สังคม
เผาแล้วทารกวัย 5 วัน เสียชีวิตใน ICU แม่ร่ำไห้ ยังไม่มีโอกาสได้อุ้มลูก ติดใจ รพ.เลี้ยงโต๊ะจีน ยันเอาเรื่องถึงที่สุด
27 ก.ค. 2569
43 views
เผาแล้วเด็กวัย 5 วัน เสียชีวิตในห้องไอซียู แม่ทำใจไม่ได้ เห็นภาพกล้องวงจรปิดแล้วแต่พูดไม่ได้ ติดใจ รพ.เลี้ยงโต๊ะจีนทำไม ยันเอาเรื่องถึงที่สุด ตั้งแต่ลูกคลอดออกมา เธอไม่เคยมีโอกาสได้อุ้ม ได้กอด หรือเห็นแววตาของลูกแม้แต่ครั้งเดียว
พ่อแม่ร้องขอความเป็นธรรม หลังลูกชายวัยเพียง 5 วัน เสียชีวิตในห้องไอซียูเด็ก พร้อมตั้งข้อสงสัย ก่อนเกิดเหตุมีการนำอาหารโต๊ะจีนเข้าไปรับประทานภายในพื้นที่ควบคุมการติดเชื้อ ล่าสุดโรงพยาบาลยอมรับมีการรับประทานอาหารจริง ตั้งกรรมการสอบสวน ขณะที่พ่อแม่เปิดใจทั้งน้ำตา ยืนยันไม่ต้องการเงินเยียวยา แต่ต้องการเพียง "ความจริง" และ "ความยุติธรรม"
จากกรณีของครอบครัวทารกแรกเกิดวัยเพียง 5 วัน ที่เสียชีวิตภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง หลังพ่อและแม่ออกมาร้องเรียน ขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า ก่อนลูกจะเสียชีวิตเพียง 1 วัน มีการนำอาหารเข้าไปรับประทานภายในห้องผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด หรือห้อง NICU ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องควบคุมความสะอาดและป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด
ก่อนหน้านี้ ครอบครัวเปิดเผยว่า จากสิ่งที่เห็น มีการนำอาหารหลายรายการเข้าไปรับประทานภายในห้องไอซียู ใกล้กับตู้อบเด็ก โดยมีเพียงม่านกั้นระหว่างพื้นที่รับประทานอาหารกับบริเวณที่ทารกกำลังรักษาตัว ทำให้เกิดข้อกังวลว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเด็กที่อยู่ภายในห้อง
หลังเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไป ร้านผู้จัดอาหารออกมายืนยันว่า ได้รับการว่าจ้างให้นำอาหารไปเลี้ยงบุคลากรประมาณ 30 คน โดยไม่ทราบมาก่อนว่าจะต้องนำอาหารเข้าไปภายในห้องไอซียูเด็ก ยืนยันว่าเป็นการนำอาหารปรุงสุกเข้าไปเสิร์ฟ ไม่ใช่การตั้งโต๊ะจีนเต็มรูปแบบ พร้อมยอมรับว่า พนักงานที่เข้าไปส่งอาหารไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์ป้องกัน เนื่องจากไม่ทราบว่าเป็นพื้นที่ควบคุมการติดเชื้อ
ด้านผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ่างทอง ออกแถลงการณ์แสดงความเสียใจต่อครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมยอมรับว่า มีการรับประทานอาหารภายในบริเวณห้องไอซียูเด็กจริง และเห็นว่าเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม จึงมีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ขณะที่กระทรวงสาธารณสุขได้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบเพิ่มเติม ส่วนตำรวจอยู่ระหว่างรวบรวมพยานหลักฐาน ตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิด และรอผลชันสูตรเพื่อหาสาเหตุการเสียชีวิตอย่างละเอียด
