สังคม

“ชัชชาติ” เผย กทม.ชะลออนุญาต “ดาต้าเซ็นเตอร์” ใหม่ เร่งอุดช่องโหว่กฎหมาย-ตรวจน้ำมันย่านพระราม 9

5 ชั่วโมงที่แล้ว

41 views

“ชัชชาติ” ผู้ว่าฯ กทม. แถลงกรณีข้อกังวล “ดาต้าเซ็นเตอร์กลางกรุง” เบื้องต้นสั่งชะลอโครงการที่ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาไว้ก่อน เร่งอุดช่องโหว่กฎหมาย-ตรวดน้ำมันย่านพระราม 9

นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้านครหลวง หรือ MEA และการประปานครหลวง ร่วมแถลงข่าวชี้แจงประเด็น “ดาต้าเซนเตอร์” กลางกรุง หลังประชาชนเกิดข้อกังวลเกี่ยวกับการก่อสร้างและประกอบกิจการศูนย์ข้อมูล โดยเฉพาะโครงการย่านพระราม 9 ซึ่งประชาชนในพื้นที่ร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมัน รวมถึงตั้งคำถามถึงความปลอดภัย การใช้ไฟฟ้า น้ำประปา ความร้อน เสียง และการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิง

นายชัชชาติ ระบุว่า กรุงเทพมหานครไม่ได้นิ่งนอนใจกับเรื่องนี้ โดยขณะนี้ได้สั่งชะลอการออกใบอนุญาตเพิ่มเติมสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณา มาประมาณ 2–3 สัปดาห์แล้ว พร้อมประสานทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ตรวจสอบในส่วนที่อยู่ในอำนาจของตัวเอง ทั้งเรื่องอาคาร ไฟฟ้า ประปา และการเก็บน้ำมันสำรอง

โดยนายชัชชาติ อธิบายว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ คือศูนย์รวมเครื่องคอมพิวเตอร์และระบบประมวลผลข้อมูล ซึ่งมีอยู่ในกรุงเทพฯ มานานแล้ว แต่ในอดีตส่วนใหญ่มักเป็นศูนย์ข้อมูลที่อยู่ภายในอาคารหรือบริษัท ใช้สำหรับกิจการของบริษัทเอง จึงไม่ได้ถูกแยกออกมาเป็นกิจการเฉพาะ

แต่ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา รูปแบบธุรกิจเปลี่ยนไป มี “Standalone Data Center” หรือศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ที่สร้างขึ้นมาโดยเฉพาะ เพื่อให้บริการแก่หลายหน่วยงานเกิดขึ้นมากขึ้น จึงทำให้กฎหมายและข้อกำหนดเดิมที่มีอยู่เริ่มไม่สอดคล้องกับรูปแบบกิจการใหม่

นายชัชชาติ ระบุว่า ตั้งแต่ประมาณปี 2564–2565 มีโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ยื่นขออนุญาตกับกรุงเทพมหานครในลักษณะ Standalone รวม 6 แห่ง ในจำนวนนี้ได้รับอนุญาตไปแล้ว 3 แห่งในช่วงปี 2565–2566 ส่วนอีก 3 แห่งที่อยู่ระหว่างกระบวนการ

ขณะนี้ กทม. ชะลอการพิจารณาไว้ก่อน เพื่อรอการทบทวนมาตรฐาน และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง ปัญหาสำคัญคือ ที่ผ่านมายังไม่มีนิยาม “ดาต้าเซ็นเตอร์” ในกฎหมายควบคุมอาคารและผังเมืองอย่างชัดเจน จึงอาจถูกจัดอยู่ในประเภทอาคารอื่น เช่น คลังสินค้า ซึ่งส่งผลให้ข้อกำหนดบางอย่าง เช่น การจัดทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ยังไม่ครอบคลุมกิจการประเภทนี้โดยตรง

