สังคม

“ทนายอนันต์ชัย” ยื่นเอาผิด “ครูบาชัยวัฒน์” รุกป่าสร้างสำนักสงฆ์ป่าชนะใจ ชี้เข้าข่ายปาราชิก

2 ชั่วโมงที่แล้ว

6 views

“ทนายอนันต์ชัย” ร้อง “บิ๊กเต่า” เอาผิด “ครูบาชัยวัฒน์” และหน่วยงานราชการที่เกี่ยวข้อง ฐานบุกรุกป่าสร้างสำนักสงฆ์ป่าชนะใจ ยืนยันต่อให้เป็นป่าในพื้นที่ สปก. ก็ไม่มีสิทธิ์บุกรุก ชี้ชัดไม่มีสถานะเป็นสำนักสงฆ์หรือวัด เพราะขาดการขออนุญาต พร้อมเผยยื่นสอบอธิกรณ์ครูบาชัยวัฒน์แล้ว เข้าข่ายปาราชิกจากการสนับสนุนให้ทำลายป่าอันเป็นทรัพย์สินราชการ

นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รองผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อร้องเรียนกล่าวโทษพระชัยวัฒน์หรือ คณะกรรมการมูลนิธิครูบาชัยวัฒน์เพื่อสันติสุขและบุคคลอื่นที่เกี่ยวข้อง

โดยทนายอนันต์ชัยกล่าวว่า จากกรณีที่เจ้าหน้าที่ได้ตรวจสอบสถานปฏิบัติธรรมชนะใจหรือที่บรรดาสาวกเรียกว่าวัดป่าชนะใจนั้น ประเด็นสำคัญคือการรุกที่ดิน สปก. ซึ่งต่อให้ครูบาอ้างว่าเป็นเพียงแค่ป่ากระถิน แต่พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ สปก. และมีสถานะเป็นป่าจากการที่มีพระราชกระแสรับสั่งของ ร.9 ที่ทรงให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์เวลานั้น โปรยเมล็ดต้นกระถินปลูกในพื้นที่นี้

เช่นนี้จึงถือว่า ครูบาชัยวัฒน์ รวมทั้งบรรดาผู้รับเหมาที่มาแผ้วถางพื้นที่ตัดต้นไม้และก่อสร้างเป็นสถานปฏิบัติธรรมโดยไม่ได้ขออนุญาต จึงเป็นการบุกรุกพื้นที่ป่าไม้อันเป็นที่ดินของ สปก. ขณะเดียวกันยังพบพยานหลักฐานว่า มีหน่วยงานของรัฐหลายหน่วยงานที่เข้าข่ายสนับสนุนการกระทำความผิดในการบุกรุกพื้นที่ป่า ได้แก่ เจ้าหน้าที่ สปก. ที่พบว่ามีการลงนามในเอกสารโอนสิทธิ์ที่ดินผืนดังกล่าวให้นอมินีของสำนักสงฆ์ เจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคพี่อนุญาตให้ติดตั้งเสาไฟฟ้าเข้ามาในพื้นที่สำนักสงฆ์ รวมทั้งตั้งข้อสงสัยไปยังส่วนราชการท้องถิ่น ตั้งแต่กำนันผู้ใหญ่บ้าน ไปจนถึง อบต. ว่ามีส่วนเกี่ยวข้องและอนุญาตให้มีการสร้างสถานที่ดังกล่าวโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

ด้วยเหตุนี้ จึงได้นำพยานหลักฐานมาร้องเรียน เพื่อให้ทางตำรวจดำเนินการตรวจสอบและดำเนินคดีกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งผู้รับเหมาก่อสร้างสำนักสงฆ์และถางป่า หากพบว่ามีส่วนสนับสนุนให้สำนักสงฆ์ดังกล่าวบุกรุกป่าที่ดิน สปก.

ทนายอนันต์ชัยเน้นย้ำว่า จากกรณีที่บรรดาทีมทนายความของสำนักสงฆ์และสาวกออกมาตอบโต้ว่า ได้มีการขออนุญาตอย่างถูกต้อง จึงเป็นข้อยกเว้นที่สามารถสร้างสำนักสงฆ์ในพื้นที่ดังกล่าวได้ กรณีนี้เราต้องกลับย้อนมาดูที่หลักก่อนว่า โดยหลักของกฎหมาย ห้ามบุกรุกพื้นที่ป่าทุกกรณี ทั้งป่าสงวน ป่าอุทยาน ป่าช้า รวมทั้งป่าที่อยู่ในพื้นที่สงวน อย่างเช่น สปก. เว้นแต่ได้รับการขออนุญาตจากทางราชการอย่างถูกต้อง สถานะตอนนี้ บรรดาศิษย์ยานุศิษย์ สาวก หรือพระแม่ชีทั้งหลายที่ยังอยู่ในพื้นที่สำนักสงฆ์ชนะใจ ถือว่าอยู่ในพื้นที่ที่ผิดกฎหมายแล้ว จึงขอเตือนว่าให้พวกท่านทั้งหลายออกไปจากพื้นที่ดังกล่าวเสีย

ทนายอนันต์ชัยกล่าวเพิ่มเติมว่า ยังไม่พบว่ามีการขออนุญาตจากทางราชการในการจัดตั้งสำนักสงฆ์หรือที่พักสงฆ์ ดังนั้น สำนักสงฆ์ดังกล่าวจะมาที่ตัวเองว่าวัดก็ไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ขณะเดียวกัน สถานะของครูบาชัยวัฒน์ ถือว่ายังอยู่ในสังกัดของวัดศรีสุทธาวาส อารามหลวง จ.เลย เพราะยังไม่พบว่าทางเจ้าคณะจังหวัดสระบุรีได้รับเข้ามาอยู่ในสังกัดแต่อย่างใด

