สังคม
“มหาหมี” ลงพื้นที่วัดป่าอดุลยาราม ยื่นเรื่องโอนโฉนด ชี้ที่ดินตกเป็นของวัดตั้งแต่เจ้าของเดิมถวาย
4 ชั่วโมงที่แล้ว
75 views
รายการโหนกระแสเมื่อวานนี้ ได้เชิญ พระอาจารย์ศตวรรษ เลขานุการเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม / ทนายบอย โกวิทย์ แสงสากล ทนายของวัด / ดร. ประยุทธ์ ประเทศเสนา หรือมหาหมี และทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์
โดยมหาหมีระบุว่าตั้งแต่ต้นว่า เรื่องนี้ไม่ซับซ้อน เพราะเป็นเรื่องของกฎหมายมหาชนและ พ.ร.บ. คณะสงฆ์ ไม่ใช่แค่กฎหมายเอกชนทั่วไป
พี่หนุ่ม กรรชัย ได้นำคลิปที่เจ้าอาวาสโชว์โฉนดตัวจริงมาเปิดเผย หลังจากที่เมื่อวานป้าดาได้มีการถามถึงพร้อมตั้งคำถามว่าไปอยู่ในธนาคารไปจำนองหรือไม่อย่างไร และท้าให้เอาออกมาโชว์
ทนายตุ๋ยอธิบายเรื่องโฉนดว่า โฉนดจะมี 2 ฉบับ คือฉบับที่เก็บไว้ที่สำนักงานที่ดิน และฉบับที่มอบให้เจ้าของที่ดิน ส่วนที่ป้าดาถือโชว์ในการแถลงข่าวนั้น เป็นเพียงสำเนาที่คัดมาจากสำนักงานที่ดิน แล้วนำไปเคลือบพลาสติก ส่วนฉบับที่อยู่กับเจ้าอาวาสคือโฉนดตัวจริงที่เป็นคู่ฉบับสำหรับเจ้าของ
นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ป้าดาเปิดเผยในรายการโหนกระแสว่า ฝั่งทายาทได้ไปยื่นขอออกใบแทนโฉนดที่ดิน โดยอ้างว่าโฉนดเดิมสูญหายขณะเก็บรักษาไว้ที่บ้าน ซึ่งทนายบอยยืนยันว่าจะต้องคัดค้านแน่นอน
ทั้งนี้มีการตั้งข้อสังเกตว่า การไปแจ้งว่าหาย ทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าโฉนดอยู่ที่ใคร ถือเป็นการแจ้งความเท็จต่อเจ้าพนักงานหรือไม่ มหาหมีกล่าวเสริมว่า เจ้าพนักงานที่ดินไม่สามารถออกใบแทนได้ หากมีการคัดค้านและพิสูจน์ได้ว่าที่ดินเป็นของวัด และหากเจ้าหน้าที่ยังฝ่าฝืนดำเนินการ อาจมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
ในส่วนของความสัมพันธ์ทางเครือญาติของป้าดา ทนายบอยระบุว่า ไม่เคยเห็นป้าดาในชั้นศาลมาก่อน เพราะช่วงนั้นทุกคนสวมหน้ากากอนามัยเนื่องจากสถานการณ์โควิด
เมื่อพิจารณาลำดับญาติ นายเฮียงและภรรยาที่ชื่อว่านางนาง มีลูก 9 คน หนึ่งในนั้นคือคุณบัวเรียนที่เคยร่วมฟ้องกับแม่ในครั้งแรก และข้อมูลจากคุณบัวเรียนระบุว่า ป้าดาเป็นลูกของน้องสาวนางนาง เท่ากับเป็นหลานของนางนาง (ไม่ใช่ญาตินายเฮียง) ซึ่งทนายตุ๋ยชี้แจงตามกฎหมายว่า ทายาทลำดับชั้นลูกหรือผู้สืบสันดานจะตัดสิทธิ์ญาติลำดับถัดไป ดังนั้นเรื่องส่วนแบ่งมรดกป้าดาจึงไม่มีสิทธิ์ แต่ต้องมาดูว่าขณะนี้ป้าดามีชื่อเป็นผู้รับมอบอำนาจหรือไม่อย่างไร
