เลือกตั้งและการเมือง
"ณัฐพงษ์" เสนอรัฐบาล 5 ข้อ ทบทวนระบบ "ข่าวกรอง-ความมั่นคง" แก้ปัญหาไฟใต้ ย้ำต้องเดินคู่สันติภาพ
2 ชั่วโมงที่แล้ว
9 views
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้าน และหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงผลการประชุม ครม.เงา ถึงข้อเสนอที่อยากให้มีการทบทวนระบบความมั่นคง แก้ไขรับมือและแก้ไขปัญหาความรุนแรงที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้ ว่า ตั้งแต่วันที่ 22 ส.ค. ที่ผ่านมา ในคืนนั้นมีเหตุระเบิดและวางเพลิงรวมกันถึง 51 จุด และยังมีเหตุการณ์ที่ต่อเนื่อง ตนและพรรคประชาชนขอประณามความรุนแรงที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจากผู้ก่อความไม่สงบ แต่จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นภายในวันเดียวและตลอดระยะเวลา 20 ปีที่ผ่านมา เราได้ใช้งบประมาณไปกว่า 7 แสนล้านบาท ในการแก้ไขปัญหาพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้
"จึงเป็นที่มาที่เราคิดว่าฝั่งของรัฐ ต้องคิดทบทวนในส่วนของระบบข่าวกรองและระบบความมั่นคงทั้งระบบ เพราะพวกเราเชื่อว่าความมั่นคงนั้น จะต้องเดินควบคู่ไปกับการเมืองและกระบวนการสันติภาพ" นายณัฐพงษ์ กล่าว
นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า ตนจึงขอเสนอ 5 ข้อ ดังนี้
1. ระบบข่าวกรอง หัวใจสำคัญในการป้องกันเหตุ เราควรต้องเปลี่ยนระบบข่าวกรองจากใช้ระบบข่าวกรองในการรับรู้เหตุไปสู่การป้องกันเหตุว่า ตกลงแล้วหน่วยงานความมั่นคงของเราได้รับรู้ข่าวสารอะไรล่วงหน้าหรือไม่ ในวันที่ 22 ส.ค. 69 ถ้าได้รับรู้ข่าวสารล่วงหน้า ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลและเตรียมการอย่างไร
ดังนั้นรัฐบาลต้องทบทวนตั้งแต่กระบวนการรวบรวมข่าว การวิเคราะห์ประเมินความเสี่ยง การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน ไปจนการส่งข้อมูลให้กับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่เพื่อนำไปใช้ในการป้องกันเหตุได้อย่างทันท่วงที
“ระบบข่าวกรอง ไม่ใช่เพียงแค่นำข้อมูลที่มีจำนวนมากมาประมวลผลอย่างเดียวเท่านั้น แต่ความสามารถและการเชื่อมโยงข้อมูลจากหลายแหล่งให้กลายเป็นชุดเดียวกันจนนำไปสู่การปฏิบัติ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุความรุนแรงขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพ ” นายณัฐพงษ์ กล่าว
2. ระบบข่าวกรองต้องสร้างความไว้วางใจต่อประชาชนให้ได้ เพราะการข่าวที่สำคัญคือการข่าวที่มาจากประชาชนในพื้นที่ ซึ่งในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งมานานการข่าวจากชุมชน จากประชาชนมีความสำคัญอย่างยิ่ง แต่การที่ประชาชนจะไว้วางใจและให้ข้อมูลกับรัฐ รัฐก็ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนด้วยว่าข้อมูลที่เขาพร้อมที่จะมาเปิดเผยให้กับรัฐ พวกเขาจะได้รับความคุ้มครองปลอดภัย ไม่ใช่ว่ามาให้ข่าวกับรัฐแล้วแต่ต้องตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงด้วย ดังนั้นรัฐจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องทำงานร่วมกับร่วมกับผู้นำชุมชน ผู้นำศาสนา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นักการเมืองท้องถิ่นภาคประชาสังคม และประชาชนในพื้นที่อย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เราจะเข้าไปหาข่าวเมื่อเกิดเหตุแล้วเท่านั้น การมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ควรจำกัดอยู่เพียงแค่การแจ้งเบาะแสเท่านั้น แต่ต้องรวมถึงการออกแบบระบบรักษาความปลอดภัยและการประเมินความเสี่ยงในพื้นที่ด้วย
3. ต้องทำให้หน่วยงานความมั่นคงของเรามีการแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างมีประสิทธิภาพ ไม่ใช่ต่างคนต่างทำ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นพร้อมกันหลาย 10 จุด สะท้อนความจำเป็นที่เราต้องทบทวนการประสานงานระหว่างกัน ทั้งฝ่ายทหาร ฝ่ายตำรวจ ฝ่ายปกครอง ฝ่ายข่าวกรอง และหน่วยงานอื่นๆที่เกี่ยวข้อง รัฐต้องทำให้ข้อมูลด้านความมั่นคงถูกแลกเปลี่ยน และนำมาใช้ร่วมกันได้อย่างรวดเร็ว ไม่ถูกแยกส่วนเหมือนปัจจุบัน
