อาชญากรรม

“เจเน่” เข้าแจ้งความตำรวจไซเบอร์ ถูกแชตคุกคามขู่เอาชีวิต รับผวาทุกครั้งที่ออกงาน

1 ชั่วโมงที่แล้ว

24 views

“เจเน่” เข้าแจ้งความตำรวจไซเบอร์ หลังถูกแชตคุกคามขู่เอาชีวิต เจ้าตัวรับหวาดกลัวรู้สึกไม่ปลอดภัย ระแวงจนแพนิกทุกครั้งที่ออกงาน หวั่นถูกประชิดตัวได้รับอันตราย

เวลา 13.00 น. วันที่ 9 ต.ค.69 นางสาวญานนีน ภารวี ไวเกล หรือ “เจเน่” หรือ “พลอยชมพู” ศิลปินนักร้อง เดินทางเข้าแจ้งความที่ กองบังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 3 หลังถูกข่มขู่ทำร้ายถึงชีวิต ผ่านทางอินสตาแกรมและเฟซบุ๊ก ทำให้เจ้าตัวรู้สึกหวาดกลัวอย่างมากในขณะนี้ ในการเข้าพบเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ มีนายรังสรรค์ ปัญญาเรือน หรือ สงกรานต์ เจ้าของค่ายเพลง และนายศิวดล จันทนเสวี หรือ ท๊อฟฟี่ 3.50 บาท ร่วมพาพลอยชมพูเข้าพบพนักงานตำรวจ เพื่อดำเนินการตามกฎหมาย

ท็อฟฟี่ เปิดเผยว่า เพิ่งทราบเรื่องเมื่อคืนที่ผ่านมา หลังเจเน่โทรศัพท์มาปรึกษาว่าถูกคุกคามและควรดำเนินการอย่างไร จึงแนะนำให้เข้ามาแจ้งความตามคำแนะนำของ พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เพื่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและติดตามหาตัวเจ้าของบัญชีผู้ใช้ เนื่องจากพลอยชมพูไม่ทราบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร และเริ่มกังวลว่าจะถูกทำร้ายหรือเข้ามาประชิดตัวระหว่างทำงานหรือไปแสดงคอนเสิร์ต

ด้าน นางสาวญานนีน เล่าว่า บุคคลดังกล่าวอ้างตัวเป็นแฟนคลับ ซึ่งเธอไม่ทราบว่าเป็นใคร และคาดว่าไม่เคยพบกันตัวจริงมาก่อน เริ่มต้นจากปีที่แล้วอีกฝ่ายแชร์โพสต์รูปของเธอ ซึ่งตามปกติเธอมักกดไลก์สตอรี่ของแฟนคลับเป็นประจำ แต่อาจทำให้อีกฝ่ายเข้าใจผิด คิดว่าเธอรักหรือชอบจนถึงขั้นคิดว่าทั้งคู่เป็นแฟนกัน

จากนั้นบุคคลดังกล่าวเริ่มส่งข้อความมาคุกคามเป็นเวลานานกว่า 1 ปี ช่วงแรกเป็นการคุกคามทางเพศ เธอพยายามแก้ปัญหาด้วยการบล็อกบัญชี แต่กลับพบว่าอีกฝ่ายสร้างบัญชีใหม่ขึ้นมาส่งข้อความหาอยู่เรื่อย ๆ จึงเปลี่ยนมาใช้วิธีจำกัดสิทธิ์การเข้าถึงแทน เพื่อไม่ต้องเห็นข้อความเหล่านั้นทุกวัน

นางสาวญานนีน ระบุว่า พฤติกรรมของอีกฝ่ายไม่ได้หยุดอยู่แค่การส่งข้อความ แต่ยังติดตามความเคลื่อนไหวของเธอในโซเชียลมีเดียทุกช่องทาง ทั้งอินสตาแกรมและติ๊กต็อก รวมถึงแสดงอาการหึงหวงเมื่อเธอไปกดติดตามบุคคลอื่น โดยกล่าวหาว่าเธอนอกใจ ทั้งที่ไม่เคยตอบโต้ข้อความหรือพูดคุยกับบุคคลดังกล่าวเลยแม้แต่ครั้งเดียว