มหาหมี สรุปประเด็นทางกฎหมายว่า ที่ดินนี้เป็นของวัดโดยชอบด้วยกฎหมายด้วยเหตุผล 3 ประการ คือที่ดินเป็นของวัด วัดตั้งโดยชอบ และเจ้าอาวาสมาโดยชอบ แม้ป้าดาจะอ้างว่าเป็นวัดเถื่อน แต่มหาหมีอธิบายว่า การตั้งวัดมี 2 ขั้นตอน คือขออนุญาตสร้างวัด และขออนุญาตตั้งวัด ซึ่งเมื่อมีการถวายที่ดินเพื่อสร้างวัดแล้ว ตามคำพิพากษาศาลฎีกาถือว่าที่ดินตกเป็นของวัดหรือที่หลวงทันที โดยไม่ต้องทำตามแบบพิธีของกฎหมายแพ่งมาตรา 525 แม้ในช่วงแรกจะยังมีฐานะเป็นสำนักสงฆ์และยังไม่เป็นนิติบุคคล แต่เมื่อนายเฮียงแสดงเจตจำนงถวายเพื่อสร้างวัด ที่ดินนั้นจะตกเป็นสมบัติของแผ่นดินเพื่อใช้ในการตั้งวัดในพระพุทธศาสนาทันที
นอกจากนี้ กฎกระทรวงฉบับที่ 1 พ.ศ. 2507 ยังระบุชัดเจนว่า หากผู้ถวายที่ดินเสียชีวิตลง ทายาทมีหน้าที่ต้องดำเนินการโอนที่ดินนั้นให้เป็นชื่อวัด ไม่ว่าการสร้างวัดจะใช้เวลานานกี่ปีก็ตาม ดังนั้นทายาทจึงไม่มีสิทธิ์อ้างเพื่อเอาที่ดินคืน
หลักฐานสำคัญคือหนังสือสัญญา สท. 2 ซึ่งเป็นหนังสือสัญญาตกลงอนุญาตให้สร้างวัดที่นายเฮียงลงนามไว้กับนายอำเภอ เพื่อนำไปยื่นต่อกรมการศาสนาในการขอตั้งวัด หนังสือฉบับนี้ระบุชัดเจนว่า หลังจากตั้งวัด ให้เจ้าพนักงานที่ดินและนายอำเภอรับโอนที่ดินให้เป็นของวัด เอกสารนี้ใช้หักล้างข้ออ้างของฝ่ายทายาทได้ว่า สิทธิ์ของนายเฮียงในที่ดินนั้นขาดไปตั้งแต่วันที่ทำสัญญาถวายที่ดินแล้ว
พี่หนุ่ม กรรชัย ได้อ่านเอกสารซึ่งระบุหัวข้อชัดเจนว่าเป็นหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัด โดยในเอกสารระบุชื่อ นายเฮียง อายุ 80 ปี เป็นผู้ทำสัญญาไว้กับพนักงานที่ดินอำเภอเมืองขอนแก่น เพื่อแสดงเจตจำนงในการยกที่ดินเนื้อที่ 21 ไร่ 3 งาน 61 ตารางวา ตามโฉนดเลขที่ 61945 ในพื้นที่หมู่ 14 บ้านหนองแวง ต. ในเมือง จ. ขอนแก่น ให้เป็นที่ตั้งวัด โดยมีการระบุรายละเอียดแนวเขตทั้งสี่ทิศไว้อย่างชัดเจน ซึ่งทนายบอยได้ช่วยเสริมข้อมูลว่า ในอดีตมีนายเคน ซึ่งเป็นมัคนายกเก่าเป็นผู้ดำเนินการขออนุญาตสร้างและตั้งเป็นวัด
ข้อความในสัญญาที่ระบุว่า นายเฮียงจะจัดการโอนที่ดินให้หลังจากที่ทางราชการอนุญาตให้สร้างและตั้งเป็นวัดแล้ว ซึ่งเป็นจุดที่ป้าดานำมาใช้สู้คดี โดยอ้างว่าในขณะที่นายเฮียงยังมีชีวิตอยู่นั้นวัดยังสร้างไม่เสร็จ และยังไม่ได้มีการโอนที่ดิน เมื่อนายเฮียงเสียชีวิตไปก่อน ที่ดินจึงควรกลับมาเป็นมรดกของทายาท
