สังคม

วงจรปิดจับโกหกหนุ่มทัวริสต์อังกฤษ กุเรื่องแท็กซี่แทงที่แท้ปีนรั้วตอนเมา

โดย taweelap_b

30 ก.ค. 2565

74 views

กรณีนักท่องเที่ยวชายชาวอังกฤษ อายุ 30 ปี อ้างว่าถูกรุมทำร้ายและถูกมีดแทงจนได้รับบาดเจ็บ หลังเข้าไปเที่ยวกลางคืนในผับชื่อดังแห่งหนึ่งกลางเมืองเชียงใหม่ โดยมีแผลถูกของมีคมบาดที่มือ และบาดแผลอีกหลายจุด ก่อนจะเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง นอกจากนี้ โทรศัพท์มือถือยังสูญหายไปด้วย


ทั้งนี้ รายงานข่าวแจ้งว่าจากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจอย่างละเอียด เนื่องจากเป็นเหตุสะเทือนขวัญ และกระทบภาพลักษณ์การท่องเที่ยวของเชียงใหม่ ล่าสุดวันที่ 30 ก.ค. 65 พบพยานหลักฐานเป็นที่ชัดเจนว่า กรณีดังกล่าวเป็นการกุเรื่องโกหกของนักท่องเที่ยวรายนี้ เนื่องจากการตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด บริเวณใกล้เคียงโดยรอบ รวมทั้งสอบถามพยาน ไม่พบว่ามีเหตุดังกล่าวเกิดขึ้น


ขณะเดียวกันมีพยานและหลักฐานว่า บาดแผลของนักท่องเที่ยวรายนี้ เกิดขึ้นจากการปีนรั้วร้านกาแฟและเกสต์เฮาส์ที่ตั้งอยู่ในซอย พระปกเกล้า 11 ห่างประมาณ 1 กิโลเมตร จากผับที่เข้าไปใช้บริการและอ้างว่าถูกทำร้าย โดยพบว่าที่รั้วและพื้นบริเวณดังกล่าวยังคงมีคราบเลือดติดอยู่


นายจักรพันธุ์ ทิพยมณฑล อายุ 60 ปี เจ้าของบ้านที่เกิดเหตุ เล่าให้ฟังว่า คืนวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 01.00 น. นักท่องเที่ยวรายนี้อยู่ในสภาพที่มึนเมาอย่างหนัก โวยวายบริเวณอนุสาวรีย์สามกษัตริย์ รอบหนึ่งแล้ว ตำรวจสายตรวจเข้าไปพดคุยด้วย 1 รอบ ก่อนที่จะเดินหนีมาทางร้านจำหน่ายรถจักรยานยนต์ ซึ่งมีรั้วติดบ้านของตน รปภ.ของร้านก็เข้ามาไล่ แต่นักท่องเที่ยวรายนี้กลับปีนข้ามรั้วที่มีความสูงกว่า 2 เมตรข้ามเข้ามาที่บ้าน ซึ่งบนรั้วมีเศษแก้วอยู่ ช่วงดังกล่าวหลานชายขี่รถเข้าบ้านมาพอดี เมื่อได้ยินเสียงดังก็พบว่ามีชายชาวต่างชาติวิ่งสวนออกมา และปีนรั้วออกไปยังที่ดินแปลงข้างบ้าน


อย่างไรก็ตาม กล้องวงจรปิดของบ้านจับภาพได้อย่างชัดเจน หลังจากที่ปีนข้ามไปยังที่ดินเปล่าข้างบ้านซึ่งมีการล้อมรั้วไว้ พบว่านักท่องเที่ยวรายนี้พยายามปีนรั้วออกมา ตรงจุดนั้นเริ่มมีคราบเลือดไปทั่วพื้นที่ คาดว่าจะได้รับบาดเจ็บมาจากช่วงที่ปืนรั้วหนี ก่อนที่จะวิ่งหนีออกไปต้นซอย โดยไม่มีการถูกไล่ทำร้าย ส่วนโทรศัพท์ที่อ้างว่าหายนั้น ตกอยู่ในรั้วบ้าน และเจ้าหน้าที่ตำรวจเก็บไว้ให้แล้ว เบื้องต้นบ้านผู้เสียหายไม่เอาเรื่อง เนื่องจากทรัพย์สินเสียหายเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนต้นเรื่องที่มีการโพสต์แชร์ว่านักท่องเที่ยวรายนี้ถูกทำร้าย ก็ถูกลบออกจากเฟซบุ๊กไปแล้วเช่นกัน

คุณอาจสนใจ