อาชญากรรม

'ชูวิทย์' แฉต่อสำนวนคดีผับจินหลิง เป็นการสมคบคิด จี้ ผบ.ตร.เขี่ย 'บิ๊กจ้าว'

โดย passamon_a

26 ธ.ค. 2565

48 views

'ชูวิทย์' แฉต่อสำนวนคดี 'ผับจินหลิง' เป็นการสมคบคิดเปิดช่องให้จำเลยสู้คดี จี้ ผบ.ตร. เปลี่ยน ผบช.น.คนใหม่ ไม่งั้นเก้าอี้จะถูกเขย่าสั่นไหว หากปล่อยทำคดี 'ตู้ห่าว' จะเหมือนคดี 'หลงจู๊' ตรวจค้นยึดทรัพย์เอิกเกริกสุดท้ายศาลยกฟ้อง เตือนอัยการสูงสุดรับสำนวนคดีระวังเจ๊ง เพราะตำรวจเอาสำนวนเน่ามาให้


เมื่อเวลา 14.00 น. วันที่ 25 ธ.ค.65 นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ แถลงข่าวรับวันคริสต์มาส เพื่อมอบของขวัญเป็นคำถาม ให้กับ พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และ พล.ต.ท.ธิติ แสงสว่าง ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล โดยนายชูวิทย์ ระบุว่า ในส่วนของการทำสำนวนคดีของตำรวจ เปรียบเหมือนการปรุงอาหาร ที่ตำรวจเป็นคนปรุงและส่งให้อัยการชิม ก่อนเสิร์ฟให้ศาลเพื่อตัดสินว่าอร่อย หรือไม่อร่อย (สำนวนอ่อน ยกฟ้อง)


นายชูวิทย์ มองว่าการทำคดีนี้ เป็นการสมคบคิดร่วมกันทำ มีการทำอาหารจานนี้ หรือสำนวนคดีมีความหละหลวม ไม่รัดกุม มีหลายประเด็นที่มีข้อสงสัย หากปล่อยให้สำนวนคดีนี้ไปถึงชั้นศาล ย่อมอาจเป็นช่องว่างให้ทางทนายความฝั่งจำเลยใช้ช่องเหตุแห่งความสงสัยต่าง ๆ สู้คดี ที่ผ่านมาตนเองออกมาพูดเรื่อง การเอาผิดกับกลุ่มผู้ต้องหาโดยเฉพาะนายตู้ห่าว ในเรื่องของการฟอกเงินมาตลอดแต่ทางตำรวจได้มีการดำเนินการมีการปล่อยทิ้งระยะเวลาไปนานถึง 2 เดือน จึงจะเริ่มมีการแจ้งข้อหาเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม


ซึ่งในเรื่องของทรัพย์สิน นายชูวิทย์ ตั้งข้อสงสัยว่าอาจจะมีการยักย้ายถ่ายเทไปแล้วหลายส่วน โดยหากมองจากไทม์ไลน์ลำดับเหตุเหตุการณ์ วันที่ 26 ตุลาคม เป็นวันเข้าจับกุมตรวจค้น จินหลิง จับตู้ห่าว 22 พฤศจิกายน จนมาเมื่อวานวันที่ 24 ธันวาคม พึ่งจะมีการแจ้งเรื่องฟอกเงิน กับผู้ต้องหาแต่ไม่มีการแจ้งกับนายตู้ห่าว แต่อย่างใด


คำถามในข้อแรกที่นายชูวิทย์ อยากให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ตอบคำถามต่อสังคม คือการเข้าค้นรอบแรกวันที่ 26 ตุลาคม ได้ของกลางจากจินหลิง และลีลา รวมยาเสพติดกว่า 4.5 กิโลกรัม แต่ไม่เข้าค้น วิบวับคาร์วอส ทั้งที่เป็นบ้านเลขที่เดียวกัน ตั้งอยู่ในรั้วเดียวกัน แต่กลับมาค้นที่วิบวับคาร์วอส อีกครั้งในวันที่ 1 พฤศจิกายน เวลา 17.00 ถึง 18.00 ค้นพบของกลางยาเสพติด 950 กรัม ทำไมจึงไม่ทำการค้นตั้งแต่วันแรกที่เข้าค้น เพราะมีการลงเวลาการค้นเพียง 1 ชั่วโมง เพราะตนเองมองว่า วิบวับคาร์วอส เป็นคลังในการเก็บยาเสพติด  แทนที่จะตรวจค้นพร้อมกับอาคารผับจินหลิง ทั้งที่มีหลักฐานภาพกล้องวงจรปิดถึงการยุ่งเหยิงกับหลักฐานชัดเจน นี่คือกระบวนการทำให้สำนวนคดีอ่อน หรือแผน 'เซียนเหยียบเมฆ'


ส่วนจุดที่ค้นในวันที่ 26 ตุลาคม เป็นเพียงจุดขายปลีก ดังนั้นตนเองเชื่อว่าการทิ้งไว้นานถึง 5 วัน เป็นช่องให้มีการยักย้ายถ่ายเทยาเสพติดออกจากพื้นที่ แม้จะมีการอ้างว่ามีการส่งกำลังตำรวจเข้าไปปิดล้อมพื้นที่แต่พบว่าเป็นเพียง สิบตำรวจสองคนที่เข้าไปดูแลสถานที่  