มหาหมีได้โต้แย้งด้วยการยกกฎกระทรวงปี 2507 และปี 2559 มาอธิบายว่า ในกรณีที่มีผู้มอบที่ดินให้สร้างวัด เมื่อสร้างวัดเสร็จแล้ว ผู้ถือกรรมสิทธิ์หรือทายาทมีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องดำเนินการโอนที่ดินให้แก่วัดภายใน 90 วัน ซึ่งถือเป็นกฎหมายพิเศษตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ที่บังคับใช้ในเรื่องนี้โดยเฉพาะ
มหาหมีอธิบายเพิ่มเติมว่า การสร้างและตั้งวัดมีสองขั้นตอน คือการขอสร้างและการขอตั้ง เมื่อมหาเถรสมาคมเห็นชอบให้ตั้งวัดและมีการประกาศชื่อวัดอย่างเป็นทางการแล้ว ที่ดินดังกล่าวจะมีสภาพเป็นที่ตั้งวัดหรือที่ธรณีสงฆ์ทันทีตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่วางหลักไว้ว่า ที่ดินที่ถวายวัดจะสมบูรณ์ตั้งแต่วันที่ถวายโดยไม่ต้องทำตามแบบพิธีของกฎหมายแพ่ง และไม่มีใครสามารถเอาคืนได้ กฎกระทรวงที่ออกมาภายหลังจึงมีหน้าที่เพื่อป้องกันข้อโต้แย้งจากทายาทที่ไม่เข้าใจเจตนารมณ์ของบรรพบุรุษ
ในส่วนของรายละเอียดทางกฎหมาย มหาหมีระบุถึงกฎกระทรวงฉบับที่ 1 พ.ศ. 2507 ข้อ 5 และกฎกระทรวงปี 2559 ข้อ 6 และข้อ 11 ที่ระบุชัดเจนว่า หากผู้มีกรรมสิทธิ์เดิมเสียชีวิตลง ให้ทายาทเป็นผู้ดำเนินการโอนที่ดินและสิ่งปลูกสร้างให้แก่วัดที่ตั้งขึ้นภายใน 90 วัน
มหาหมียังย้ำว่า ที่ดินผืนนี้ไม่ได้ตกเป็นกองมรดกของทายาท เนื่องจากพระราชบัญญัติคณะสงฆ์เป็นกฎหมายมหาชนที่มุ่งคุ้มครองสาธารณประโยชน์ สิทธิของนายเฮียงในที่ดินผืนนี้ขาดไปตั้งแต่วันที่แสดงเจตนาถวายที่ดินเพื่อสร้างวัดในปี 2533 แล้ว เพียงแต่กระบวนการทางเอกสารยังไม่ครบถ้วน ซึ่งทางวัดสามารถไปยื่นโอนที่ดินได้ทันทีตามกฎหมาย โดยไม่ต้องรอให้ทายาทอนุญาต
การต่อสู้ในชั้นศาล ศาลชั้นต้นและอุทธรณ์มีคำพิพากษาตรงกันมาตลอดว่าที่ดินเป็นของวัด ขณะที่มีการยื่นศาลฎีกาแต่ศาลไม่รับ ก็คือว่าสิ้นสุด ส่วนการฟ้องร้องในศาลปกครองนั้น ศาลมองว่าเป็นเรื่องการพิสูจน์สิทธิในที่ดินซึ่งเป็นอำนาจของศาลแพ่ง คำพิพากษาที่ผ่านมาจึงเป็นการให้สัตยาบันทางกฎหมายว่า ที่ดินตกเป็นของวัดตั้งแต่ตอนถวายแล้ว และเจ้าพนักงานที่ดินมีหน้าที่ต้องดำเนินการโอนให้ตามหลักฐานที่มีอยู่ หากไม่ดำเนินการอาจเข้าข่ายความผิดตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ เนื่องจากมีเอกสาร สท. 2 และหนังสือประกาศจากกรมการศาสนายืนยันการตั้งวัดโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว
