ในประเทศ

ไม่รอตำรวจ! เหยื่อดูดเงินลุยสืบเอง สาวเจอบัญชีปลายทาง รับจ้างเปิดบัญชีให้ชาวต่างชาติ

19 ต.ค. 2564

14.3K view

เรื่องเล่าเช้านี้

ออกอากาศ : จันทร์ - ศุกร์ เวลา 06:00 - 08:20 น.

พล.ต.ต.นิเวศน์ อาภาวศิน ผบก.ตอท. กล่าวถึงกรณีประชาชนหลายราย ถูกขโมยเงินจากบัญชีโดยไม่รู้ตัว โดยมียอดเงินครั้งละน้อยๆแต่หลายๆครั้งต่อเนื่องกัน โดยพบบางราย ถูกขโมยเงินจากบัญชีไปสูงสุด หลักแสนบาท ในเวลาเพียงไม่กี่ชั่วโมง ระบุว่าพฤติกรรมของคนร้าย ที่ดูดเงินที่ละน้อยๆแต่หลายครั้งนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นครั้งแรก แต่เคยเกิดขึ้นมาแล้ว แต่ยอดผู้เสียหายไม่เยอะ


การที่ดูดเงินยอดน้อยๆเพราะ เพราะหากเป็นบัตรเดบิตมักจะไม่มีการส่ง sms แจ้งเตือนให้ผู้เสียหายรู้ ซึ่งยอดเหล่านี้มักเกิดจากการชำระซื้อค่าไอเทมในเกม หรือซื้อโฆษณาออนไลน์ ที่ไม่จำเป็นต้องส่งสินค้าให้กับผู้ซื้อ และการโฆษณา ที่ผู้เสียหายเป็นคนซื้อโฆษณาเอง อย่างเช่นครั้งละ37บาท 47บาท คือไปซื้อไอเทมเกมออนไลน์


ในการป้องกัน หลังจากนี้การสืบสวนตำรวจต้องประสานกับร้านค้าที่รับชำระว่า เป็นร้านใด กระบวนการตัดเงินอย่างไร หากเป็นแอพพลิเคชั่นในประเทศจะสามารถดำเนินการได้ง่ายต่อการตรวจสอบมากกว่าแอพพลิเคชั่นที่อยู่ในต่างประเทศ เช่น google


โดยตำรวจ สอท. จะหารือกับธปท.และกลุ่มผู้ค้าสินค้าออนไลน์ ถึงมาตรการป้องกัน อาทิ อาจมีการลงทะเบียนร้านค้าออนไลน์ อาจปรับมาตรการแจ้งเตือนชำระสินค้าและบริการที่เป็นยอดน้อยๆ ไม่ถึงขั้นต่ำ เพื่อป้องกันการปัญหาดังกล่าว


ทั้งนี้สิ่งที่ตำรวจแถลง เป็นข้อมูลที่ประชาขนหลายๆคนทราบดี แต่การดำเนินการบล็อกหรือหยุด หรือจับกุมคนร้ายกลุ่มนี้ ยังไม่มีข้อชัดเจน แต่สิ่งที่ตร.แถลงคือให้ประชาชนเจ้าของบัตรและบัญชีต่างๆ ระมัดระวังกันเอง


ทำให้ กลุ่มผู้เสียหาย จากกรณีดังกล่าวรวมตัวกัน เปิดเพจแชร์ประสบการณ์แต่ละคน โดยแบ่งเป็นเรื่องแจ้งความตำรวจในท้องที่ พบว่า บางคนก็ยังไม่สามรถแจ้งความได้ บางคนก็หาข้อมูลจนเจอว่า บัญชีปลายทางเป็นบัญชีคนไทย


อย่างเช่นคุณวาวา ให้ข้อมูลว่า ถูกคนร้าย ขโมยเงินจากบัญชีบัตรเดบิตธนาคารหนึ่ง ตั้งแต่วันที่13 กค64 เป็นเงินจำนวน 172,000 บาท โดยคนร้ายแยบยล เปรียบเหมือนตัวเราทำธุรกรรมทางมือถือด้วยตัวเอง โอนเสร็จ มีการบันทึกสลิปอัตโนมัติด้วย ปัจจุบันยังไม่ได้ความคืบหน้าใดๆ จากทางธนาคาร มีเพียงคำตอบว่า ตนเป็นคนโอนเงินเอง


โดยพบว่าช่วงที่โอนเงิน คือวันที่ 12 ก.ค. เริ่มตั้งแต่เวลา 11.14 น. // 11.47 น. และ 12.13 น.