อีกทั้งสำเนาบันทึกของกลางที่เข้าตรวจค้นในวันที่ 26 ตุลาคม ก็สูญหายที่ สน.ยานนาวา จนถึงขณะนี้ยังไม่พบเอกสารดังกล่าว เป็นการจงใจทำให้เกิดสิ่งใดหรือไม่  จุดนี้เป็นประเด็นที่ตนเองในฐานะประชาชนสามารถตั้งคำถามได้ และผู้บัญชาการตำรวจนครบาลต้องตอบคำถามในประเด็นนี้ให้ได้อย่างชัดเจน เพราะการทิ้งระยะเวลาผ่านไปถึง 5 วัน อาจส่งผลกระทบกับตัวสำนวนคดีอย่างมาก


คำถามข้อที่ 2 วันเข้าค้น วันที่ 26 ตุลาคม เลขคดี 794/2565 ไม่มีการลงระบบ Crime ซึ่งเป็นระบบ ฐานข้อมูลสำคัญของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ในวันเข้าค้นวันที่ 1พฤศจิกายน เลขคดี 803/2565 กลับมีการลงบันทึก เป็นการเข้าค้นในวันที่ 2 พฤศจิกายน ซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง อีกทั้งการเข้าค้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน ตำรวจพบหลักฐานเป็นภาพจากกล้องวงจรปิด ปรากฏภาพของนายเหมาหยาง ว่าเป็นบุคคลที่อยู่ในสถานที่ดังกล่าวแต่ตำรวจกลับไม่มีการดำเนินการใด ๆ กับนายเมาหยาง ทั้งทั้งที่สถานที่ดังกล่าวมีการตรวจพบยาเสพติด และกลับลงในระบบฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ว่าไม่พบผู้กระทำความผิดในวันเข้าตรวจค้น


"อันนี้มันผิดมหาศาลเลย คุณเป็นหัวหน้าพนักงานสอบสวน ไม่ยอมตรวจค้นอาคารในพื้นที่วันเดียวกัน และถ้าพิมพ์ผิด พิมพ์ผิดก็ต้องดู ศาลก็อาจจะมองว่ามีพฤติการณ์อันควรสงสัย และจะยกประโยชน์แห่งความสงสัยแก่จำเลย เพราะสำนวนคุณมันเละ"


ส่วนกรณีของ นางพัชรินทร์ อิทธิวัฒนา หนึ่งในผู้ต้องหาในคดีฟอกเงินที่ถูกจับกุมไปแล้วนั้น ก่อนหน้านี้ดีเอสไอ ก็ออกมาเปิดเผยว่านางพัชรินทร์ มีการรับโอนเงินกลับไปมากับแก๊งคอลเซ็นเตอร์ เสมือนเป็นตัวแทนของนายตู้ห่าว และปลายทางของเงินไปหยุดที่บริษัท Modern Gems ซึ่งเรื่องนี้เหตุใดตำรวจจึงไม่ทราบ ทั้งที่มีการเรียกสอบปากคำนางพัชรินทร์ หลายต่อหลายครั้ง เพราะฉะนั้นจึงตั้งข้อสงสัยว่าดีเอสไอที่มาสืบสวนคดีทีหลังถึงได้รู้ แต่ทำไมตำรวจที่สืบสวนมานานกลับเพิ่งมาออกหมายจับ หลังผ่านมา 2 เดือน


นายชูวิทย์ ยังฝากถึงผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ว่าหากไม่มีการเปลี่ยนตัวผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เก้าอี้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติจะถูกเขย่าสั่นไหว ตนเองจึงขอแนะนำให้ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติสั่งให้มีการเปลี่ยนตัวและหาคนอื่นมาทำงานแทน


เนื่องจากตนเองเชื่อว่าสุดท้ายหากยังคงปล่อยให้ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คนนี้เป็นผู้รับผิดชอบในการทำคดี จะเหมือนคดีของหลงจู๊ สมชาย ที่ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล คนนี้เคยทำสมัยที่เป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ที่ขณะนั้นมีการเข้าตรวจค้นยึดทรัพย์สินอย่างเอิกเกริก แต่สุดท้ายศาลยกฟ้องโดยให้เหตุผลถึงหลักฐานของทางตำรวจอ่อนเกินไป เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ในหลาย ๆ เรื่องพบว่ามีความบกพร่องในสำนวนคดีอย่างมากมาย


"ผมจะจับให้มั่น คั้นให้ตาย ประชาชนอย่างผมจะตรวจสอบว่าคุณทำงานไม่เป็น ดองหมายจับ เรื่องมันวุ่นวายสับสนเพราะคุณทำสำนวนไม่เป็น ถ้า ผบ.ตร. ไม่เปลี่ยนเก้าอี้ ผบช.น. เก้าอี้ ผบ.ตร. ก็จะสั่น บลั่ก ๆๆ" นายชูวิทย์ ยังต้องการเตือนนางนารี ตัณฑเสถียร อัยการสูงสุด ซึ่งจะรับสำนวนคดีนี้ต่อไปนั้นว่า เดี๋ยวจะเจ๊งเอา เพราะตำรวจเอาสำนวนเน่ามาให้ สำนวนมันเละมาตั้งแต่วันแรกแล้ว


ต่อจากนี้นายชูวิทย์  เตรียมจะเข้าพบอัยการที่รับผิดชองสำนวนของดีเอสไอ เพื่อติดตามการทำงานในประเด็นนี้ ก่อนจบการแถลงข่าวยังมีการเกริ่นว่าในการแถลงครั้งต่อไป ตนจะชี้แจงว่าเหตุใดตนเองถึงยืนยันมาตลอดว่าเป็นคดีนอกราชอาณาจักร เพราะมีการวางแผนในประเทศจีน ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรรอติดตามตอนต่อไป


รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/PR-_S3-jlQ4

แท็กที่เกี่ยวข้อง  ชูวิทย์ ,ตู้ห่าว

คุณอาจสนใจ

Related News