่อเนื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดหาเรือลำเลียงพลสะเทินน้ำสะเทินบก เพื่อรองรับเรือดำน้ำที่ผู้คนก่นด่ากันทั้งแผ่นดินให้จงได้ แม้จะพยายามออกมาแก้ข่าวว่าได้ถอนเรื่องออกไปจาก ครม.แล้วก็ตาม แต่ ณ วันหนึ่งก็ต้องนำเรื่องเข้า ครม.อีก ไม่ได้เลิกไปโดยถาวร   ลองคิดดูเงิน 6,200 + 13,500 ล้าน ที่กองทัพเรือใช้จัดซื้อจัดหายุทธโธปกรณ์ทั้ง 2 รายการข้างต้น หากโยกงบดังกล่าวไปช่วยแก้ไขปัญหาโควิด-19 ได้จะเป็นคุณูปการต่อสังคมไทยได้มหาศาลเพียงใด เริ่มจากสามารถใช้ซื้อชุดตรวจโควิด-19 รวมค่าแลป(คนละ 2,500 บาท) ใช้ตรวจให้คนไทยได้ถึง 7.88 ล้านคน ใช้ซื้อเครื่องช่วยหายใจ(เครื่องละ 1.5 แสนบาท) ได้ถึง 1,313,333 เครื่อง ใช้ซื้อหน้ากากอนามัยแจก (ชิ้นละ 2 บาท) ได้ 9,850 ล้านชิ้น ใช้ซื้อชุดป้องกัน PPE สำหรับแพทย์ (ชุดละ 250 บาท) ได้ถึง 78.8 ล้านชุด แต่ถ้าจะนำไปสร้างโรงงานผลิตหน้ากากอนามัย (โรงละ 100 ล้านบาท) จะได้ถึง 197 โรงเลยทีเดียว แต่นั่นจะเป็นเพียงแค่ความฝันหากเรายังมีรัฐบาลที่ให้ความสำคัญกับกองทัพมากกว่าประชาชนอยู่   วีรกรรมของกองทัพเรือในครั้งนี้จะเป็นที่จดจำในทางลบของคนไทยทั้งแผ่นดินไปอีกนานแสนนาน ในยุคของ ผบ.ทร.คนนี้ และมี รมว.กลาโหมที่ชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ถ้าจะให้สังคมไทยกลับมาชื่นชมยินดีเหมือนเดิมท่านนายกฯต้องตัดสินใจ 2 ประการเท่านั้นคือ   1) โยกงบซื้ออาวุธของกองทัพทั้งหมดไปใช้แก้ปัญหาโควิด-19   2) โยก ผบ.ทร. ให้ไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรีและปลด รมช.กลาโหมเสียจึงจะชอบ นายศรีสุวรรณกล่าวในที่สุด     ขณะที่ทางโฆษกกองทัพเรือได้ออกมาตอบโต้ว่า เรื่องดังกล่าวที่มีการเสนอเข้า ครม. ไปเป็นเพียงการเสนอให้เจ้าหน้าที่เดินทางไปต่างประเทศ เพื่อดำเนินการตามสัญญาที่อุนมัติไว้ตั้งแต่ปี 2562 จึงไม่ใช่เรื่องที่จะมาเรียกร้องให้มีการปลด ผบ.ทร. และวานนี้ (31 มี.ค.) ทางครม.ก็ไม่ได้พิจารณาเรื่องนี้      ชมผ่านยูทูป : https://youtu.be/xjYoTJaHeHs    

01 เม.ย. 2563

4,082 views

โฆษกกลาโหมยันไม่มีดันแผน ซื้อเรือยกพลขึ้นบกเข้า ครม.

โฆษกกลาโหมยันไม่มีดันแผน ซื้อเรือยกพลขึ้นบกเข้า ครม.