วันที่ 13 ก.ค. เวลา 13.49 น. โอนไป 3 บัญชีติดต่อกัน


ช่วงที่คนร้ายขโมยเงินจากบัญชีครั้งที่ 1 คุณวาวา พยายามโทรเข้าไปธนาคารเพื่อขออายัดและตรวจสอบข้อมูล แต่ปรากฎว่า คอลเซ็นเตอร์ติดต่อยาก จนทำให้โดนขโมยเงินรอบสอง และรอบสาม รวมทั้งหมด 172,000 บาท จากนั้นคุณวาวาก็แจ้งความดำเนินคดีและตรวจสอบจนพบว่า บัญชีปลายทางที่รับเงินไปคือคนไทย ชื่อปลายทาง มี 3 ชื่อ

1.วัชรี ชายขาว

2.พนัสดา กลิ่นศรีสุข

3.สรรชลี เศวตการี


โดยหนึ่งใน 3 นี้ คุณวาวา ได้คุยกับนายวัชรี เจ้าตัวยอมรับว่ารับจ้างเปิดบัญชีให้กับกลุ่มคนต่างชาติ และไม่มีเงินมาคืนผู้เสียหายได้ และกำลังตรวจสอบว่าจากบัญชีคนไทยที่รับจ้างเปิดนี้ ไปที่บัญชีปลายทางที่ใคร 


และที่สำคัญทางธนาคารยังยืนยันว่าตนเป็นคนกดโอนเงินเอง และหากโอนข้ามธนาคารไม่สามารถดึงเงินกลับมาให้ได้ ตอนนี้ยอมรับว่ากังวลและปรึกษากับทนายความในการดำเนินการทางกฎหมาย และขอเตือนให้ทุกคนระวังเพียงแค่เวลาไม่นาน เงินที่สะสมมาหายไปทันที และยังไม่มีวี่แววในการจะได้เงินคืน


ขณะที่คดีของนายอภิรักษ์ แซ่เตีย หนุ่มวิศวกร ที่ถูกแฮกข้อมูลบัตรเครดิต เงินในบัญชีถูกถอนหายไป 112,897.66 บาท เกือบหมดบัญชี ซึ่งก่อนหน้านี้ นายอภิรักษ์ เข้าแจ้งความที่ สภ.พระนครศรีอยุธยา แต่ตำรวจไม่รับแจ้งความ โดยให้เหตุผลว่าหลักฐานไม่เพียงพอ จนผู้เสียหายต้องโพสต์เรื่องราวของตัวเองในโซเชียล


ล่าสุด เมื่อวานนี้ (18 ต.ค.) พล.ต.ท.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ลงพื้นที่ติดตามคดีนี้ด้วยตัวเอง โดยเชิญผู้เสียหายมาให้ปากคำ พบว่า เมื่อวันที่ 9 กันยายนที่ผ่านมา ผู้เสียหายได้สั่งซื้อกล้อง ราคา 14,000 บาท ผ่านเว็บไซต์หนึ่ง


โดยชำระผ่านบัตรเครดิต และเคยสมัครเรียนผ่านเว็บไซต์ต่างประเทศ โดยใส่ข้อมูลบัตรเครดิตและรหัสความปลอดภัยหลังบัตร ในการสมัครเว็บไซต์ในการสมัครเรียนดังกล่าว ซึ่งอาจจะเป็นไปได้ ที่คนร้ายจะใช้ช่องทางนี้แฮกบัตรเครดิต


ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 จึงสั่งตั้งคณะทำงานพนักงานสืบสวนสอบสวนเป็นคดีพิเศษ โดยให้พนักงานสอบรวบรวมพยานหลักฐานประสานงานร่วมกับตำรวจไซเบอร์ ตรวจสอบข้อมูลที่เกี่ยวข้องจากโซเซียลมีเดีย ถึงความเชื่อมโยงระหว่างผู้เสียหายกับสถานที่ที่เคยนำบัตรไปใช้ก่อนหน้านี้


ข้อมูลจากทางธนาคารเจ้าของบัตรที่ปรากฏการทำธุรกรรม พิกัดสถานที่ ชื่อร้านค้า และสถานที่ของผู้ประกอบการ โดยให้จัดทำรายงานการสืบสวนประกอบสำนวน ซึ่งหากพิสูจน์ทราบตัวคนร้ายผู้กระทำผิดได้ ให้เสนอศาลออกหมายจับทันที หากเป็นความผิดเกี่ยวเนื่องนอกราชอาณาจักร จะมอบหมายให้พนักงานสอบสวนทำการสอบสวน ตามขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดไว้


รับชมผ่านยูทูบได้ที่ : https://youtu.be/nMfTZDRSTlY

ข่าวยอดนิยม