เลือกตั้งและการเมือง

“หม่อมกร” เปิดตัวชิงผู้ว่าฯ กทม. ขอเป็น “แม่ทัพ” ไม่ใช่ “แม่บ้าน” ยกระดับเป็นเมืองปลอดภัยระดับโลก

2 ชั่วโมงที่แล้ว

18 views

“หม่อมกร” เปิดตัวชิงผู้ว่าฯ กทม. ขอเป็น “แม่ทัพ” ไม่ใช่ “แม่บ้าน” ปรับปรุงกรุงเทพฯ เปลี่ยนจุดเสี่ยงเป็นจุดแข็ง ยกระดับเป็นเมืองปลอดภัยระดับโลก ดึง AI เข้ามาช่วย เผยกราบลา “พล.อ.ประวิตร” ลงในนามอิสระ เหตุ สก.มีหลากสีทำงานได้แบบไร้รอยต่อ มั่นใจสู้กระแส “ชัชชาติ” ได้

ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เปิดตัวลงสมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ภายใต้สโลแกน “กรุงเทพฯ มีความพร้อมแค่ไหน ในการยกระดับเป็น “เมืองปลอดภัย” ของโลก ?” พร้อมเปิดตัวทีมงานผู้ว่าฯ กทม. อาทิ นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ดร.อาทิตย์ เล่าสกุล พลตำรวจโทปิยะ ต๊ะวิชัย ดร.อภิชาติ ประสิทธิ์นฤทธิ์ พลตรีนพรัตน์ แป้นแก้ว และ ดร.ปัณชัย แดงอร่าม

ม.ล.กรกสิวัฒน์ แสดงวิสัยทัศน์ว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้ว่า กรุงเทพฯ คนใหม่จะต้องลุกขึ้นมาเป็น “แม่ทัพ” ไม่ใช่ “แม่บ้าน” ปรับปรุงกรุงเทพฯ ให้เป็นป้อมปราการที่ปกป้องชีวิตคน กทม. เป็นที่พึ่งพิงที่ไว้ใจได้ที่สุด ตนเองไม่มีแบล็กอัพ เพราะแบล็กอัพคือพี่น้องประชาชน ผู้ว่าฯ คนใหม่ต้องนำพาคนกรุงเทพฯ ให้ผ่านพ้นวิกฤตินี้ให้ได้อย่างปลอดภัย

กรุงเทพฯ ต้องเป็นพื้นที่ปลอดภัยสำหรับทุกคนทั้งไทยและต่างชาติ ด้วยความพร้อมป้องกันภัยระดับสูงสุด โดยยกระดับ กรุงเทพฯ เป็นนเมืองปลอดภัยระดับสากล ระบบรักษาความปลอดภัยและการเฝ้าระวังภัยคุกคามทุกรูปแบบ เพื่อสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยวและนักลงทุนว่า ไม่ว่าโลกจะขัดแย้งเพียงใด กรุงเทพฯ พร้อมนำระบบ AI มาใช้ค้นหาอาชญากรที่มีหมายจับไทย และหมายจับตำรวจสากล ใช้ระบบจดจำใบหน้าร่วมกับกล้อง CCTV ระบบจะแจ้งเตือนเมื่อพบผู้ที่ใบหน้าตรงกัน ซึ่งกทม ต้องมีสร้างโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่เจาะไม่ได้ ป้องกันการล้วงข้อมูลจาก คอลเซนเตอร์และสแกมเมอร์ ก่อนจะทำงาน ทำงาน ทำงาน เป็นคิดก่อนหรือไม่ รวมทั้งประกาศสงครามกับยาเสพติดใน กทม.

ขณะเดียวกันต้องเตรียมรับมือภัยพิบัติทั้งแผ่นดินไหว น้ำท่วม เพราะไม่ใช่เรื่องเผื่อว่าจะเกิดแต่เป็นเรื่องจะเกิดเมื่อไหร่ก็ได้ ดังนั้นกรุงเทพ ต้องทำงานร่วมกับรัฐบาล ในการเตือนภัยให้ถึงมือถือประชาชนทันที ทั้งนี้การเตรียมรับมือแผ่นดินไหว จะต้องปรับปรุงโครงสร้างอาคารเก่าของ กทม.ให้ทนทานต่อแรงสั่นสะเทือนได้ถึง 7 ริกเตอร์ เพื่อเป็นป้อมปราการรองรับผู้ประสบภัยได้อย่างมั่นคง มีการซ้อมรับมือภัยธรรมชาติล่วงหน้าในทุกรูปแบบ

ส่วนการบรรเทาน้ำท่วมด้วย นโยบาย กทม.เมืองฟองน้ำ และน้ำส่วนเกินไหลลงฟุตบาทที่น้ำซึมผ่านได้ การจัดการสวนสาธารณะให้เป็น "แก้มลิงอัจฉริยะ" ที่เก็บน้ำรอระบายทำไว้ใต้สวนสาธารณะ แทนที่จะเก็บไว้บนถนนอย่างที่ผ่านมา เพื่อลดความเสียหายทางเศรษฐกิจ ซึ่งเป็นสิ่งที่ต้องทำ ซึ่งในพล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง อดีตผู้ว่าฯ กทม.เคยทำมาแล้ว 4 แห่ง นอกจากนี้ต้องดูดเลนในคูคลอง เช่น คลองแสนแสบ ลาดพร้าว คลองเปรมประชากร เป็นต้น พร้อมนำ AI มาบริหารสถานีสูบน้ำปลายทางให้มีอัตราการไหล ให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำฝน โดย ผอ.สำนักระบายน้ำต้องสแตนด์บาย 24 ชม. และจะเปลี่ยนน้ำเสียเป็นเป็นน้ำใส พัฒนาแหล่งท่องเที่ยวใหม่ได้ในอนาคต รณรงค์ลดการทิ้งขยะในคลอง ไม่เช่นนั้นคลองจะกลับมาตื้นเขินใน 3 ปี