ประเด็นดังกล่าวสอดคล้องกับข้อกังวลที่ถูกเปิดเผยก่อนการแถลงว่า มีดาต้าเซ็นเตอร์บางแห่งยื่นขออนุญาตก่อสร้างในลักษณะคลังสินค้า ทำให้เกิดคำถามถึงช่องว่างของกฎหมายและการทำ EIA โดยรัฐบาลได้จัดตั้งคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อกำหนดมาตรฐานกลาง ครอบคลุมทั้งพลังงาน น้ำ ผังเมือง ความปลอดภัย สิ่งแวดล้อม และผลกระทบต่อประชาชนแล้ว

สำหรับข้อกังวลว่าดาต้าเซ็นเตอร์จะใช้ไฟฟ้าปริมาณมากจนแย่งไฟจากประชาชน นายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการ (สายงานวางแผนและนวัตกรรม) การไฟฟ้านครหลวง ชี้แจงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่ตั้งอยู่ในพื้นที่กรุงเทพมหานครไม่ได้มีขนาดใหญ่มากเมื่อเทียบกับโครงการในพื้นที่อื่น

โครงการที่เป็นข่าวมีความต้องการกำลังไฟฟ้าประมาณ 20 เมกะวัตต์ แต่มีการใช้จริงอยู่ประมาณ 8 เมกะวัตต์ โดย กฟน. จัดระบบจ่ายไฟแยก และจะพิจารณาให้บริการเฉพาะพื้นที่ที่ระบบไฟฟ้ารองรับได้ จึงยืนยันว่าในสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่ส่งผลกระทบต่อการใช้ไฟฟ้าของประชาชนทั่วไป

เมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น ห้างสรรพสินค้า หรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่บางประเภท ปริมาณไฟฟ้าที่ดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ ใช้ถือว่ายังไม่สูงมาก ขณะที่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ในพื้นที่อุตสาหกรรมหรือต่างจังหวัดอาจมีความต้องการไฟฟ้าระดับหลักร้อยเมกะวัตต์

การไฟฟ้านครหลวงยืนยันด้วยว่า การเชื่อมต่อระบบไฟฟ้าของแต่ละโครงการต้องผ่านมาตรฐานด้านอุปกรณ์ การเชื่อมต่อ และการตรวจสอบความปลอดภัยก่อนจ่ายไฟ

นายชัชชาติ ย้ำว่า แม้ปัจจุบันยังไม่พบผลกระทบ แต่หากในอนาคตมีดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่เพิ่มขึ้น ก็จำเป็นต้องประเมินขีดความสามารถของระบบไฟฟ้าและผลกระทบต่อประชาชนอย่างละเอียด

ส่วนเรื่องการใช้น้ำ เนื่องจากดาต้าเซ็นเตอร์มีเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์จำนวนมากที่สร้างความร้อน จึงต้องมีระบบระบายความร้อน ซึ่งบางระบบใช้น้ำเป็นส่วนประกอบ

นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง ระบุว่า ดาต้าเซ็นเตอร์รายใหญ่ที่เปิดใช้งานอยู่ในกรุงเทพมหานครปัจจุบัน ใช้น้ำเฉลี่ยประมาณ 7,800 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน

เมื่อเปรียบเทียบกับสถานประกอบการประเภทอื่น โรงพยาบาลขนาดใหญ่อาจใช้น้ำประมาณ 20,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน ส่วนห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ใช้น้ำประมาณ 30,000-40,000 ลูกบาศก์เมตรต่อเดือน

ดังนั้น ณ ปัจจุบัน การประปานครหลวงยังไม่พบว่าดาต้าเซ็นเตอร์ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการจ่ายน้ำประปาให้ประชาชน แต่ในอนาคตหากมีโครงการเพิ่มมากขึ้น ก็จะต้องพิจารณาปริมาณน้ำและขีดความสามารถของระบบเป็นรายพื้นที่ โดยการประปานครหลวงพร้อมร่วมกับกรุงเทพมหานครและรัฐบาลในการกลั่นกรองโครงการใหม่ เพื่อไม่ให้การใช้น้ำของดาต้าเซ็นเตอร์ส่งผลกระทบต่อประชาชน