ทนายบอย เปิดเผยว่า หลวงพ่อเจ้าอาวาสมีอาการเหนื่อยล้า และต้องเข้ารับการฟอกไต จึงต้องงดกิจนิมนต์ทุกอย่าง แต่ท่านได้ส่งรูปภาพโฉนดที่ดินมาให้เพื่อยืนยันว่า โฉนดตัวจริงยังคงอยู่ที่วัด ไม่ได้สูญหายตามที่อีกฝ่ายกล่าวอ้าง
ในส่วนของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวัด พระอาจารย์ศตวรรษ เล่าว่า ก่อนหน้านี้เคยมีรถแปลก ๆ เข้ามาจอดสตาร์ตเครื่องทิ้งไว้เป็นเวลานาน แต่คนในรถไม่ยอมลงมา ซึ่งไม่ทราบว่ามาอะไร นอกจากนี้ยังมีกรณีที่ตำรวจเข้ามาขอตรวจปัสสาวะพระในวัดถึง 4 ครั้งแบบวันต่อวัน ซึ่งก็ยอมรับว่าเคยเจอปัสสาวะสีม่วงเพียงรูปเดียว ซึ่งเพิ่งบวชได้ไม่นาน และหลังจากตรวจเจอก็สึกออกไป และเคยมีกลุ่มคนบุกมาถึงหน้ากุฏิเจ้าอาวาสเพื่อกดดันให้เจ้าอาวาสนำโฉนดตัวจริงออกมาโชว์
มีการตั้งข้อสังเกตว่า การที่กลุ่มคนเหล่านี้มากดดันที่วัด แสดงว่าพวกเขารู้อยู่แล้วว่าโฉนดตัวจริงอยู่ที่เจ้าอาวาส ไม่ได้หายไปไหน แต่ที่ผ่านมาเจ้าอาวาสต้องปิดป้ายประกาศว่าโฉนดอยู่ที่ธนาคารหรือสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เพื่อเป็นการป้องกันการถูกคุกคาม
ทนายบอยให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า คดีฟ้องร้องเพื่อเอาที่ดินคืนครั้งล่าสุดนี้เริ่มต้นขึ้นช่วงปี 2562 หรือ 2563 โดยส่วนตัวทนายบอยเพิ่งจะเคยเห็นป้าดาในครั้งนี้เป็นครั้งแรก เพราะในช่วงการสู้คดีที่ผ่านมาเป็นช่วงโควิด-19 ทุกคนสวมหน้ากากอนามัยทำให้จดจำหน้าตาได้ยาก รวมถึงเวลาเจอกลุ่มญาติก็จะมากันจำนวนมาก ไม่รู้ว่าใครเป็นใครบ้าง
มหาหมีมองว่า อีกฝ่ายอาจจะไม่เข้าใจข้อกฎหมายตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ และอาจได้รับคำแนะนำที่ผิดพลาด เพราะในความเป็นจริงสิทธิ์ในที่ดินของทายาทได้ขาดไปตั้งแต่นายเฮียงแสดงเจตนาถวายที่ดินตั้งแต่ปี 2533 แล้ว
มหาหมีได้อธิบายหลักกฎหมายมหาชนที่ครอบคลุมกรณีนี้อย่างละเอียด โดยยืนยันว่า การที่ที่ดินจะเป็นของวัดโดยสมบูรณ์นั้น ประกอบด้วย 3 เงื่อนไข คือ มีการขอสร้างวัด มีการตั้งวัดโดยมีหนังสือรับรองจากกรมการศาสนา และวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล ซึ่งวัดป่าอดุลยารามมีคุณสมบัติครบถ้วนตั้งแต่นับแต่มีการตั้งวัดในปี 2541 ซึ่งล่วงเลยมานานกว่า 20 ปีแล้ว แม้กฎกระทรวงฉบับปี 2507 จะไม่ได้กำหนดระยะเวลาการโอนที่ดินไว้ชัดเจน แต่กฎกระทรวงฉบับปี 2559 ได้ระบุให้ทายาทต้องดำเนินการโอนให้เสร็จสิ้นภายใน 90 วัน ดังนั้น เจ้าพนักงานที่ดินจึงมีหน้าที่ต้องดำเนินการตามกฎหมายที่ออกโดยฝ่ายบริหาร หากไม่ทำอาจมีความผิดฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่