ความคืบหน้าล่าสุด ทีมข่าวเที่ยงวันทันเหตุการณ์ได้พูดคุยกับพ่อและแม่ของเด็กเป็นครั้งแรก หลังโรงพยาบาลออกแถลงการณ์
คุณพ่อเปิดเผยว่า หลังจากโรงพยาบาลติดต่อมาสอบถามว่าต้องการให้ช่วยเหลืออะไรหรือไม่ เขาตอบกลับไปทันทีว่า สิ่งที่ครอบครัวต้องการ ไม่ใช่เงิน ไม่ใช่การเยียวยา แต่คือ "ความยุติธรรม"
คุณพ่อบอกว่า สิ่งที่อยากได้ยินจากโรงพยาบาล คือการออกมายอมรับว่า การนำอาหารเข้าไปรับประทานภายในห้องไอซียูเด็ก เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น เพราะสถานที่แห่งนั้นคือพื้นที่รักษาชีวิตของทารกแรกเกิด ซึ่งเด็กทุกคนต่างเป็นดวงใจของพ่อแม่ เช่นเดียวกับลูกชายคนแรกของเขา ที่ทั้งครอบครัวเฝ้ารอคอยมาตลอด
คุณพ่อยังเล่าย้อนถึงวันเกิดเหตุว่า เห็นรถเข็นอาหารถูกลำเลียงเข้าทางประตูด้านข้าง ก่อนจะเข็นออกทางประตูใหญ่ ซึ่งเป็นประตูเดียวกับที่พ่อแม่ทุกคนต้องใช้เข้าเยี่ยมลูก โดยทุกครั้งที่เข้าไป ต้องถอดรองเท้า เปลี่ยนรองเท้า ล้างมือ สวมหน้ากาก และผ่านขั้นตอนป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด แต่สิ่งที่เขาเห็นในวันนั้น กลับไม่ใช่เพียงการรับประทานอาหารกลางวันตามปกติ
คุณพ่อเล่าว่า ภายในห้องมีการถ่ายภาพ เซลฟี่ และเมื่อเสร็จงาน ยังเห็นหลายคนถือช่อดอกไม้ออกมาจากห้อง จึงเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายงานเลี้ยงมากกว่าการกินข้าวธรรมดา
ขณะที่คุณแม่ตั้งข้อสังเกตว่า ช่อดอกไม้เกือบ 10 ช่อ ที่ถูกนำเข้าไปในห้องไอซียู ก็เป็นอีกเรื่องที่อยากให้ตรวจสอบ เพราะไม่อาจรู้ได้ว่า เด็กแต่ละคนจะแพ้เกสรดอกไม้หรือไม่ และหากเกสรฟุ้งกระจายในห้อง ก็อาจส่งผลต่อเด็กที่กำลังรักษาตัวอยู่
นอกจากนี้ คุณพ่อยังอ้างว่า เห็นพนักงานผู้จัดอาหารเดินเข้าไปถึงบริเวณเตียงของลูก และในวันนั้น เขาเคยถามแพทย์ด้วยความกังวลว่า ลูกจะมีความเสี่ยงติดเชื้อเพิ่มหรือไม่ แต่ได้รับคำตอบว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะมีม่านกั้นระหว่างพื้นที่รับประทานอาหารกับพื้นที่ผู้ป่วย
อย่างไรก็ตาม คุณพ่อยืนยันว่า ม่านดังกล่าวไม่ได้ปิดมิดชิดทั้งห้อง ด้านหน้ายังเปิดโล่ง สามารถเดินทะลุถึงเตียงเด็กได้ จึงตั้งคำถามว่า หากพื้นที่ไม่ได้แยกปิดสนิท จะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งปนเปื้อนจะไม่เข้าสู่พื้นที่ผู้ป่วย