นายชัชชาติ เปิดเผยเพิ่มเติมว่าประเด็นน้ำเสียด้วยว่า น้ำที่ใช้ในระบบหล่อเย็นไม่ได้เป็นกระบวนการผลิตที่ก่อให้เกิดมลพิษโดยตรง โดยบางส่วนระเหย บางส่วนสามารถหมุนเวียนกลับมาใช้ใหม่ หรือใช้ประโยชน์ด้านอื่นได้

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องติดตามคือ มีการปล่อยน้ำที่มีอุณหภูมิสูงลงสู่ระบบระบายน้ำหรือคลองหรือไม่ ซึ่งเรื่องนี้อาจต้องกำหนดมาตรฐานและระบบติดตามที่ชัดเจนขึ้นในอนาคต รวมถึงพิจารณาว่าดาต้าเซ็นเตอร์ควรอยู่ภายใต้กระบวนการ EIA หรือไม่

แต่ประเด็นที่ประชาชนกังวลมากที่สุดคือ การเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงจำนวนมากภายในดาต้าเซ็นเตอร์ เนื่องจากระบบดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีไฟฟ้าสำรองเพื่อให้เครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานต่อเนื่อง หากเกิดไฟดับหรือระบบไฟฟ้ามีปัญหา จึงจำเป็นต้องมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองและน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งตามหลักสากลต้องมีการสำรองไฟ 48 ชั่วโมง จึงต้องมีน้ำมันสำรอง

ขณะที่ น.ส. ฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ระบุว่า ทางกระทรวงมีนโยบาย “ระงับการออกใบอนุญาตใหม่” สำหรับการเก็บน้ำมันสำรองเพื่อใช้กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้าฉุกเฉินของดาต้าเซ็นเตอร์ไว้ก่อน เช่นเดียวกับแนวทางของกรุงเทพมหานครที่ชะลอโครงการใหม่

สาเหตุเพราะรัฐบาลกำลังจัดทำหลักเกณฑ์ใหม่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ ทั้งเรื่องการใช้น้ำ ไฟฟ้า ผลกระทบสิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย ก่อนพิจารณาว่าจะอนุญาตโครงการใหม่อย่างไร

ส่วนกรณีที่มีข้อมูลว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ย่านรามคำแหง อาจมีถังน้ำมันรองรับได้มากกว่า 400,000 ลิตร ก็ย้ำว่า ต้องแยก “ความสามารถในการรองรับเต็มระบบ” ออกจาก “ปริมาณที่ได้รับอนุญาตจริง” หากตรวจพบว่าผู้ประกอบการเก็บน้ำมันเกินกว่าที่ใบอนุญาตกำหนด หรือเก็บน้ำมันโดยไม่ได้รับอนุญาต จะต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย

โดยการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 โดยไม่ได้รับใบอนุญาต ตามกฎหมายควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง มีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 200,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

ส่วนในพื้นที่พระราม 9 ยังไม่ได้รับอนุญาตเก็บน้ำมัน ซึ่งจุดนี้ที่ประชาชนร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมัน ตัวแทนกระทรวงพลังงานยืนยันว่า โครงการดังกล่าวยังไม่ได้รับอนุญาตในส่วนของกรมธุรกิจพลังงาน

ดังนั้น หากตรวจพบว่ามีการนำเข้า เก็บ หรือใช้ถังน้ำมันในลักษณะที่เข้าข่ายกิจการควบคุมโดยไม่ได้รับอนุญาต เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินคดี

ขณะที่นายชัชชาติ ระบุว่า หากประชาชนพบกลิ่นน้ำมันจริง จะต้องตรวจสอบให้ชัดเจนว่ากลิ่นมาจากแหล่งใด และขอให้กระทรวงพลังงานตรวจสอบอย่างเข้มงวด เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับชุมชน โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่าชาวบ้านในย่านพระราม 9 ร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมันและน้ำมันปะปนในท่อระบายน้ำ ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่นำไปสู่การตรวจสอบครั้งนี้