นอกจากนี้ มหาหมีได้ยกตัวอย่างเคสที่คล้ายกันในจังหวัดสิงห์บุรีเมื่อ 2 ปีก่อน ซึ่งทายาทพยายามจะเอาที่ดินคืน จนเจ้าอาวาสเกือบจะสึกเพราะแรงกดดัน แต่เมื่อมีการตรวจสอบเอกสารจากสำนักงานพระพุทธศาสนา และพบหนังสือสำคัญที่แสดงเจตนาการมอบที่ดิน ซึ่งลงนามโดยผู้ว่าราชการจังหวัด ก็สามารถนำไปใช้เป็นหลักฐานที่สำนักงานที่ดินได้
หนุ่ม กรรชัย ได้นำคำพิพากษาศาลในคดีที่สองมาอ่านยืนยัน ซึ่งระบุชัดเจนว่า ที่ดินแปลงนี้เป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์ และทายาทในฐานะผู้จัดการมรดกของนายเฮียง ไม่มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินแปลงนี้อีกต่อไป ศาลยังวินิจฉัยว่า ไม่จำเป็นต้องโอนกรรมสิทธิ์ด้วยซ้ำ เพราะที่ดินตกเป็นของวัดไปแล้วตามกฎหมาย
มหาหมี กล่าวเสริมว่า ความเข้าใจผิดของทายาทมักเกิดจากการที่เห็นว่า ชื่อในโฉนดยังเป็นชื่อบรรพบุรุษอยู่ แต่ตามคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 7638/2538 ได้วางบรรทัดฐานไว้ว่า หากมีการอุทิศที่ดินเพื่อสร้างวัด ที่ดินนั้นจะตกเป็นของแผ่นดิน เพื่อใช้สำหรับสร้างวัดทันทีตามเจตนาของผู้ทิศ โดยไม่ต้องจดทะเบียนการยกให้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 525
แต่ทนายตุ๋ยและมหาหมีสรุปตรงกันว่า แม้ตามกฎหมายที่ดินจะเป็นของวัดแล้ว แต่เพื่อเป็นการตัดปัญหา ทางวัดควรดำเนินการโอนชื่อในโฉนดให้เป็นชื่อวัดให้เรียบร้อย
ทางรายการได้ติดต่อหา คุณพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ซึ่งได้ให้ข้อมูลว่า ที่ดินแปลงนี้ยังเป็นชื่อของนายเฮียงเนื่องจากในปี 2533 ที่มีการยกที่ดินให้นั้น วัดยังมีสถานะเป็นเพียงที่พักสงฆ์และยังไม่เป็นนิติบุคคลตามกฎหมาย แต่หลังจากปี 2541 เป็นต้นมา เมื่อมีการตั้งวัดอย่างเป็นทางการ