รวมทั้งยังพบว่า ครูบาชัยวัฒน์บวชมาได้แค่ 2 พรรษา ซึ่งยังไม่ถือว่าเป็นพระนวก (นะวะกะ) เพราะต้องบวชอย่างน้อย 5 พรรษาและต้องศึกษาพระธรรมคำสอนตามหลักสูตรอย่างครบถ้วน ถึงจะสามารถออกมาเผยแผ่พระธรรมคำสอนได้ ซึ่งพฤติกรรมของครูบาชัยวัฒน์อาจทำให้พุทธศาสนิกชนเข้าใจพระธรรมคำสอนอย่างคลาดเคลื่อน

ขณะเดียวกัน ครูบาชัยวัฒน์เองก็มีโอกาสต้องอธิกรณ์จากกรณีการบุกรุกป่าสร้างสำนักสงฆ์ เพราะการตัดต้นไม้ที่อยู่ในพื้นที่ของ สปก. เสมือนเป็นการทำลายทรัพย์สินของทางราชการ ซึ่งมีโทษถึงขั้นอาบัติปาราชิก จากพฤติกรรมของพระครูบาชัยวัฒน์ทั้งหมดนี้ จึงนำมาสู่การยื่นร้องไปยังเจ้าคณะจังหวัดเลยเมื่อวานนี้ว่า ให้ดำเนินการตั้งสอบอธิกรณ์ครูบาชัยวัฒน์ต่อไป เนื่องจากต้องทำความผิดเข้าข่ายเป็นอาบัติปาราชิกหรือไม่

ด้าน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวว่า กรณีนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ทางตำรวจสอบสวนกลาง โดย บก.ปทส. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จะต้องไปดำเนินการตรวจสอบเพิ่มเติม โดยยืนยันว่า แม้ครูบาชัยวัฒน์จะมีเจตนาที่ดีในการทำสำนักสงฆ์เพื่ออนุรักษ์ผืนป่า แต่ควรจะต้องขออนุญาตให้ถูกต้องตามกฎหมาย

การบุกรุกป่าเช่นนี้ ต่อให้อ้างว่าทำเพื่อประโยชน์ ก็เปรียบเสมือนว่าบ้านเมืองไม่มีกฎหมายไม่มีขื่อมีแป หากไม่ได้รับอนุญาต การจะทำอะไรควรจะต้องมีกฎหมายรองรับ ไม่ใช่ใครคิดจะทำอะไรก็ได้ โดยเฉพาะทรัพยากรธรรมชาติอย่างป่าไม้ เป็นสิ่งที่ไม่ควรไปแตะต้องและอนุรักษ์เอาไว้ แม้จะอ้างว่าตัดแค่ต้นกระถิน แต่ต้นกระถินก็ถือเป็นส่วนหนึ่งของป่าไม้เช่นกัน

ดังนั้น ตนเตรียมที่จะเสนอต่อผู้บังคับบัญชาว่า ในกรณีของสำนักสงฆ์วัดป่าชนะใจนั้น จะดำเนินการสืบสวนสอบสวนและทำงานร่วมกันกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ในลักษณะของคณะกรรมการหรือไม่ เพราะเนื่องจากสำนักสงฆ์ดังกล่าวมีกรณีที่เข้าข่ายผิดกฎหมายอยู่ 2 กรณี กรณีแรกก็เป็นอันรู้กันคือเรื่องการบุกรุกป่าที่ดิน สปก. และอีกกรณีคือการกระทำความผิดที่เข้าข่ายเป็นการฉ้อโกงประชาชน จากการที่ครูบาชัยวัฒน์ได้ไลฟ์เชิญชวนสาวกให้มาสร้างบ้านในพื้นที่สำนักสงฆ์ แต่พบว่ามีผู้เสียหายอย่างน้อย 10 รายที่ถูกหลอกลวง

ซึ่งกรณีที่ 2 อยู่ในระหว่างการรวบรวมพยานหลักฐานอยู่ โดยทั้งสองกรณี ไม่ว่าพบใครมีส่วนเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะหน่วยงานของรัฐหรือบุคคลอื่นที่เข้ามาเอี่ยว มีผลประโยชน์ หรือเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ก็จะดำเนินคดีทั้งหมดโดยไม่ละเว้น

พล.ต.ต.จรูญเกียรติ เน้นย้ำว่า ตอนนี้เหมือนสำนักสงฆ์ทำอะไรโดยที่ขาดการปรึกษา โดยเฉพาะเรื่องของการบุกรุกป่า ซึ่งในสายตาประชาชนเอง รวมทั้งพยานหลักฐานโดยเฉพาะภาพถ่ายจากโดรนมุมสูง ก็เห็นว่ามีการบุกรุกพื้นที่ป่าจริง แม้พื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ของ สปก. แต่พื้นที่นี้สงวนไว้เฉพาะผู้ที่มีสิทธิ์และการจะทำอะไรต้องขออนุญาต

ส่วนครูบาชัยวัฒน์นั้น ตนเข้าใจในเจตนาที่ดีและรู้สึกเสียดาย เพราะตัวท่านก็สามารถที่จะทำคุณงามความดีให้กับประเทศชาติได้อย่างมาก แต่ท่านจะทำอะไร ก็ควรอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย พร้อมทั้งเน้นย้ำไปยังบรรดาสาวกที่โจมตีว่าตำรวจรังแกพระว่า ทางเจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ไม่ได้จะกลั่นแกล้งพระแต่อย่างใด

คุณอาจสนใจ

Related News