นอกจากนี้ พฤติกรรมยังเริ่มลุกลามไปถึงคนรอบข้าง ทั้งเพื่อนและเพื่อนร่วมงาน โดยอีกฝ่ายนำภาพหรือโพสต์ของบุคคลเหล่านั้นมาแคปหน้าจอ ก่อนส่งข้อความในลักษณะรุนแรงและข่มขู่ทำร้ายร่างกายหรือฆ่า เช่น ถามว่าจะให้จัดการด้วยการยิงหรือไม่ ทำให้เธอรู้สึกว่าเรื่องนี้เกินกว่าจะปล่อยผ่านได้อีกต่อไป เพราะไม่เพียงกระทบต่อตัวเธอ แต่ยังทำให้คนใกล้ชิดเสี่ยงได้รับอันตรายด้วย

นางสาวญานนีน ยอมรับว่า ขณะนี้รู้สึกไม่ปลอดภัยในการใช้ชีวิต โดยเฉพาะเวลาต้องออกไปทำงานหรือแสดงคอนเสิร์ต ซึ่งไม่สามารถหลีกเลี่ยงการเปิดเผยสถานที่ได้ทั้งหมด แม้จะพยายามไม่โพสต์ภาพหรือข้อมูลแบบเรียลไทม์ แต่ก็อาจมีบุคคลอื่นโพสต์ให้เห็นความเคลื่อนไหวได้ จึงกังวลว่าอีกฝ่ายจะเข้ามาประชิดตัวเมื่อใด นอกจากนี้ เธอยังเปิดเผยว่า เป็นคนที่มีอาการแพนิกอยู่แล้ว และเมื่อเผชิญกับเหตุการณ์ดังกล่าว ยิ่งทำให้รู้สึกวิตกกังวลจนต้องรับประทานยาแก้แพนิกเวลาออกไปข้างนอก รวมถึงได้รับผลกระทบทางจิตใจจากปัญหาส่วนตัวและคดีอื่น ๆ ที่กำลังเผชิญอยู่แล้ว

นางสาวญานนีน กล่าวว่า สาเหตุที่ตัดสินใจออกมาแจ้งความในครั้งนี้ เพราะไม่ต้องการให้ตัวเองและคนรอบข้างต้องใช้ชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว พร้อมยืนยันว่า ผู้หญิงทุกคนควรสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่ว่าจะออกไปทำงาน กินข้าว หรือกลับบ้าน โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกคุกคาม และยังอยากให้กรณีของตัวเองเป็นตัวอย่างสำหรับผู้หญิงหรือบุคคลอื่นที่เผชิญเหตุการณ์คล้ายกัน ให้กล้าที่จะดำเนินคดีหรืออย่างน้อยเข้าแจ้งความ เพื่อให้คนรอบข้างรับรู้และช่วยกันดูแลความปลอดภัย พร้อมเตือนผู้ที่มีพฤติกรรมคุกคามว่า อย่าคิดว่าการใช้บัญชีที่ไม่เปิดเผยตัวตนจะทำให้สามารถทำอะไรก็ได้ เพราะปัจจุบันเจ้าหน้าที่ตำรวจมีความสามารถในการสืบหาตัวผู้กระทำผิดได้

ขณะที่นายรังสรรค์ เปิดเผยว่า การพามาแจ้งความครั้งนี้เป็นเพราะเห็นว่าน้องเริ่มหวาดกลัวและใช้ชีวิตด้วยความระแวง จึงต้องการให้เจ้าหน้าที่ช่วยตรวจสอบว่าบุคคลดังกล่าวเป็นใคร และดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย พร้อมระบุว่า ในช่วงนี้อาจต้องเพิ่มคนดูแลศิลปินเวลาเดินทางไปทำงาน เพื่อความปลอดภัย

ส่วนแนวทางดำเนินคดี ขณะนี้อยู่ระหว่างรวบรวมและตรวจสอบหลักฐานข้อความทั้งหมด เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายข้อใดบ้าง ทั้งการคุกคามทางเพศและการข่มขู่ ก่อนเข้าสู่ขั้นตอนการสืบหาตัวผู้ใช้บัญชีต่อไป โดยยืนยันว่าจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเต็มที่