มีช่วงหนึ่ง ในรายการป้าดาได้เข้าร่วมการสนทนาและให้ข้อมูลในมุมของฝั่งทายาทว่า เมื่อวันที่ 27 ก.ค. ที่ผ่านมา ทายาทได้ไปยื่นขอออกใบแทนโฉนดใหม่ เนื่องจากโฉนดเดิมสูญหาย แต่กลับพบเหตุการณ์ผิดปกติ ป้าอ้างว่ามีมือมืดโทรศัพท์เข้ามา ทำให้เจ้าหน้าที่ตกใจและแจ้งว่าโฉนดเลขที่ 61945 ไม่มีข้อมูลหรือข้อมูลหายไป ทั้งที่ก่อนหน้านี้ในวันที่ 13 ก.ค. ป้าดาเพิ่งจะไปคัดสำเนาฉบับหลวงมาได้อยู่เลย ซึ่งทางเจ้าพนักงานที่ดินได้ชี้แจงประเด็นนี้ว่า โฉนดไม่ได้สูญหายไปไหน แต่ปัจจุบันสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นใช้ระบบจดทะเบียนออนไลน์แบบอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้ฉบับสำนักงานถูกเก็บไว้ในระบบคอมพิวเตอร์แทนรูปแบบกระดาษ จึงอาจเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อนในการสื่อสาร และยืนยันว่า ทางที่ดินได้มีการรับคำขอออกใบแทนของป้าดาไว้พิจารณาตามขั้นตอนและมีการประกาศ 30 วันตามระเบียบแล้ว
ป้าดาย้ำว่า ตนเองไม่ได้ต้องการแย่งชิงที่ดินวัด แต่ต้องการชี้ให้เห็นความเป็นมาเพราะเห็นว่ากระดุมเม็ดแรกติดมาไม่ถูกต้อง หากเป็นที่ดินของวัดจริงเหตุใดจึงไม่โอนกรรมสิทธิ์ให้เรียบร้อยตั้งแต่แรก แต่กลับปล่อยให้ชื่อยังเป็นของนายเฮียงมาโดยตลอด และที่ผ่านมาเวลาจะดำเนินการใด ๆ หรือเรียกเก็บภาษีที่ดิน ทางราชการก็ยังคงส่งหนังสือแจ้งมาที่ภรรยาของนายเฮียง และทายาทต้องเป็นคนจัดการมาตลอด 20 ปี ป้าดาตั้งข้อสังเกตว่าทำไมทางวัดเพิ่งจะมากระตือรือร้นจะโอนที่ดิน นอกจากนี้ป้าดายังอ้างถึงมาตรา 84 ว่าการโอนที่ดินวัดมีระเบียบที่ยุ่งยาก และต้องได้รับการยินยอมจากคู่สมรสหรือทายาทก่อนจึงจะสมบูรณ์
พี่หนุ่ม กรรชัย สอบถามถึงความสัมพันธ์ทางเครือญาติ ป้าดาได้ชี้แจงว่าเป็นหลานของน้องสาวนางนาง ภรรยานายเฮียง และได้เข้ามาดูแลเรื่องนี้มานานกว่า 20 ปีแล้ว จึงรู้เบื้องลึกเบื้องหลังดี ทำไมคนต้องมาสนใจเรื่องนี้ ทั้งที่เป็นเรื่องของกรรมสิทธิ์ เรื่องความถูกต้อง
ส่วนประเด็นเรื่องโฉนดตัวจริงที่เจ้าอาวาสนำมาแสดงในรายการ ป้าดามองว่าโฉนดนั้นก็เหมือนถูกวิ่งราวถูกปล้นเอาไป เพราะชื่อในโฉนดยังเป็นของนายเฮียงอยู่
ตลอดการพูดคุย ป้าดาบอกว่าไม่ต้องการพูดกับทนายคนไหนทั้งนั้น ต้องการพูดกับหนุ่ม กรรชัย คนเดียว ไม่ต้องเอาใครมาคุย และไม่ต้องมาอ่านเอกสารอะไรให้ฟัง เพราะตนรู้ดีที่สุด แม้เต่เจ้าพนักงานที่ดินก็ไม่รู้เรื่อง เพราะมีการเปลี่ยนเวียนไปหลายคนแล้ว ด้านเจ้าพนักงานที่ดินยอมรับว่าเพิ่งย้ายมาดำรงตำแหน่งเมื่อเดือน ธ.ค. ปีที่แล้วจริง แต่ยืนยันว่าได้ศึกษารายละเอียดของกรณีนี้มาอย่างครบถ้วนและสามารถสั่งการได้ โดยจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความละเอียดรอบคอบ
