บันเทิง

สิ้นพระเอกตลอดกาล 'สรพงศ์ ชาตรี' ในวัย 73 ปี ย้อมชมการแสดง ให้ความสุขคนไทยกว่า 500 เรื่อง

โดย thichaphat_d

11 มี.ค. 2565

255 views

ความสูญเสียครั้งใหญ่วงการบันเทิงอีกครั้ง กับการจากไปของศิลปินแห่งชาติ อาเอก - สรพงศ์ ชาตรี ในวัย  73 ปี เมื่อเวลา บ่าย 3 โมง 51 นาที ของวันที่ 10 มีนาคม 2565 หลังจากเข้ารับการรักษาอาการป่วยมะเร็งปอด ที่โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ตั้งแต่วันที่ 8 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา  

สรพงศ์ ชาตรี ตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งปอด เมื่อ 5 ปีก่อน และได้รับการรักษาตัวมาตลอด และสุขภาพก็แข็งแรง และทำงานถ่ายละครได้ตามปกติ จนเมื่อเดือนมีนาคม ปี 2564 โรคมะเร็งกลับมากำเริบอีกครั้ง



โดยเชื้อมะเร็งได้แพร่กระจายไปตามร่างกาย และได้ถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา หลังจากสำลักกล้วยน้ำว้า โดยจังหวะกลืนและดื่มน้ำไปด้วยกล้วยเลยเข้าไปในหลอดลม จนต้องเข้ารับการรักษาตัวในห้องไอซียูตั้งแต่ตอนนั้นมา

โดยกำหนดการบำเพ็ญกุศลศพ วันนี้ (11 มี.ค.65) ทางญาติก็จะเคลื่อนศพออกจาก โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ ไปที่ศาลากลางน้ำ วัดเทพศิรินทราวาส มีพิธีรดน้ำในเวลา 15.30 น จากนั้นเวลา 17.00 น. จะมีพิธีพระราชทานน้ำหลวงอาบศพ และสวดพระอภิธรรมในเวลา 19.00 น. โยจะมีพิธีบำเพ็ญกุศลเป็นเวลา 7 วัน จนถึงวันที่ 17 มี.ค.2565 ก่อนที่จะบรรจุร่างไว้ 100 วัน เพื่อขอรับพระราชทานเพลิงต่อไป



ซึ่งทางครอบครัวของดรับพวงหรีดดอกไม้ และขอเรียนเชิญร่วมบริจาคทำบุญสมทบทุนมูลนิธิภัทรมหาราชานุสรณ์ ในพระอุปถัมภ์ฯ โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ พร้อมขอความร่วมมือแขกที่มาร่วมงานปฏิบัติตามมาตรการป้องกันโควิด-19 อย่างเคร่งครัด

โดยการจากไปของสรพงศ์ ชาตรี ถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ของวงการบันเทิงไทย ผู้ที่คอยให้รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะกับประชาชนคนไทยมากว่า 53 ปี มีผลงานภาพยนต์มาแล้วกว่า 500 เรื่อง ผลงานละครกว่า 50 เรื่อง เป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงเป็นอย่างมากในช่วงปลายยุค 70 ถึงกลางยุค 80 เเละยังคงมีชื่อเสียงในอาชีพนักเเสดงมาจนถึงปัจจุบัน จนได้รับเลือกเป็น ศิลปินแห่งชาติ สาขาศิลปะการแสดง” ในปี พ.ศ. 2551




เอก - สรพงศ์ ชาตรี เป็นชาวจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เกิดที่อำเภอมหาราช มีชื่อจริงว่า พิทยา เทียมเศวต ภายหลังเปลี่ยนเป็น กรีพงศ์ เทียมเศวต และได้ใช้ชื่อในการแสดงว่า สรพงศ์ ชาตรี โดยชื่อนี้ได้ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ และหม่อมอุบล ยุคล ณ อยุธยา เป็นคนตั้งให้ โดยคำว่า สร มาจาก อนุสรมงคลการ, พงศ์ มาจาก ‘สุรพงศ์ โปร่งมณี (ผู้พามาฝากตัวกับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม) และ ชาตรี มาจาก ชาตรีเฉลิม ชื่อของ ท่านมุ้ย