คุณแม่ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า จากการแถลงทางโรงพยาบาลระบุเพิ่งทราบมีการนำโต๊ะจีนเข้าไปรับประทานในห้องดังกล่าว พวกตนยิ่งไม่ปักใจเชื่อ เพราะการนำอาหารสำหรับบุคลากรกว่า 30 คน เข้าไปในพื้นที่ควบคุม น่าจะต้องมีผู้รับทราบหรืออนุญาตก่อน
ทั้งนี้ ตั้งคำถามถึงการเข้าออกห้องควบคุมการติดเชื้อสำหรับพวกตนที่เป็นพ่อแม่ยังต้องผ่านการฆ่าเชื้อและปฏิบัติตามกฏอย่างเคร่งครัด แต่บุคคลที่นำอาหารเข้าไป กลับเดินเข้าออกโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตามที่ครอบครัวสังเกตเห็น
ส่วนผลชันสูตรศพ ขณะนี้แพทย์แจ้งเบื้องต้นเพียงว่าพบภาวะสมองบวม แต่ยังไม่สามารถสรุปรายละเอียดได้ ต้องรอผลอย่างเป็นทางการภายใน 45 วัน ซึ่งครอบครัวยืนยันว่าจะรอผลการตรวจพิสูจน์ เพื่อให้ทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง
สุดท้ายคุณแม่เปิดเผยทั้งน้ำตาว่า ตั้งแต่ลูกคลอดออกมา เธอไม่เคยมีโอกาสได้อุ้ม ได้กอด หรือเห็นแววตาของลูกแม้แต่ครั้งเดียว เพราะโรงพยาบาลแจ้งว่า ต้องให้น้องพักรักษาตัวในห้องไอซียู และไม่อนุญาตให้สัมผัสตัวด้วยเหตุผลเรื่องการป้องกันการติดเชื้อ
แต่สิ่งที่ทำให้เธอเจ็บปวดที่สุด คือ ในวันที่เธอไม่สามารถแม้แต่จะกอดลูกของตัวเอง เพราะกลัวว่าจะนำเชื้อโรคเข้าไป กลับมีบุคคลจำนวนมากเข้าไปจัดเลี้ยง รับประทานอาหาร และทำกิจกรรมภายในพื้นที่เดียวกัน
คุณแม่กล่าวทิ้งท้ายทั้งน้ำตาว่า วันนี้เธอไม่ต้องการเงิน ไม่ต้องการเอาชนะใคร และไม่ต้องการกล่าวหาใครเกินข้อเท็จจริง สิ่งเดียวที่ต้องการ คือคำตอบว่า ลูกของเธอเสียชีวิตเพราะอะไรกันแน่ และอยากให้ผู้ที่เกี่ยวข้องออกมารับผิดชอบ เพื่อให้ความจริงปรากฏ และไม่อยากให้เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวอื่นอีก
ล่าสุด บริเวณเมรุ วัดสามโก้ อำเภอสามโก้ จังหวัดอ่างทอง พ่อแม่พร้อมญาติได้ทำการฌาปนกิจศพเด็กชายที่เพิ่งคลอดได้ 5 วันด้วยความโศกเศร้า แม่ของเด็กชาย เผยว่า ทำใจไม่ได้ ตั้งแต่ลูกชายเกิดมาได้ 5 วัน ยังไม่ได้อุ้มลูกเลย มาได้อุ้มลูกตอนเสียชีวิต อยากรู้ว่าโรงพยาบาลนำโต๊ะจีนเข้าไปในห้องไอซียูได้อย่างไรและยังมีการรับช่อดอกไม้กันด้วย หากเด็กแพ้เกสรดอกไม้จะรู้หรือไม่
ตอนแรกลูกของตนเองอาการดีขึ้น แต่อีกวันลูกกลับเสียชีวิต เมื่อวานได้ไปชี้จุดและได้ดูภาพจากกล้องวงจรปิดภายในห้องไอซียูเด็ก ซึ่งภาพเหตุการณ์ความจริงทุกอย่างอยู่ในกล้องวงจรปิดทั้งหมด แต่ตนเองไม่สามารถนำมาเปิดเผยได้ เรื่องอยู่ในการสอบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจ โดยยืนยันเอาเรื่องให้ถึงที่สุด
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/CdSb1NhnMwM
แท็กที่เกี่ยวข้อง โต๊ะจีน ,โรงพยาบาล ,เด็กทารก