สังคม
หวั่น TOR ไทยเมียนมาตรวจน้ำร่วมกัน เสี่ยงไทยเสียเปรียบ เรียกร้องชะลอลงนาม
7 ชั่วโมงที่แล้ว
33 views
หวั่น TOR ไทยเมียนมาตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันในแม่น้ำข้ามพรมแดน เสี่ยงไทยเสียเปรียบ เรียกร้องชะลอลงนามแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ เปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วม
นักวิชาการ ภาคประชาชน และภาคประชาสังคมในจังหวัดเชียงราย ร่วมแสดงความกังวลต่อร่างข้อตกลงขอบเขตการทำงาน (Terms of Reference : TOR) ระหว่างไทยและเมียนมา ว่าด้วยการตรวจสอบคุณภาพน้ำร่วมกันในแม่น้ำข้ามพรมแดน โดยเห็นว่าร่างดังกล่าวยังมีช่องโหว่หลายประการ อาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในการแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อน พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลชะลอการลงนาม และหันมาแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ
เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง นำโดย ดร.สืบสกุล กิจนุกรณ์ อาจารย์สำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ดร.เนรมิตร จิตรรักษา อาจารย์คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย จัดเวทีเสวนาในหัวข้อ “TOR ไทย-เมียนมา ใครได้ ใครเสีย” ณ ห้องประชุมศรีรุ่งเรือง คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย ตำบลบ้านดู่ อำเภอเมืองเชียงราย
ดร.เนรมิตร กล่าวว่า การจัดเวทีครั้งนี้เกิดจากความกังวลต่อร่าง TOR ที่จัดทำขึ้นหลังเกิดปัญหาการปนเปื้อนโลหะหนักในแม่น้ำข้ามพรมแดนตั้งแต่ปี 2567 และยังตรวจพบสารปนเปื้อนต่อเนื่องในปี 2568 แม้การจัดทำ TOR จะสะท้อนความก้าวหน้าในการเจรจาระหว่างรัฐบาล แต่ยังขาดการมีส่วนร่วมของประชาชนและนักวิชาการ อีกทั้งหากไม่มีมาตรการควบคุมหรือยุติกิจกรรมเหมืองแร่ซึ่งเป็นต้นเหตุ การตรวจสอบคุณภาพน้ำเพียงอย่างเดียวก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างยั่งยืน
ด้าน ดร.สืบสกุล เปิดเผยว่า ร่าง TOR ที่ฝ่ายเมียนมาแก้ไขได้ตัดสาระสำคัญหลายประเด็นออก ทั้งการตรวจร่วม (Joint Monitoring) การจัดทำรายงานร่วม การจัดทำแผนที่ความเสี่ยง และบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ พร้อมเพิ่มข้อความว่าผลการตรวจไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย ซึ่งอาจทำให้แต่ละประเทศใช้มาตรฐานของตนเองและส่งผลให้ไทยเสียเปรียบ นอกจากนี้ยังเสนอให้รัฐบาลไทยใช้มาตรการทางการค้าควบคู่ เช่น ระงับการนำเข้าแร่จากเมียนมา ยุติการใช้ไทยเป็นทางผ่านขนส่งแร่ และผลักดันระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งกำเนิดแร่ เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรองในการเจรจา
ดร.จารุประภา รักพงษ์ ระบุว่า แม้ TOR จะไม่ใช่สนธิสัญญาที่มีผลผูกพันโดยตรง แต่ถือเป็น “Soft Law” ที่สามารถใช้เป็นแนวทางในการตีความกฎหมายและข้อตกลงระหว่างประเทศในอนาคต จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยเฉพาะข้อกำหนดให้ข้อมูลและผลการตรวจเป็นความลับ ต้องได้รับความยินยอมจากทั้งสองฝ่ายก่อนเปิดเผยต่อสาธารณะ ซึ่งอาจกระทบต่อสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ
ขณะที่ อาจารย์อริศรา เหล็กคำ รองคณบดีสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายระหว่างประเทศและกฎหมายสิ่งแวดล้อม เห็นว่า ร่าง TOR ยังมุ่งเน้นการตรวจคุณภาพน้ำมากกว่าการแก้ไขต้นเหตุจากกิจกรรมเหมืองแร่ แม้จะมีการตั้งคณะทำงานร่วม แต่ก็ยังไม่มีมาตรการรองรับเมื่อพบแหล่งกำเนิดมลพิษ และยังไม่เปิดโอกาสให้องค์กรระหว่างประเทศเข้ามามีบทบาทสนับสนุนอย่างเพียงพอ
นายนิวัฒน์ ร้อยแก้ว ผู้แทนภาคประชาสังคม ระบุว่า TOR ฉบับนี้ไม่ใช่ความร่วมมือที่แท้จริง แต่เป็นการยืดเวลาการแก้ไขปัญหา เนื่องจากแต่ละฝ่ายต่างตรวจสอบข้อมูลของตนเองโดยไม่มีมาตรฐานร่วม อาจเปิดช่องให้ประเทศต้นทางปฏิเสธความรับผิดชอบ และทำให้การแก้ไขปัญหาสารปนเปื้อนล่าช้าออกไป
ด้าน ดร.เกียรติคุณ จันแก่น ประธานสมัชชาเชียงรายล้านนาแห่งความสุข กล่าวว่า สิ่งที่ประชาชนเชียงรายต้องการมากที่สุดคือการฟื้นฟูแม่น้ำให้กลับมาสะอาดและปลอดภัย พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน และยกระดับความร่วมมือจากไทย-เมียนมา เป็นการเจรจาร่วมกับจีน เพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนอย่างเป็นรูปธรรม
ภายหลังการเสวนา เครือข่ายนักวิชาการ ภาคประชาชน และภาคประชาสังคม ได้ออกแถลงการณ์ร่วม โดยสรุปว่า ร่าง TOR ฉบับปัจจุบันยังไม่สามารถตอบโจทย์การแก้ไขปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำข้ามแดนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากเน้นเพียงการกำหนดมาตรฐานและการตรวจวัดคุณภาพน้ำโดยไม่มีระบบตรวจสอบร่วม ขาดความชัดเจนเรื่องจุดเก็บตัวอย่าง ใช้มาตรฐานที่แตกต่างกัน ไม่มีมาตรการรองรับเมื่อพบสารพิษ และไม่ครอบคลุมการจัดการต้นเหตุจากกิจกรรมเหมืองแร่และการค้าข้ามพรมแดน
เครือข่ายฯ จึงเรียกร้องให้รัฐบาลไทยทบทวน ชะลอ หรือระงับการลงนาม TOR ฉบับดังกล่าว พร้อมเสนอให้ปรับเป็นการจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อแสดงเจตนารมณ์ร่วมในการแก้ไขปัญหาอย่างครอบคลุม และเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง โดยยืนยันว่าความคาดหวังสูงสุดของประชาชนคือการได้ “คืนน้ำที่สะอาดและปลอดภัย” ให้กลับคืนสู่ชุมชนอีกครั้ง
แท็กที่เกี่ยวข้อง TOR ,ตรวจน้ำ ,ไทยเมียนมา