ด้านการศึกษา จบชั้น ป.4 แล้วบวชเรียนตั้งแต่อายุ 8 ปี ที่วัดเทพสุวรรณ พระนครศรีอยุธยา และวัดดาวดึงส์ บางยี่ขัน ธนบุรี จนกระทั่งลาสิกขาบทเมื่อ พ.ศ. 2512 และได้รับปริญญาดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ศิลปศาสตร์ สาขาสังคมศาสตร์เพื่อการพัฒนา จากมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา ในปี พ.ศ. 2552



เมื่ออายุได้ 19 ปี ได้พบกับหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล ด้วยการแนะนำของ สุรพงศ์ โปร่งมณี และท่านมุ้ย ได้ชักชวนให้มาอาศัยอยู่ที่วังละโว้ ของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ และเริ่มงานแสดงครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2512 เป็นตัวประกอบ

และเป็นเด็กยกของในกองถ่ายละครเรื่อง นางไพรตานี ฉายทางช่อง 7 และเล่นเป็นตัวประกอบในละครห้องสีชมพู และ หมอผี ซึ่งหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม ยุคล เป็นผู้กำกับ ส่วนผลงานภาพยนตร์รับบทเป็นตัวประกอบในภาพยนตร์เรื่อง สอยดาว สาวเดือน เมื่อ พ.ศ. 2512 และอีก 2 เรื่อง

ก่อนจะได้รับบทพระเอกเต็มตัวครั้งแรก ในภาพยนตร์เรื่องที่ 4 คือเรื่อง มันมากับความมืด (พ.ศ. 2514) ผลงานกำกับภาพยนตร์เรื่องแรกของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม จากนั้นได้รับบทในภาพยนตร์ของหม่อมเจ้าชาตรีเฉลิม แทบทุกเรื่อง ทั้งบทพระเอก พระรอง และเป็นผู้ช่วยผู้กำกับในบางครั้ง



ก่อนจะได้รับรางวัลตุ๊กตาทองครั้งแรกจากเรื่อง ชีวิตบัดซบ และ สัตว์มนุษย์ สองปีติดต่อกัน และมีชื่อเสียงสุดๆ ประสบความสำเร็จสุดๆ ในบ้านเรา และต่างประเทศจากเรื่อง แผลเก่า (พ.ศ. 2520) กำกับโดยเชิด ทรงศรี และ อีกหลายสิบรางวัลด้านการแสดง และ มีผลงานแสดงทั้งภาพยนตร์ และ ละครมาเรื่อยๆ และหยุดรับงานแสดงเมื่อปี 2563 ที่ผ่านมา

ในยุคที่รับบทพระเอกในภาพยนตร์ก็จะมีนางเอกคู่ขวัญ สรพงศ์ – จารุณี สุขสวัสดิ์ ที่มีงานแสดงคู่กันหลายร้องเรื่อง รวมถึง สรพงศ์ – เนาวรัตน์



ด้านจิ๊ก เนาวรัตน์ นางเอกคู่ขวัญกับสรพงศ์ ที่มีผลงานภาพยนตร์คู่กันมามากกว่า 100 เรื่อง ก็ได้ให้สัมภาษณ์กับทีมข่าวของเรา โดยบอกว่าทราบข่าวการจากไปของสรพงษ์  ก็ใจหายวูบเลย เพราะพึ่งทราบข่าวว่าป่วยได้เพียงเดือนกว่า  ไม่คิดว่าจะไปเร็วขนาดนี้ และได้มีโอกาสเจอกันครั้งสุดท้ายก่อนโควิด หลายปีมาแล้ว  โดยตั้งใจจะไปรดน้ำศพ และ ร่วมพิธีสวดพระอภิธรรม ในวันนี้ด้วย

พร้อมยกย่องให้สรพงศ์ เหมือนเป็นครูในวงการบันเทิง ค่ายแนะ คอยสอน คอยดุ เวลาถ่านภาพยนตร์ด้วยกัน ที่ตนเองก็จดจำ และนำมาใช้ในฐานะนักแสดงมาถึงปัจจุบัน และตนก็ได้รางวัลตุ๊กตาทองในภาพยนตร์ ถ้าเธอยังมีรัก ที่เล่นด้วยกัน ซึ่งถือเป็นการสูญเสียบุคคลสำคัญในวงการบันเทิงอีกท่าน หลังวงการบันเทิงเพิ่งสูญเสียอาต้อย เศรษฐา และแตงโม นิดา ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน


รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/ufBbOQ1kq5o

คุณอาจสนใจ

Related News