พล.ท.คงชีพ ตันตระวาณิชย์ โฆษกกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า กรณีมีข่าวว่ากระทรวงกลาโหม เสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) ขออนุมัติจัดซื้อ เรือยกพลขึ้นบกจากจีน ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับโครงการจัดหาเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ถึงความไม่เหมาะสม ในห้วงที่ประเทศกำลังประสบปัญหาการแพร่ระบาดของโควิด-19 ว่า   เรื่องดังกล่าวไม่ได้มีการเสนอและพิจารณาใน ครม. วานนี้ (31 มี.ค.) แต่อย่างใด ทั้งนี้ ทร. ได้ชี้แจงข้อมูลในขั้นต้นแล้ว โดยหากมีการดำเนินงานในส่วนที่เกี่ยวข้องกับโครงการดังกล่าว จะเป็นเพียงแผนการเดินทางของกำลังพลเพื่อรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีทางทหาร สำหรับปฏิบัติการ ตามที่มีความตกลงความร่วมมือทางทหารระหว่างกันไว้แล้ว   ด้าน พล.ร.ท. ประชาชาติ ศิริสวัสดิ์ โฆษกกองทัพเรือ กล่าวชี้แจงเพิ่มเติมว่า ไม่ใช่เป็นการขออนุมัติต่อเรือยกพลขึ้นบก เพราะโครงการนี้ ผ่านการอนุมัติ และมีการทำสัญญาไปตั้งแต่เดือน พย.2562 แต่เรื่องที่เข้า ครม. วันนี้ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเรือ เช่น การส่งคณะกรรมการไปตรวจแบบ เรือ, การเตรียมส่งทหารไปฝึก เมื่อสถานการณ์โควิด-19 คลี่คลาย   ทั้งนี้กองทัพเรือไทย ทำสัญญา ต่อเรือ LPD ยกพลขึ้นบกลำใหม่จากจีน เพื่อเป็นเรือพี่เลี้ยงให้เรือดำน้ำ และเพื่อภารกิจ ยกพลขึ้นบก บรรเทาสาธารณภัย เสริมภารกิจเรือหลวงอ่างทองด้วย โดยมี พล.ร.อ.ช่อฉัตร กระเทศ รองผบ.ทร. โดยในขณะนั้นเป็นประธานที่ปรึกษากองทัพเรือ ในฐานะ ประธานคณะกรรมการฯ ลงนามกับจีน ในสัญญาการต่อเรือยกพลขึ้นบก LPD จากจีน 1ลำ เมื่อ พย.2562 งบ 6,100 ล้านบาท   ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/bMQfN9j8qdM  

