สังคม

เจ้าอาวาสยันโฉนดตัวจริงอยู่ในที่ปลอดภัย ลั่นไม่กลัวโดนทำร้าย แต่กลัวถูกแบล็กเมล์

4 ชั่วโมงที่แล้ว

33 views

เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม เผยยินดีได้ทนายความช่วยดำเนินการปมข้อพิพาทที่ดิน ที่ผ่านมาไม่มีใครให้คำแนะนำข้อพิพาทจึงยืดเยื้อ พร้อมยืนยันโฉนดตัวจริงอยู่ในที่ปลอดภัย แต่บอกไม่ได้ว่าอยู่ไหน

ที่วัดป่าอดุลยาราม เมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาส กล่าวถึงกรณีที่จะมีทนายความเข้ามาช่วยเหลือกรณีข้อพิพาทที่ดินวัด กับฝ่ายทายาทเจ้าของที่ดิน ว่า หลวงพ่อยินดีอย่างมากที่มีทนายความเข้ามาช่วยดำเนินการ เนื่องจากที่ผ่านมาไม่มีผู้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับขั้นตอนทางกฎหมาย หลังศาลมีคำตัดสินในช่วงปี 2555-2556 ซึ่งหลวงพ่อเข้าใจว่า เมื่อศาลตัดสินให้วัดชนะแล้ว คดีก็ถือว่าสิ้นสุดลง ประกอบกับอยู่ในสมณเพศบรรพชิต จึงไม่มีความรู้ด้านขั้นตอนทางกฎหมาย

หลวงพ่อเจ้าอาวาส บอกว่า สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ข้อพิพาทยืดเยื้อ เกิดจากไม่มีผู้ให้คำแนะนำ หากมีผู้แนะนำตั้งแต่แรกคงดำเนินการทุกอย่างให้เรียบร้อยไปนานแล้ว แต่เรื่องกลับค้างมาถึงปี 2557 เมื่อนางบัวไข ลูกสาวคนที่ 4 ของนายเฮียง อ้างฐานะทายาทและยื่นขอเป็นผู้จัดการมรดก แล้วเกิดการฟ้องร้องขึ้นใหม่

คดีครั้งหลังเริ่มจากการยื่นฟ้องต่อศาลปกครองเพื่อขอให้เพิกถอนนิติกรรม ก่อนมีการโอนคดีมาพิจารณาที่ศาลแพ่ง โดยเป็นการฟ้องเจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นเป็นจำเลยหลัก ไม่ได้ฟ้องวัดป่าอดุลยารามโดยตรง ส่งผลให้วัดเป็นจำเลยร่วมที่ 2 ขณะที่เทศบาลนครขอนแก่น ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ เป็นจำเลยร่วมที่ 1 แตกต่างจากคดีแรกที่ถึงที่สุดไปแล้ว

เจ้าอาวาสกล่าวถึงการพิจารณาของศาลแพ่งชั้นต้นว่า มีการพิจารณาประเด็นเจตนาของนายเฮียง พิมพ์ศรี ในการอุทิศที่ดิน โดยยืนยันว่าการถวายที่ดินไม่ได้เกิดขึ้นเพียงคำพูด แต่มีโฉนดที่ดินประกอบ และมีพระเป็นผู้รับการถวาย ถือเป็นการอุทิศที่ดิน พร้อมกับมีการจัดผ้าป่าเมื่อวันที่ 14 กันยายน 2533

สำหรับภาพถ่ายขณะมีการมอบโฉนด ซึ่งอีกฝ่ายระบุว่าเป็นเพียงการนำโฉนดมาแสดงและไม่ได้ส่งมอบจริงนั้น เจ้าอาวาสกล่าวว่า เป็นสิทธิของอีกฝ่ายที่จะให้ข้อมูล แต่ตามข้อเท็จจริง หากวัดไม่ได้รับโฉนดที่ดินก็ไม่สามารถดำเนินการขอประกาศตั้งวัดได้ เนื่องจากการจัดตั้งวัดให้สมบูรณ์ต้องมีโฉนดที่ดินที่ถวายให้วัด หากไม่มีโฉนดก็ไม่สามารถมีบ้านเลขที่ได้

ซึ่งวัดป่าอดุลยารามมีบ้านเลขที่ชัดเจน คือเลขที่ 350 หมู่ 16 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จึงเห็นว่าใครจะกล่าวอย่างไรก็เป็นสิทธิของบุคคลนั้น ทางวัดไม่ขอโต้เถียง

เจ้าอาวาสยืนยันว่า โฉนดที่ดินตัวจริงยังอยู่และถูกเก็บไว้ในสถานที่ปลอดภัย แต่ไม่สามารถเปิดเผยว่าอยู่ที่ใด รวมทั้งไม่สามารถนำออกมาแสดงต่อสาธารณะได้ เนื่องจากเกรงว่าจะถูกขโมย

