ต่างประเทศ

รบ.ทหารเมียนมาสั่งแบนเงินต่างประเทศ ทำสินค้าขาดแคลน-ราคาพุ่ง

3 ชั่วโมงที่แล้ว

8 views

รบ.ทหารเมียนมาสั่งห้ามใช้เงินตราต่างประเทศและระงับนำเข้าสินค้าทั้งหมด อ้างเพื่อปราบปรามกลุ่มต่อต้าน ส่งผลให้เกิดภาวะขาดแคลนสินค้าอุปโภคบริโภคที่จำเป็น-ราคาสินค้าพุ่งสูงขึ้นรุนแรง โดยเฉพาะในย่างกุ้ง

หนังสือพิมพ์เดอะวอชิงตัน โพสต์ (The Washington Post) รายงานเมื่อวานนี้ (2 ก.พ.) ว่ารัฐบาลทหารเมียนมาได้เปิดใช้งานเครือข่ายเฝ้าระวังทางทหารอย่างเข้มข้นทั่วกรุงย่างกุ้ง โดยมีการวางกำลังเจ้าหน้าที่ข่าวกรองตามร้านน้ำชาและศูนย์กลางการขนส่งสาธารณะ รวมถึงติดตั้งกล้องวงจรปิดตามสี่แยกสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ประชาชนเริ่มออกมาแสดงความไม่พอใจต่อปัญหาเศรษฐกิจอย่างชัดเจนอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หลังจากรัฐบาลทหารได้จำกัดการใช้เงินตราต่างประเทศและควบคุมใบอนุญาตนำเข้าอย่างเข้มงวดตลอดปีที่ผ่านมาเพื่อตัดเส้นทางเงินทุนของกลุ่มต่อต้าน แต่นโยบายดังกล่าวกลับทำให้เครือข่ายการกระจายสินค้าในย่างกุ้งเป็นอัมพาต ส่งผลกระทบต่อคนทุกกลุ่ม ตั้งแต่เจ้าของร้านโชห่วย คนขับแท็กซี่ ไปจนถึงนักการทูต

การขาดแคลนสินค้าจำเป็นได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน สินค้าพื้นฐาน เช่น น้ำยาล้างเล็บ น้ำยาคอนแทคเลนส์ อาหารแมว และผ้าอนามัย เริ่มหาซื้อไม่ได้แล้ว ประชาชนต้องประทังชีวิตด้วยสิ่งของที่ผู้มาเยือนจากต่างประเทศนำเข้ามาให้ นอกจากนี้ การจำกัดการนำเข้ายังส่งผลให้ตลาดมืดเติบโตขึ้น ตัวอย่างเช่น ยีสต์หนึ่งปอนด์ที่เคยขายในราคา 2,000 จ๊าด (ประมาณ 30 บาท) กลับมีราคาพุ่งสูงขึ้นถึง 10 เท่าในตลาดมืด

แบรนด์ระดับโลกก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยโคคา-โคล่า ประสบปัญหาการผลิตล่าช้าเนื่องจากการขาดแคลนหัวเชื้อไซรัปที่ต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ ขณะที่ร้าน KFC บางสาขาต้องเสิร์ฟซอสในถุงพลาสติกหลังจากซองซอสแบบเดิมขาดแคลน

การขาดแคลนสินค้าได้ซ้ำเติมภาวะเงินเฟ้อที่พุ่งสูงอยู่แล้ว โดยธนาคารโลกเผยว่าอัตราเงินเฟ้อในเมียนมาพุ่งแตะ 20-40% นับตั้งแต่เกิดรัฐประหาร ราคาอาหาร ยา และค่าไฟฟ้าถีบตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนในผู้คนในย่างกุ้งมีคำกล่าวประชดประชันว่า “การอดทนได้กลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว”

ก่อนหน้านี้ เมียนมาเพิ่งเสร็จสิ้นการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ โดยพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ที่ได้รับการสนับสนุนจากกองทัพ คว้าชัยชนะอย่างถล่มทลาย สื่อของรัฐรายงานว่าพรรคดังกล่าวได้รับเสียงข้างมากในทั้งสองสภา รวมทั้งหมด 664 ที่นั่ง และจะดำเนินการเลือกประธานาธิบดีคนใหม่ผ่านการลงคะแนนทางอ้อมภายใน 60 วัน โดยคาดว่ารัฐบาลใหม่จะเริ่มปฏิบัติหน้าที่ในเดือนเมษายน

อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่ามีพลเรือนหลายร้อยคนเสียชีวิตจากการปราบปรามในช่วงการเลือกตั้ง สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) ระบุว่ากองทัพได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศกว่า 400 ครั้งในช่วงเลือกตั้ง ส่งผลให้พลเรือนเสียชีวิต 170 ราย ขณะที่ประเทศสมาชิกอาเซียนประกาศไม่ยอมรับผลการเลือกตั้งในครั้งนี้



คุณอาจสนใจ