นายชัชชาติ ยังระบุอีกว่า ในกรุงเทพมหานครไม่ได้มีสถานที่เก็บน้ำมันเพื่อใช้ภายในกิจการเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์เท่านั้น แต่มีสถานประกอบการอื่นที่มีการเก็บน้ำมันลักษณะเดียวกันรวมประมาณ 56 แห่ง จึงเห็นว่าควรตรวจสอบมาตรฐานความปลอดภัยให้เข้มงวดทั้งหมด ไม่ควรตรวจเฉพาะดาต้าเซ็นเตอร์

โดยตั้งข้อสังเกตถึงเพดานปริมาณน้ำมันตามกฎหมายเดิม โดยระบุว่า หากกฎหมายเปิดให้มีการเก็บน้ำมันในระดับสูงถึง 500,000 ลิตร อาจถึงเวลาต้องทบทวนอีกครั้งว่า ปริมาณดังกล่าวยังเหมาะสมกับบริบทของเมืองในปัจจุบันหรือไม่ อาจต้องพิจารณาว่าควรลดเหลือ 300,000 หรือ 200,000 ลิตร หรือกำหนดหลักเกณฑ์ตามขนาด และพื้นที่ตั้งของแต่ละโครงการ แต่จำเป็นต้องมีตัวเลขและเกณฑ์ที่ชัดเจน เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้ตรงกัน

ส่วนประเด็นที่ดาต้าเซนเตอร์ ทำไมจึงตั้งอยู่กลางกรุงนั้น นายชัชชาติ อธิบายว่า ในทางเทคนิค ดาต้าเซ็นเตอร์มีเหตุผลบางประการที่ผู้ประกอบการต้องการตั้งใกล้เมือง เช่น กรุงเทพมหานครมีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟเบอร์ออปติกจำนวนมาก มีระบบไฟฟ้าที่มีเสถียรภาพ มีจุดเชื่อมโยงอินเทอร์เน็ต รวมถึงมีบุคลากรด้านเทคนิคอยู่ใกล้

การอยู่ใกล้แหล่งข้อมูลยังช่วยลด “Latency” หรือความหน่วงในการส่งข้อมูล โดยเฉพาะงานบางประเภทที่ต้องประมวลผลใกล้ผู้ใช้งาน หรือ Edge Computing แต่อย่างไรก็ตาม ข้อได้เปรียบด้านเทคโนโลยีต้องไม่แลกมากับผลกระทบต่อชุมชน

ทั้งนี้ปัจจุบันผังเมืองกรุงเทพฯ ยังไม่ได้กำหนดโซนนิ่งสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์โดยเฉพาะ แต่ผู้ว่าฯ กทม. เห็นว่า ในช่วงที่กรุงเทพมหานครกำลังทบทวนผังเมือง อาจเป็นโอกาสที่จะเพิ่มนิยามและข้อกำหนดใหม่ เช่น พื้นที่ใดสามารถตั้งได้ พื้นที่ใดควรห้าม หรือควรกำหนดระยะห่างจากชุมชน โรงพยาบาล และสถานที่สำคัญอย่างไร

ส่วนข้อกังวลเรื่องความร้อนที่ปล่อยออกมาจากศูนย์ข้อมูล นายชัชชาติยอมรับว่าเป็นประเด็นที่ต้องศึกษาเพิ่มเติม เพราะเครื่องคอมพิวเตอร์จำนวนมากสร้างความร้อน และเป็นเหตุผลที่ดาต้าเซ็นเตอร์ต้องมีระบบระบายความร้อนขนาดใหญ่ แม้ที่ผ่านมา กทม. ยังไม่ได้รับข้อร้องเรียนเรื่องผลกระทบจากความร้อนโดยตรง แต่ต้องศึกษาว่าจะส่งผลต่อปรากฏการณ์เกาะความร้อนในเมืองมากน้อยเพียงใด

ส่วนข้อร้องเรียนที่เคยได้รับอีกด้านคือ “เสียง” จากการทดสอบเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรอง โดยมีกรณีที่ผู้ประกอบการทดสอบเครื่องในเวลากลางคืน จนประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากเสียงดัง ภายหลังเมื่อปรับไปทดสอบในเวลากลางวัน ข้อร้องเรียนลดลง ยอมรับกฎหมายมี “ช่องโหว่” เพราะเทคโนโลยีไปเร็วกว่ากฎหมาย