01 เม.ย. 2563

1,270 views

นายกฯ ยันต้องใช้มาตรการเข้มข้น สกัดโควิด-19

นายกฯ ยันต้องใช้มาตรการเข้มข้น สกัดโควิด-19

พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว. กลาโหม แถลงผลกการประชุม ครม. กล่าวถึงมาตรการเงินเยียวยาจากรัฐบาล รายละ 5,000 บาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการลงทะเบียนนั้น ว่า ได้สั่งการให้กระทรวงการคลัง ไปดำเนินการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ซึ่งการตรวจสอบและการคัดกรองผู้ได้รับผลกระทบนั้น ใช้ระบบเอไอตรวจสอบ ตามคุณสมบัติที่กระทรวงการคลังได้ระบุไว้ หลังจากได้รับการยืนยัน กระทรวงคลังก็จะโอนเงินเข้าในระบบของผู้ได้รับผลกระทบภายใน 7 วัน      ดังนั้นผู้ที่ลงทะเบียนถึง 20 ล้านคน ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการพิจารณาทั้งหมด แต่คนที่ไม่คุณสมบัติไม่ครบก็ต้องถูกคัดแยกออกไป หากใครมีการลงทะเบียนและกรอกข้อมูลอันเป็นเท็จ และถูกตรวจสอบได้ภายหลัง ก็จะถูกเรียกเงินคืนได้ จึงขอให้ทุกคนเข้าใจในสิทธิประโยชน์ที่แต่ละคนจะได้รับด้วย ดังนั้นอยากให้ทุกคนเห็นใจซึ่งกันและกัน อย่าตัดโอกาสผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ส่วนกลุ่มคนที่ไม่ได้รับการช่วยเหลือจากมาตรการขั้นต้นนี้ รัฐบาลเตรียมหามาตรการช่วยเหลือ เพื่อให้ครอบคลุมประชาชน โดยเชื่อว่าสถานการณ์นี้จะดำเนินการไปอีกระยะหนึ่ง ดังนั้นรัฐบาลจึงต้องพิจารณาเตรียมมาตรการช่วยเหลือเยียว ระยะสามและสี่ไว้ ซึ่งมาตรการที่ออกมาจะมีวงรอบ 3 เดือน      โดยรัฐบาลก็จะพิจารณาจัดหางบประมาณทั้งภายในและภายนอก ซึ่งจะเป็นงบประมาณประจำปี 2563 รวมถึง การพิจารณา พ.ร.ก.เงินกู้ ที่กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อให้มีเม็ดเงินเพียงพอ และรัฐบาลจะดำเนินการอย่างเต็มที่ และเป็นไปตามกฎหมายทุกประการ นายกฯยังกล่าวถึงกรณี ที่ประชาชนเดินทางออกจาก กทม. ไปยังภูมิลำเนาครบ 7 วันแล้ว จะมีตัวเลขผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นหรือไม่นั้น ว่า การที่พบผู้ติดเชื้อรายใหม่เพิ่มขึ้น แสดงให้เห็นว่า สามารถตรวจสอบคัดกรองผู้ติดเชื้อได้มากขึ้น ซึ่งประชาชนที่รู้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยง มาพบแพทย์มากขึ้น ทำให้มีโอกาสพบผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้น ขณะที่ประชาชนที่ไม่ได้เป็นกลุ่มเสี่ยง และดูแลสุขภาพตนเองดี ก็ไม่จำเป็นต้องไปตรวจคัดกรอง เพราะต้องเข้าใจว่ารัฐบาลต้องควบคุมงบประมาณค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ เพื่อที่จะได้ดูแลกลุ่มผู้ติดเชื้อ และกลุ่มที่มีความเสี่ยงอย่างแท้จริง      ในส่วนของการปรับมาตรการเพื่อประสิทธิภาพในหารลดการแพร่ระบาด ทางกระทรวงมหาดไทย ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบทางกฎหมาย ตาม พรก.ฉุกเฉินก็มีอำนาจพิจารณา มาตรการต่างๆ เช่น จังหวัดที่มีตัวเลขติดเชื้อมากขึ้น หรือ พื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดมาแล้วก่อนหน้านี้ ก็ดำเนินมาตรการ ปิดร้านค้า ห้ามจำหน่ยสุรา ห้ามเล่นกีฬา ที่สำคัญห้ามเล่นการพนันทุกรูปแบบ พร้อมได้กำชับเจ้าหน้าที่ พลเรือน ตำรวจทหาร เข้มงวดการลักลอบเล่นการพนันทุกพื้นที่ รวมถึงเตือนรานค้าจำหน่ายสินค้า เกินราคา สามารถแจ้งเจ้าหน้าที่ประจำจุดสะกัดต่างๆได้ เพราะมีอำนาจตาม พรก.ที่ประกาศใช้ รวมถึงการปล่อยกู้นอกระบบที่ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ เข้าไปดำเนินการแก้ไข และป้องกันไม่ให้ทำผิดกฎหมาย ดำเนินการกับผู้ทำผิดอย่างไม่ละเว้น ส่วนการดูแลคนเดินทางเข้าประเทศ สำหรับชาวต่างชาติ มีเฉพาะผู้ที่มีใบอนุญาตทำงานในประเทศไทยเท่านั้น ส่วนคนไทยที่มาจากประเทศกลุ่มเสี่ยงที่มีการแพร่ระบาดจำนวนมาก ได้นำเข้าสถานกักกันของรัฐแล้ว ทุกคนจะต้องถูกกักตัว 14 วัน      โดยการกักตัวมี 2 รูปแบบ ทั้งการกักตัวกับสถานที่ของรัฐ และที่บ้าน ก่อนกลับภูมิลำเนาโดยกระทรวงสาธารณสุขจะบันทึกข้อมูล ร่วมกับกระทรวงมหาดไทย ในการลงข้อมูลบนแอฟพริเคชั่น นายกฯ ยังให้กระทรวงคมนาคมไปประเมินการเดินทางของประชาชนซึ่งยังพบว่ามีการเคลื่อนย้ายประชาชนเป็นจำนวนมาก จึงให้ทางขนส่งภาครัฐ ดูถึงความจำเป็นในการลดจำนวนเที่ยวบริการลง ซึ่งหากยังไม่สามารถควบคุมกันเองได้ หากยังพบการเดินทางจำนวนมาก ก็จะสั่งหยุดบริหารทั้งหมด เพื่อลดการแพร่เชื้อ โดยในส่วนของการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ยังไม่มีแนวโน้มที่จะยกเลิก โดยในภาพรวม พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะใช้ได้ใน 3 เดือน แต่จะมีการประเมินใน 1 เดือนแรกก่อน หากจำเป็นต้องดำเนินการต่อ ในเดือนที่สอง และสาม มาตรการต่างๆ ก็จะเข้มข้นขึ้นตามลำดับ     ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/IXTN_V2ErQ8

