สังคม
“ป้าบัวเรียน” ลูกนายเฮียง ยันพ่อไม่ได้ยกที่ดินให้วัด แจง “ป้าดา” ไม่ใช่หลานสายตรง อาสามาช่วยทวงคืนที่
6 ชั่วโมงที่แล้ว
339 views
ลูกคนที่ 3 นายเฮียง ยืนยันพ่อไม่ได้ยกที่ให้ แต่ให้สร้างวัด เชื่อหลังพ่อตายยังสร้างไม่เสร็จ ข้อตกลงน่าจะเป็นโมฆะ ด้านชาวบ้านระบุ ทายาททำไม่ถูก วัดเป็นศูนย์รวมจิตใจ ไม่ควรมาทำลาย
ผู้สื่อข่าวไปหานางบัวเรียน พิมพ์ศรี หรือ แม่ตุ๋ย ลูกสาวคนที่ 3 ของนายเฮียงกับนางน้อย หรือ นางนาง ซึ่งนางบัวเรียนเป็นคนที่ร่วมกับแม่ยื่นฟ้องเรียกคืนที่ดินวัด ซึ่งก่อนจะให้ผู้สื่อข่าวเข้าบ้าน ลูกเขยของนายเฮียง ได้ขอความร่วมมือกับผู้สื่อข่าว ไม่ให้บันทึกภาพและคลิปสัมภาษณ์ใดๆ
นางบัวเรียน เล่าว่า พ่อเป็นผู้ใหญ่บ้าน และมีที่ดินทั้งหมด 42 ไร่ ได้แบ่งให้มหาวิทยาลัยขอนแก่น 10 ไร่ ต่อมามีแม่ชีมาสร้างกุฏิตรงพื้นที่ 5 ไร่ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่า เป็นที่ ส.ค.1 ยังไม่มีโฉนด แล้วก็มีพระมาทำเตาเผาถ่าน พ่อสงสารจึงซื้อกุฎิมาตั้งให้ 1 หลัง
เมื่อเวลาผ่านไป พ่อเกิดความเลื่อมใสศรัทธา จนมีเจตนารมณ์จะสร้างวัดในพื้นที่ตรงนี้ แต่ไม่ได้เป็นการยกที่ดินให้ใครคนใดคนหนึ่ง จนกระทั่งพ่อสามารถเปลี่ยนเอกสารครอบครองสิทธิ์ พื้นที่ 5 ไร่ จาก ส.ค.1 เป็นโฉนดได้ จึงนำโฉนดที่ดินตรงนี้ไปโชว์ เพื่อให้ชาวบ้านได้รู้ว่า พ่อเฮียงมีเจตนารมณ์จะสร้างวัด โดยใช้ที่ดินผืนในโฉนดที่นำมาโชว์นี้ แต่ไม่ได้ให้
ปรากฏว่า ทางวัดได้นำไปติดฝาผนังเอาไว้ เหมือนประกาศให้ชาวบ้านได้รู้ว่า ที่แห่งนี้จะมีการสร้างวัดขึ้น จนกระทั่งมีขบวนการที่อยากได้ที่ดินผืนนี้เข้ามาอยู่เบื้องหลัง พยายามจะฮุบเอาที่ให้หมด จนกลายเป็นข้อพิพาทกันถึงปัจจุบันนี้
ตนเองในฐานะรุ่นลูกยอมแพ้ไปแล้ว เพราะไม่มีเงินไม่มีทองสู้ต่อ เราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาจนๆ กระทั่งต่อมาน้องดา ซึ่งเป็นหลานทางแม่น้อย อยู่ที่กรุงเทพฯ และแต่งงานมีสามีอยู่ที่กรุงเทพฯ เป็นนายหน้าอสังหาริมทรัพย์ จึงมีความรู้ในเรื่องนี้ อาสาเข้ามาดำเนินการต่อ ซึ่งตนเองก็ไม่มีกำลังจะสู้ต่อแล้ว ยอมแพ้แล้ว ตนและญาติพี่น้องทุกคน จึงมอบเรื่องทั้งหมดให้น้องดาเป็นผู้ดำเนินการเพียงผู้เดียว
ตอนที่พ่อเสียชีวิต ลูกทุกคนก็เข้าใจว่า ทุกอย่างถือเป็นโมฆะ เพราะไม่ได้มีการสร้างวัด ไม่ได้มีการสร้างเสนาสนะ ครอบครัวคุยกันเอาไว้ว่า อยากแบ่งกันในบรรดาพี่น้อง 9 คน ส่วนพื้นที่วัดก็เป็นพื้นที่ 6 ไร่ เพราะแต่ละคนก็ไม่ได้มีฐานะร่ำรวย และจะได้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของพ่อด้วย ซึ่งตนเองพยายามสู้เรื่องนี้มา จึงเกิดข้อพิพาทขึ้นเข้าสู่กระบวนการในชั้นศาล แต่สุดท้ายก็ต้องขอยอมแพ้ เพราะสู้ไม่ไหว ไม่มีเงินเงินทองไปสู้กับขบวนการที่อยากได้ที่ดินผืนนี้
สำหรับข้อสงสัยว่า ป้าดา เป็นหลานสายไหนของนายเฮียง นางบัวเรียน บอกว่า น้องดาไม่ใช่หลานของนายเฮียงโดยตรง แต่เป็นหลานทางสายนางน้อย
ด้านนางเอ นามสมมติ อายุ 63 ปี ชาวบ้านที่อาศัยอยู่บริเวณถนนอดุลยาราม เปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า ตนเกิดและเติบโตอยู่ในชุมชนแห่งนี้ ตั้งแต่จำความได้ ก็เห็นวัดป่าอดุลยารามตั้งอยู่แล้ว จึงไม่ทราบรายละเอียดว่า ในอดีตมีการมอบหรือดำเนินการเกี่ยวกับที่ดินกันอย่างไร รู้สึกเสียใจและสลดใจอย่างมาก จึงอยากขอให้ทุกฝ่ายยุติความขัดแย้ง และปล่อยให้สถานที่แห่งนี้คงเป็นวัดต่อไป เพื่อเป็นสถานที่ประกอบกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของคนในชุมชน
ตนและครอบครัวมีความผูกพันกับวัดแห่งนี้มาเป็นเวลานาน อัฐิของพ่อแม่ก็เก็บไว้ภายในวัด ที่ผ่านมาตนเข้ามาทำบุญและร่วมกิจกรรมต่าง ๆ ที่ทางวัดจัดขึ้นเป็นประจำ ทั้งงานกฐิน งานบุญมหาชาติ และงานประเพณีทางศาสนาอื่น ๆ โดยมีเจ้าอาวาสเป็นผู้นำชาวบ้านร่วมทำกิจกรรมมาโดยตลอด พร้อมยืนยันว่า ชาวบ้านในละแวกใกล้เคียง ทุกคนต่างบอกตรงกันว่าอยากให้พื้นที่แห่งนี้คงเป็นวัดต่อไป
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/3RESYw7dX1I
แท็กที่เกี่ยวข้อง ป้าดา ,วัดป่าอดุลยาราม ,พิพาทที่ดิน