นายรังสรรค์ ยังฝากเตือนผู้ที่กำลังคิดจะคุกคามผู้อื่นว่า ปัจจุบันมีช่องทางทางกฎหมายรองรับผู้เสียหาย และไม่ควรคิดว่าการกระทำผ่านโลกออนไลน์จะทำให้ไม่สามารถติดตามตัวได้ พร้อมเรียกร้องให้หยุดพฤติกรรมดังกล่าว ก่อนที่จะต้องรับผลจากการกระทำของตัวเอง

ขณะที่ พ.ต.อ.ปรีดา คงจัด รองผู้บังคับการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี 1 ผู้รับเรื่องคดีดังกล่าว เปิดเผยว่า เบื้องต้นเมื่อวานที่ผ่านมาผู้เสียหายได้มีการไปแจ้งความไว้ที่สน.บางชัน และวันนี้มาแจ้งความที่ตำรวจไซเบอร์จากการตรวจสอบเอกสารและหลักฐานข้อความเบื้องต้น พบว่ามีพฤติการณ์ข่มขู่และคุกคามต่อเนื่องมาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา โดยตำรวจไซเบอร์จะสนับสนุนการตรวจพิสูจน์เพื่อยืนยันตัวตนผู้ใช้บัญชี Instagram ที่ใช้คุกคามและข่มขู่ผู้เสียหาย

เบื้องต้นต้องตรวจสอบข้อความแต่ละรายการและบริบทโดยละเอียด เพื่อพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายข้อใดบ้าง โดยจากหลักฐานที่ตรวจสอบในเบื้องต้น อาจเข้าข่ายความผิดฐานข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัวตามกฎหมายอาญา รวมถึงอาจมีประเด็นความผิดเกี่ยวกับการคุกคามทางเพศ ซึ่งต้องพิจารณารายละเอียดและองค์ประกอบความผิดต่อไป

ส่วนขั้นตอนหลังจากนี้ จะให้เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิเคราะห์ตรวจพิสูจน์ยืนยันตัวตนผู้ใช้บัญชีดังกล่าว ขณะที่พนักงานสอบสวนจะรับเรื่องและลงบันทึกประจำวันไว้ พร้อมประสานข้อมูลกับสถานีตำรวจท้องที่ที่รับแจ้งความไว้ก่อนหน้านี้ เพื่อสนับสนุนการตรวจสอบหลักฐานและติดตามตัวผู้กระทำผิด

พ.ต.อ.ปรีดา ระบุด้วยว่า หากพบพฤติการณ์คุกคามต่อเนื่องหรือมีการสะกดรอยตามในลักษณะอื่นเพิ่มเติม ก็อาจต้องพิจารณาความผิดในข้อหาอื่นตามพฤติการณ์ที่ปรากฏ แต่ในเบื้องต้น ข้อหาที่เห็นได้ชัดจากหลักฐานคือการข่มขู่ให้เกิดความหวาดกลัว

สำหรับกรณีการคุกคามผ่านโซเชียลมีเดียที่ผ่านมา ตำรวจไซเบอร์ระบุว่ามีการดำเนินการลักษณะนี้อยู่เรื่อย ๆ โดยแนวทางดำเนินการขึ้นอยู่กับความประสงค์ของผู้เสียหาย หากต้องการให้ปิดกั้นบัญชี เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินการได้ แต่หากประสงค์จะดำเนินคดี จะต้องรวบรวมหลักฐานให้เพียงพอก่อนพิจารณาปิดกั้นบัญชี เพื่อให้สามารถใช้หลักฐานประกอบการดำเนินคดีได้

อย่างไรก็ตาม การปิดกั้นบัญชีอาจช่วยระงับการคุกคามได้ในเบื้องต้น แต่หากผู้กระทำผิดกลับไปสร้างบัญชีใหม่เพื่อคุกคามอีก ก็อาจทำให้ปัญหาเกิดขึ้นต่อเนื่องได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง  พลอยชมพู ,เจเน่

คุณอาจสนใจ

Related News