เจ้าอาวาสระบุว่า ราคาประเมินที่ดินบริเวณดังกล่าวอยู่ที่งานละ 15 ล้านบาท หรือไร่ละ 60 ล้านบาท และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอีก ปัจจุบันที่ดินมีเนื้อที่ทั้งหมด 27 ไร่ หากคำนวณในอัตราไร่ละ 60 ล้านบาท จะมีมูลค่ารวมประมาณ 1,620 ล้านบาท พร้อมกล่าวว่า ที่ดินมูลค่าสูงดังกล่าวคือสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการและต่อสู้เพื่อให้ได้มา

ส่วนข้อสงสัยว่า เหตุใดการถวายโฉนดในปี 2533 ขณะที่นายเฮียงเสียชีวิตในปี 2534 แต่วัดได้รับการประกาศตั้งในปี 2541 จึงไม่ถือว่าการให้เป็นโมฆะนั้น เจ้าอาวาสอธิบายว่า ตามกฎหมายต้องเดินหน้ากระบวนการก่อสร้างวัดต่อจึงจะสามารถขอประกาศตั้งวัดได้

การถวายโฉนดของนายเฮียงไม่ได้เป็นเพียงการมอบที่ดิน แต่ต้องมีการจัดทำแผนผังและแผนที่ ระบุตำแหน่งเสนาสนะต่างๆ ว่าจะตั้งอยู่บริเวณใดของพื้นที่ ทั้งเมรุเผาศพ ศาลาการเปรียญ หอระฆัง และกุฏิพระสงฆ์ เมื่อกำหนดตำแหน่งแล้วจึงยื่นขออนุญาตสร้างวัด และขออนุญาตจากกรมการศาสนาในขณะนั้น

แม้นายเฮียงจะเสียชีวิต ทำให้ยังไม่ได้โอนเปลี่ยนชื่อในโฉนด แต่กระบวนการจัดตั้งวัดยังต้องดำเนินต่อไปตามกฎหมาย กระทั่งปี 2535 ได้รับอนุญาตให้สร้างวัด โดยนายเคน และในปี 2541 ได้รับการประกาศตั้งวัด โดยนายขอม

เจ้าอาวาสยืนยันว่า ไม่ใช่เมื่อถวายที่ดินแล้วจะไม่มีการดำเนินการก่อสร้าง เพราะมีการสร้างวัดจนแล้วเสร็จและได้รับการประกาศตั้งเป็นวัดในพระพุทธศาสนาผ่านกระทรวงศึกษาธิการ ใช้ชื่อว่า "วัดป่าอดุลยาราม"

ส่วนกรณีที่อีกฝ่ายวิจารณ์ว่าวัดสกปรก เจ้าอาวาสตั้งคำถามว่า หากวัดสกปรกและไม่สะอาด เหตุใดจึงยังต้องการที่ดินคืน พร้อมยืนยันว่าท่านใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติอย่างเรียบง่าย ไม่ชอบวัตถุ แม้มีผู้นำเครื่องปรับอากาศมาติดตั้งให้ก็ไม่รับ และใช้ที่นอนเพียงอันเดียว

ส่วนเงื่อนไขเกี่ยวกับการสร้างเสนาสนะนั้น เจ้าอาวาสยืนยันว่า ทางวัดมีเสนาสนะครบถ้วนตามเงื่อนไขการสร้างวัดแล้ว แต่สิ่งที่อีกฝ่ายต้องการให้สร้างเพิ่มเติมคือโบสถ์หรือพระอุโบสถ ซึ่งทางวัดเริ่มก่อสร้างและทำได้เพียงฐานลักษณะวงกลม ก่อนต้องหยุดก่อสร้างเนื่องจากไม่มีเงิน โดยระบุว่าวัดเป็นวัดยากจน จึงไม่มีงบประมาณนำมาก่อสร้างต่อ แม้อีกฝ่ายต้องการให้สร้างก็ตาม

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงนี้เจ้าอาวาสได้ระมัดระวังเรื่องความปลอดภัยมาก หากมีญาติโยมเดินทางมาเข้าพบ จะต้องมีคนของวัดอยู่ด้วยทุกครั้ง และช่วงนี้การเดินทางไปรับกิจนิมนต์นอกวัด จะไม่เดินทางไปเพียงลำพังอย่างเด็ดขาด

เนื่องจากเจ้าอาวาสระบุว่า ที่ผ่านมาเคยมีหญิงรายหนึ่ง ซึ่งท่านระบุว่าเป็นผู้ไม่หวังดีมาเคาะประตูเรียกช่วงเวลาตี 4 แต่ท่านไม่ออกไปพบ โดยท่านบอกว่า ไม่กลัวเรื่องโดนทำร้าย แต่กลัวเรื่องถูกแบล็กเมล์ให้เสียชื่อเสียงมากกว่า



อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/-2_5SCLDQCk

คุณอาจสนใจ

Related News