เศรษฐกิจ

จี้แก้ปัญหา ‘ปุ๋ยแพง’ เตือนอาจเป็น ‘จุดตาย’ เกษตรกรไทย ชาวนาแบกภาระไม่ไหว ลดปริมาณปุ๋ย

โดย passamon_a

4 มิ.ย. 2565

88 views

ปัญหาปุ๋ยแพงและเสี่ยงที่จะขาดแคลน ยังแก้ไม่ตก ล่าสุด มีการเตือนปัญหา ‘ปุ๋ยแพง’ อาจรุนแรงกว่าที่คิด และอาจเป็น ‘จุดตาย’ ของเกษตรกรไทย โดยนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงปัญหาปุ๋ยแพง โดยระบุว่า ในวิกฤตอาหารโลกรอบนี้ สิ่งที่คนยังไม่ค่อยพูดถึงกันมาก ก็คือ ปุ๋ยแพง ล่าสุด ดัชนีราคาปุ๋ยโลกเพิ่มขึ้นจากประมาณ 100 เมื่อก่อนโควิด เป็นประมาณ 325 ณ สิ้นเมษายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะรัสเซีย และเบลาลุส พันธมิตรสำคัญของรัสเซีย เป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายสำคัญของโลก และการคว่ำบาตรรัสเซียและพันธมิตร กำลังนำไปสู่ภาวะการขาดแคลนปุ๋ย และการเพิ่มขึ้นของราคาปุ๋ยในประเทศต่างๆ ซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนสินค้าเกษตรบางตัว เช่น ข้าวสาลี ที่ผลิตจากรัสเซียและยูเครน ส่งผลราคาอาหารโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกเหนือไปจากปัญหาการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซ แต่โชคดี ที่ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร ทำให้ได้รับประโยชน์ ราคาปาล์ม ราคายาง ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น ส่งผลดีต่อครอบครัวเกษตรกรไทยนับ 20 ล้านคน แต่หัวใจที่จะเป็นจุดตาย ก็คือเรื่อง “ปุ๋ยแพง” ซึ่งถ้าเตรียมการและบริหารจัดการเรื่อง ‘ปุ๋ยแพง’ ได้ วิกฤตอาหารโลกรอบนี้ จะกลายเป็นโอกาสของประเทศและคนไทย แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่า เราจะหยิบฉวยโอกาสนั้นได้หรือไม่ ขณะที่เมื่อวานนี้ (3 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่หมู่บ้านแปะ หมู่ที่ 8 ต.สีมุม อ.เมือง จ.นครราชสีมา พบว่าเกษตรกรผู้ปลูกนาข้าว ได้เริ่มมีการไถปรับที่นาเพื่อเตรียมความพร้อมในการปลูกข้าวนาปีกันแล้ว โดยนายประสงค์ วงตา อายุ 65 ปี ชาวนา บ้านแปะ ได้นำผู้สื่อข่าวดูกระสอบใส่ข้าวเปลือก พันธุ์ กข 85 ประมาณ 1 ตัน ที่เตรียมไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปี ซึ่งปีนี้คาดว่าจะเริ่มหว่านข้าวได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม แต่ก็ยังคงกังวลใจเรื่องของต้นทุนการเพาะปลูกที่สูงมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องของราคาปุ๋ย และราคาน้ำมัน ที่ปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง นายประสงค์ฯ กล่าวว่า ตนเองนั้นมีพื้นที่ทำนา 30 ไร่ ซึ่งปีนี้ถือว่าได้รับผลกระทบจากราคาต้นทุนการเพาะปลูกที่แพงขึ้น ทั้งราคาปุ๋ย ราคายากำจัดศัตรูพืช และราคาน้ำมัน จึงคิดหนักมากกว่าทำนาข้าวปีนี้จะขาดทุนหรือไม่ เฉพาะราคาปุ๋ย ก็ราคาถุงละ 1,500-1,600 บาทแล้ว ซึ่งปกติก็ต้องใช้ปุ๋ย 1 กระสอบต่อนาข้าว 1 ไร่ ยังมียากำจัดศัตรูพืช ที่ราคาสูงถึงขวดละ 450 บาท ถ้าต้องซื้อพันธุ์ข้าวอีก ก็จะต้องซื้อถุงละ 450 บาท นาข้าว 1 ไร่ ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 25 กิโลกรัม ถ้าบวกค่าแรง ค่าไถ ค่าสูบน้ำ และอีกจิปาถะ ก็เฉลี่ยต้นทุนการปลูกไม่น้อยกว่าไร่ละ 2,000 บาท ซึ่งปีที่แล้วเกี่ยวข้าวได้ไร่ละไม่ถึง 1 ตันเลย อย่างมาก 800 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น และยังต้องลุ้นปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้งอีก ทำให้ตอนนี้เกษตรกรผู้ปลูกนาข้าวได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก ตนเองก็อายุมากแล้ว ถ้าไม่ทำนาก็ไม่รู้จะทำงานอะไร เพราะไม่มีคนจ้าง ก็ต้องทนทำนาต่อไป ไม่ไหวก็ต้องไหว ดังนั้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตอนนี้ที่ทำได้ ก็คือต้องลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลง จากเดิมที่ใช้ 1 กระสอบต่อ 1 ไร่ ก็ต้องลดการใช้ปุ๋ยต่อไร่ลง 15% เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต แม้ว่าจะได้ผลผลิตน้อย ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำนาเสียเลย รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/o_NlfrSB9lY

โดยนายกอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ธนาคารกรุงเทพ โพสต์เฟซบุ๊ก ถึงปัญหาปุ๋ยแพง โดยระบุว่า ในวิกฤตอาหารโลกรอบนี้ สิ่งที่คนยังไม่ค่อยพูดถึงกันมาก ก็คือ ปุ๋ยแพง ล่าสุด ดัชนีราคาปุ๋ยโลกเพิ่มขึ้นจากประมาณ 100 เมื่อก่อนโควิด เป็นประมาณ 325 ณ สิ้นเมษายนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นกว่า 3 เท่าตัว

ที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะรัสเซีย และเบลาลุส พันธมิตรสำคัญของรัสเซีย เป็นผู้ส่งออกปุ๋ยรายสำคัญของโลก และการคว่ำบาตรรัสเซียและพันธมิตร กำลังนำไปสู่ภาวะการขาดแคลนปุ๋ย และการเพิ่มขึ้นของราคาปุ๋ยในประเทศต่างๆ ซ้ำเติมปัญหาการขาดแคลนสินค้าเกษตรบางตัว เช่น ข้าวสาลี ที่ผลิตจากรัสเซียและยูเครน ส่งผลราคาอาหารโลกเพิ่มสูงขึ้น นอกเหนือไปจากปัญหาการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันและก๊าซ แต่โชคดี ที่ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าเกษตร ทำให้ได้รับประโยชน์ ราคาปาล์ม ราคายาง ราคาสินค้าเกษตรดีขึ้น ส่งผลดีต่อครอบครัวเกษตรกรไทยนับ 20 ล้านคน แต่หัวใจที่จะเป็นจุดตาย ก็คือเรื่อง “ปุ๋ยแพง” ซึ่งถ้าเตรียมการและบริหารจัดการเรื่อง ‘ปุ๋ยแพง’ ได้ วิกฤตอาหารโลกรอบนี้ จะกลายเป็นโอกาสของประเทศและคนไทย แต่ก็ขึ้นอยู่ที่ว่า เราจะหยิบฉวยโอกาสนั้นได้หรือไม่

ขณะที่เมื่อวานนี้ (3 มิ.ย.) ผู้สื่อข่าวได้ลงพื้นที่ไปที่หมู่บ้านแปะ หมู่ที่ 8 ต.สีมุม อ.เมือง จ.นครราชสีมา พบว่าเกษตรกรผู้ปลูกนาข้าว ได้เริ่มมีการไถปรับที่นาเพื่อเตรียมความพร้อมในการปลูกข้าวนาปีกันแล้ว โดยนายประสงค์ วงตา อายุ 65 ปี ชาวนา บ้านแปะ ได้นำผู้สื่อข่าวดูกระสอบใส่ข้าวเปลือก พันธุ์ กข 85 ประมาณ 1 ตัน ที่เตรียมไว้เป็นเมล็ดพันธุ์ข้าวสำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปี ซึ่งปีนี้คาดว่าจะเริ่มหว่านข้าวได้ในช่วงเดือนกรกฎาคม แต่ก็ยังคงกังวลใจเรื่องของต้นทุนการเพาะปลูกที่สูงมากกว่าปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะเรื่องของราคาปุ๋ย และราคาน้ำมัน ที่ปรับราคาขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นายประสงค์ฯ กล่าวว่า ตนเองนั้นมีพื้นที่ทำนา 30 ไร่ ซึ่งปีนี้ถือว่าได้รับผลกระทบจากราคาต้นทุนการเพาะปลูกที่แพงขึ้น ทั้งราคาปุ๋ย ราคายากำจัดศัตรูพืช และราคาน้ำมัน จึงคิดหนักมากกว่าทำนาข้าวปีนี้จะขาดทุนหรือไม่ เฉพาะราคาปุ๋ย ก็ราคาถุงละ 1,500-1,600 บาทแล้ว ซึ่งปกติก็ต้องใช้ปุ๋ย 1 กระสอบต่อนาข้าว 1 ไร่ ยังมียากำจัดศัตรูพืช ที่ราคาสูงถึงขวดละ 450 บาท ถ้าต้องซื้อพันธุ์ข้าวอีก ก็จะต้องซื้อถุงละ 450 บาท นาข้าว 1 ไร่ ต้องใช้เมล็ดพันธุ์ข้าว 25 กิโลกรัม ถ้าบวกค่าแรง ค่าไถ ค่าสูบน้ำ และอีกจิปาถะ ก็เฉลี่ยต้นทุนการปลูกไม่น้อยกว่าไร่ละ 2,000 บาท ซึ่งปีที่แล้วเกี่ยวข้าวได้ไร่ละไม่ถึง 1 ตันเลย อย่างมาก 800 กิโลกรัมต่อไร่เท่านั้น และยังต้องลุ้นปัญหาน้ำท่วม ภัยแล้งอีก ทำให้ตอนนี้เกษตรกรผู้ปลูกนาข้าวได้รับความเดือดร้อนเป็นอย่างมาก

ตนเองก็อายุมากแล้ว ถ้าไม่ทำนาก็ไม่รู้จะทำงานอะไร เพราะไม่มีคนจ้าง ก็ต้องทนทำนาต่อไป ไม่ไหวก็ต้องไหว ดังนั้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าตอนนี้ที่ทำได้ ก็คือต้องลดปริมาณการใช้ปุ๋ยลง จากเดิมที่ใช้ 1 กระสอบต่อ 1 ไร่ ก็ต้องลดการใช้ปุ๋ยต่อไร่ลง 15% เพื่อเป็นการลดต้นทุนการผลิต แม้ว่าจะได้ผลผลิตน้อย ก็ยังดีกว่าไม่ได้ทำนาเสียเลย


รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/o_NlfrSB9lY

แท็กที่เกี่ยวข้อง  ปัญหาปุ๋ยแพง

คุณอาจสนใจ