01 เม.ย. 2563

8,737 views

นายกฯขู่ใช้ยาแรง ปิดระบบขนส่งมวลชน หาก ปชช.ยังไม่หยุดเดินทาง คุมโควิด-19 ไม่อยู่

นายกฯขู่ใช้ยาแรง ปิดระบบขนส่งมวลชน หาก ปชช.ยังไม่หยุดเดินทาง คุมโควิด-19 ไม่อยู่

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม กล่าวถึงมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดโควิด-19 ล่าสุดได้มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมไปพิจารณาในกรณีหากยังมีการเคลื่อนย้ายจำนวนมากอยู่ในปัจจุบัน ให้ไปดูว่าการให้บริการขนส่งต่างๆของภาครัฐจะทำอย่างไรจำเป็นต้องลดจำนวนเที่ยวลงหรือไม่    ซึ่งหากยังไม่เรียบร้อยหรือยังไม่สามารถควบคุมได้ ก็อาจต้องเจอสถานการณ์การลดการให้บริการทั้งหมด ไม่ว่าจะรถไฟฟ้า รถไฟ รถโดยสาร และรถเมล์ต่างๆ ที่จำเป็นต้องลดเที่ยวในการบริการลงจนกว่าสถานการณ์จะเรียบร้อย แต่หากยังไม่เรียบร้อยอีกก็คงต้องหยุดการให้บริการทั้งหมด เพื่อลดการเคลื่อนย้ายไปมาและลดการแพร่เชื้อ   ส่วน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน อำนาจตามกฎหมาย จะใช้ได้ 3 เดือน แต่วันนี้ให้ประเมิน 1 เดือนแรกก่อนถ้าจำเป็นก็ต่อไปเดือนที่ 2 เดือนที่ 3 โดยมาตรการจะต้องเข้มข้นขึ้นตามลำดับ ดังนั้นยังไม่มีแนวโน้มจะยกเลิก เว้นแต่ให้ไปพิจารณาว่าอะไรทำแล้วได้ผลและดีขึ้น    ในช่วงท้ายนายกรัฐมนตรี บอกขอโทษที่ขยับหน้ากาก เพราะรู้สึกหน้ากากไม่เข้ากับจมูกตนไม่ค่อยเข้ากับหน้ากากเท่าไหร่  จากนั้นได้เดินกลับมายังห้องทำงานตึกไทยคู่ฟ้า ได้ทำมือสัญลักษณ์ไอเลิฟยูส่งให้ช่างภาพกับสื่อมวลชน ชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2Rhzle71HLQ

01 เม.ย. 2563

112.3k views

1234...322