นอกจากนี้ต้องรับมืออัคคีภัยในตึกสูง เพราะปัจจุบันมีคอนโดจำนวนมาก และรถดับเพลิงก็ไม่ถึง จำเป็นต้องพึ่งโดรนดับไฟ มีทีมกู้ภัยทางอากาศ

ขณะที่การบรรเทาปัญหาจราจร ใช้ AI จัดการ จราจรพร้อมกัน 578 แยกทั่ว กทม.คืนเวลาชีวิตให้คนกรุงเทพ ซึ่งจะช่วยประหยัดงบประมาณได้ 60,000 ล้านบาทต่อปี

ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า เมื่อกรุงเทพมีความปลอดภัย การค้า การท่องเที่ยวก็จะทำได้ 24 ชั่วโมง กระตุ้นการท่องเที่ยวคืนให้กรุงเทพเป็นมหานครที่ไม่เคยหลับ มีการเชื่อมต่อการจราจร โดยมีบัตรเดียวใช้ได้ทุกขนส่งทั้งรถไฟฟ้ารถเมล์ สามารถเดินทางได้ทั่วกรุงเทพ ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเมืองใหญ่ที่ทุกคนต้องช่วยกัน เพื่อความสะดวกและปลอดภัย เพราะจากที่เกิดเหตุรถไฟชนรถเมล์ ทำให้ตนอายมากดังนั้นถ้าตนมีอำนาจจะไม่มีรถไฟชนรถเมล์อีกต่อไป และกรุงเทพฯต้องเป็นเมืองไร้ขยะ waste to wealth ขยะทุกชิ้นมีคุณค่าในตัวเองเปลี่ยนเป็นพลังงาน นำไปรีไซเคิล สร้างรายได้

เชื่อว่าคนกรุงเทพรู้ดีเรากำลังเผชิญกับภาวะวิกฤต ผู้ว่าฯ กทม. จึงไม่ใช่แค่ผู้บริหารเมือง แต่ต้องเป็นนักยุทธศาสตร์ เป็นผู้ปกป้องประชาชนที่เที่ยงธรรม และเป็นสถาปนิกแห่งความยั่งยืน จึงขอให้ทุกคนเดินไปกับตนเอง เพื่อเปลี่ยนอนาคตของกรุงเทพฯ เปลี่ยนอนาคตของพวกเรา เพื่อวันพรุ่งนี้ที่ดีกว่าของทุกคน

จากนั้น ม.ล.กรกสิวัฒน์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าไปกราบลาพลเอกประวิตรวงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐเพื่อตัดสินใจลงผู้ว่าฯกทม.ในนามอิสระ ว่า ตนได้มีการพูดคุยกับทุกคน เพราะการลงอิสระ ต้องเข้าใจว่า สก.มีหลากสี ตนต้องการสื่อสารและทำงานร่วมกันกับทุกสีอย่างไร้รอยต่อ จึงควรลงอิสระ เพราะจะได้เข้าได้กับทุกคน

ส่วนพลเอกประวิตรให้กำลังใจให้เดินหน้าทำงานไปพร้อมจับที่ศีรษะ เหมือนเป็นการให้พรและปัจจุบันพลเอกประวิตรก็ไม่ได้ยุ่งกับการเมืองแล้ว ซึ่งการลงอิสระของตน มีข้อดีคือนโยบายต่างๆตนสามารถตอบได้อย่างเต็มที่ ว่าไม่มีบทจากพรรคการเมือง ว่าจะต้องพูดหรือไม่พูดอะไร สิ่งที่ทุกคนเห็นบนเวทีมาจากใจ อยากแก้ไขปัญหาของกทม. จริงๆ ยินดีรับข้อเสนอและรับเป็นนโยบายเพราะเป็นตัวของตัวเอง และทีมงานทั้งหมดก็ล้วนเป็นคนเก่งทั้งสิ้น

เมื่อถามว่า มั่นใจหรือไม่จะสู้กับนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ได้เพราะมีกระแสนิยมสูงมาก ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า นายชัชชาติมีโอกาสทำงานสี่ปี แต่ในสี่ปีนี้ คิดว่าตนคิดว่าสสมารถทำเพิ่มเติมและต่อยอดได้ หลายเรื่องที่คนคิดว่าเป็นผลงาน เช่น Traffy fondue ก็เป็นผลงานของคนตำรวจเอกอัศวินขวัญเมืองอดีตผู้ว่าฯ กทม. ทำมาตั้งแต่ปี 2561 แต่มาดังในสมัยชัชชาติ ซึ่งตนเองคิดว่าสามารถต่อยอดได้

ส่วนเรื่องกระแสนายชัชชาติเพราะทำงานมาก่อน แต่อยากให้ประชาชนตระหนักว่าเราอยู่ในวิกฤต ทั้งพลังงาน สงคราม และเศรษฐกิจ วันนี้เราต้องการคนที่ทำงานนอกจากเป็นแม่บ้าน ที่ ผอ.เขตทำอยู่แล้วต้องเป็นแม่ทัพที่นำพาฝากวิกฤตไปได้ และตนเชื่อว่าขณะนี้วิกฤตยังมาไม่เต็มที่ หลังจากนี้จะมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นต้องให้โอกาสคนที่มองเห็นปัญหา ซึ่งตนมองเห็นปัญหาเหล่านี้และมีแนวทางแก้ไข พร้อมทำงานให้ กทม.


แท็กที่เกี่ยวข้อง  ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. ,หม่อมกร

คุณอาจสนใจ

Related News