ป้าดาย้ำว่า การโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินผืนนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายและไม่มีทางเป็นของหมู เพราะต้องผ่านขั้นตอนทางกฎหมายและการเซ็นยินยอมจากทายาทอย่างถูกต้องตามสิทธิ์ของภรรยาที่จดทะเบียนสมรสของนายเฮียง
มหาหมี ได้แจ้งป้าดาว่า ทางวัดกำลังจะไปดำเนินการขอออกโฉนดที่ดิน ซึ่งหากป้าดามีข้อโต้แย้งประการใดก็ขอให้ไปดำเนินการร้องต่อศาลได้ ซึ่งทางป้าดาได้ตอบโต้อย่างรุนแรงว่า ไม่ต้องมาแจ้งเธอ เธอบอกไปแล้วว่าไม่คุยกับคนอื่น จะพูดกับหนุ่ม กรรชัย เพียงคนเดียวเท่านั้น
ป้าดาได้วิพากษ์วิจารณ์สถานการณ์ในประเทศว่า ตราบใดที่ยังมีโจรปล้นเมืองและโจรในเครื่องแบบที่ใช้อำนาจกดขี่ประชาชน ประเทศก็จะพบกับความล่มสลาย เธอยืนยันว่าตนเองไม่ได้ต้องการที่ดินของวัด แต่ที่ผ่านมาเธอได้รับความเดือดร้อนจากการถูกปล้นที่ดินของครอบครัวเธอไป
ในประเด็นเรื่องการสร้างวัด ป้าดาตั้งคำถามถึงความชอบธรรมของเอกสาร โดยเปรียบเทียบว่า ขนาดการสร้างบ้านหลังใหญ่ยังต้องใช้โฉนดหรือใบมอบอำนาจจากเจ้าของที่ดินตัวจริง เธอระบุว่านายเฮียงซึ่งเป็นตาของเธอเสียชีวิตไปตั้งแต่ปี 2534 จึงมีข้อสงสัยว่าทางวัดใช้เอกสารใดไปดำเนินการขอสร้างวัดหลังจากนั้น และตั้งข้อสังเกตว่ากระดาษเพียงแผ่นเดียวไม่ควรมีอำนาจเหนือความถูกต้อง ป้าดายังเชื่อว่าขั้นตอนการขออนุญาตต่าง ๆ นั้นมีความผิดปกติ และอาจมีกลุ่มมาเฟียเข้าไปจัดการแทรกแซง
ระหว่างการพูดคุยมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น เมื่อรถของป้าดาถูกตำรวจทางหลวงเรียกตรวจบนมอเตอร์เวย์ M6 เนื่องจากมีการขับแช่ขวาขวางทางจราจร และป้าดาก็ได้ให้ หนุ่ม กรรชัยคุยกับเจ้าหน้าที่ตำรวจทางโทรศัพท์ด้วย ซึ่งตำรวจบอกว่าจะทำดการตักเตือน
ป้าดาที่กำลังอารมณ์ขึ้น เครื่องติด พูดรัวไม่ยั้ง ได้เบาลงทันที ก่อนจะเอ่ยปากชมหนุ่ม กรรชัย ว่าเก่งนะเนี่ย
ป้าดายืนยันว่า เรื่องการโอนที่ดินนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย และทายาทมีสิทธิ์ที่จะไม่ยินยอมหากเห็นว่าไม่ถูกต้อง
ก่อนจบการสนทนา หนุ่ม กรรชัย ได้ขอป้าดาเป็นลูกบุญธรรมแบบติดตลก ซึ่งป้าดาก็ตอบว่า "น่าจะดีนะ" สุดท้ายหนุ่ม กรรชัย เตือนให้ป้าดาขับรถด้วยความระมัดระวัง และไม่ขับแช่ขวาเพื่อความปลอดภัย
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/TK5TvLJyyYg
แท็กที่เกี่ยวข้อง วัดป่าอดุลยาราม ,ป้าดา ,มหาหมี