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า การขออนุญาตดาต้าเซ็นเตอร์ในลักษณะ “คลังสินค้า” ถือเป็นการหลีกเลี่ยงการทำ EIA หรือไม่ นายชัชชาติ ระบุว่า ไม่ควรสรุปว่าเป็นการจงใจหลีกเลี่ยง แต่ปัญหาอยู่ที่กฎหมายเดิมยังไม่มีคำนิยามเฉพาะสำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ และในอดีตดาต้าเซ็นเตอร์มักอยู่เป็นส่วนหนึ่งของสำนักงานหรืออาคารอื่น แต่เมื่อเทคโนโลยีเปลี่ยนไป มีศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่ตั้งขึ้นเป็นอาคารเฉพาะ กฎหมายจึงตามไม่ทัน

ผู้ว่าฯ กทม. ยอมรับว่ามีช่องโหว่อยู่จริง และเห็นว่าต้องเร่งปรับมาตรฐานให้ทันสมัย ทั้งเรื่องผังเมือง ควบคุมอาคาร สิ่งแวดล้อม ไฟฟ้า ประปา และน้ำมันเชื้อเพลิง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เริ่มกำหนดกรอบกลางสำหรับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว โดยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์มีหน้าที่จัดทำ

ขณะเดียวกัน รัฐบาลได้เริ่มกำหนดกรอบกลางสำหรับกิจการดาต้าเซ็นเตอร์แล้ว โดยคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์มีหน้าที่จัดทำมาตรฐานการอนุญาตและประเมินผลกระทบ ทั้งพลังงาน น้ำ ความปลอดภัยสาธารณะ ผังเมือง สิ่งแวดล้อม และความเป็นอยู่ของประชาชน

นายชัชชาติ สรุปมาตรการที่ประชาชนจะเห็นเป็นรูปธรรมในระยะสั้นว่า กรุงเทพมหานครจะชะลอโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ยังอยู่ในขั้นตอนพิจารณาไว้ก่อน ขณะที่หน่วยงานเจ้าของกฎหมายแต่ละด้านต้องกลับไปตรวจสอบโครงการที่มีอยู่ให้เข้มงวด

หากเป็นเรื่องน้ำมัน กรมธุรกิจพลังงานต้องตรวจสอบ หากเป็นเรื่องไฟฟ้า การไฟฟ้านครหลวงต้องดูแลไม่ให้กระทบประชาชน หากมีน้ำเสีย เสียง กลิ่น หรือเหตุรำคาญ กรุงเทพมหานครต้องดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ ส่วนการก่อสร้างต้องตรวจตามกฎหมายควบคุมอาคาร

นายชัชชาติ ย้ำว่า แม้ระบบปัจจุบันจะดูเหมือนแต่ละหน่วยงานแยกกันรับผิดชอบ แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่มีผู้รับผิดชอบ เพียงแต่ในอนาคตจำเป็นต้องมีมาตรฐานกลางเพื่อให้มองผลกระทบของดาต้าเซ็นเตอร์เป็นภาพรวมมากขึ้น

พร้อมยืนยันว่า การลงทุนด้านดาต้าเซ็นเตอร์ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัล แต่ต้องเติบโตควบคู่กับความปลอดภัย และคุณภาพชีวิตของประชาชน หากพื้นที่ใดไม่เหมาะสม หรือกิจการสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชน ก็ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายแก้ไข หรือพิจารณาให้กิจการไปตั้งในพื้นที่ที่เหมาะสมกว่า

สำหรับสถานการณ์ล่าสุด กทม. และกระทรวงพลังงานยืนยันตรงกันว่า ยังไม่มีการอนุญาตโครงการใหม่เพิ่มเติมในช่วงที่กำลังทบทวนหลักเกณฑ์ และขอให้ประชาชนที่พบความผิดปกติ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นน้ำมัน เสียง ความร้อน หรือผลกระทบอื่น แจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อเข้าตรวจสอบทันที

คุณอาจสนใจ

Related News