4. การข่าวชายแดนต้องเชื่อมโยงกับการสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านต่างประเทศ ซึ่งปัญหาความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนไม่สามารถแยกออกจากบริบทระหว่างประเทศเราและประเทศเพื่อนบ้านได้ เพราะต้องมองรวมกัน รัฐบาลต้องยกระดับความร่วมมือทั้งการข่าวและความมั่นคงของประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับตัวบุคคล และเครือข่ายการเคลื่อนไหวเส้นทางที่อาจเกี่ยวข้องกับการก่อเหตุข้ามพรมแดน
5. การพูดคุยสันติภาพต้องทำควบคู่กับการรักษาความั่นคงและความปลอดภัยในพื้นที่ด้วย รัฐบาลต้องทำให้ช่องทางพูดคุยเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง มีเป้าหมายที่ชัดเจนสามารถพูดถึงต้นเหตุของการเมือง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้อย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการเปิดพื้นที่ให้ผู้มีส่วนได้เสีย ในจังหวัดชายแดนใต้ ได้มีส่วนร่วมไม่ปล่อยให้กระบวนการสันติภาพเป็นเพียงแค่เรื่องของรัฐบาลเป็นผู้เจรจาแค่สองฝ่าย
"การพูดคุยไม่ใช่แค่การให้ความชอบทำกับการก่อเหตุ ในทางตรงข้ามการพูดคุยเป็นกระบวนการทางการเมืองเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง คือการทำให้การใช้เหตุความรุนแรงมีจำนวนเบาบางลง ไม่ใช่การใช้กำลังจะเป็นช่องทางเดียวในการแก้ไขปัญหาอย่างเดียวเท่านั้น" นายณัฐพงษ์ กล่าว
สำหรับการใช้กฎหมายพิเศษ รัฐบาลควรประเมินประสิทธิภาพ ประสิทธิผล ของการใช้มาตรการ อย่างต่อเนื่องและกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนในการปรับระดับมาตรการให้สอดคล้องกับสถานการณ์ในแต่ละพื้นที่ เพราะในคืนเดียวเหตุการณ์ 51 จุดนั้น จึงไม่ควรนำไปสู่คำตอบเพียงคำตอบเดียวว่ารัฐบาลจะต้องเพิ่มกำลังทหาร ต้องเพิ่มการใช้อำนาจพิเศษ รัฐบาลไม่ควรจะต้องเพิ่มด่านตรวจเพียงอย่างเดียวเท่านั้น แต่ต้องเริ่มจากการทบทวนระบบความมั่นคงทั้งระบบ ที่หมายถึงระบบข่าวกรอง การวิเคราะห์ การประเมินสถานการณ์ การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การทำงานร่วมกับประชาชน ไปจนถึงการทำงานร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นเป็นส่วนสำคัญเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้พรรคประชาชน เชื่อความมั่นคงที่ยั่งยืน ต้องไม่วัดจากจำนวนกำลังพลเพียงอย่างเดียว แต่ต้องวัดจากความสามารถของรัฐในการป้องกันเหตุ ความไว้วางใจที่ประชาชนมีต่อรัฐที่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง ด้วยกระบวนการทางการเมืองและสันติวิธี
เมื่อถามว่าพอเกิดเหตุการณ์ขึ้นมีการตั้งคำถามว่า มี สส. ในพรรคพูดเรื่องเจ้าหน้าที่รัฐประชาชน เบี่ยงประเด็นเพื่อไม่ให้พูดถึงการก่อเหตุ BRN นายณัฐพงษ์ ชี้ว่า สิ่งสำคัญในตอนนี้คือการให้ข้อมูลข้อเท็จจริงแก่ประชาชน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นเชื่อใจจากประชาชนในพื้นที่ เชื่อว่าการให้ข้อเท็จจริงเท่านั้นจะนำมาสู่ผลที่ได้ดังกล่าว แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าเหตุการณ์เกิดขึ้นอย่างไรเพราะไม่ได้อยู่ในพื้นที่ ขอให้รัฐบาลให้ข้อมูลที่ถูกต้องมากที่สุด
เมื่อถามว่าการที่ สส. ในพรรคออกมาพูดจากเพจพรรคประชาชนนราธิวาส และมีการโจมตีพรรคประชาชนว่าเป็น พรรคประชาชน BRN จะกระทบต่อภาพรวมคะแนนเสียงหรือไม่ นายณัฐพงษ์ ระบุว่า หากปิดหน้าปิดชื่อ ถ้าการเกิดเหตุความสงบในพื้นที่ โดยเฉพาะเกิดจากผู้ก่อความไม่สงบเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันประณาม แต่ขณะเดียวกันการแก้ไขที่จะทำให้เกิดผลสำเร็จคือการสร้างความเชื่อมั่นเชื่อใจต่อประชาชน ดังนั้นฝั่งผู้ใช้อำนาจรัฐต้องใช้อำนาจอย่างถูกต้อง หากมีการตั้งคำถามจากใครที่อาจทำให้ประชาชนไม่สบายใจ ทุกคนควรออกมาส่งข้อสังเกตได้ แต่มองอีกมุมหนึ่งไม่ว่าใครออกมาตั้งคำถาม ในฐานะ สส. ตัวแทนประชาชน เชื่อว่าเป็นหน้าที่ต้องสะท้อนข้อมูลให้ครบทุกด้าน
"ดังนั้นในส่วนนี้ ไม่อยากให้มองเป็นประเด็นเรื่องของการโจมตีทางการเมือง ว่าใครอยู่กลุ่มไหน คิดว่าคนที่จะออกมาแก้ไขปัญหาได้อย่างถูกต้องที่สุด ให้ข้อมูลข้อเท็จจริงกับพี่น้องประชาชนมากที่สุด คือหน่วยงานด้านความมั่นคงและฝั่งรัฐบาลเอง" นายณัฐพงษ์ กล่าว
เมื่อถามว่าที่มีวัยรุ่นอ้างว่ามีการยิงจากเฮลิคอปเตอร์ สะท้อนถึงความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจหรือไม่ ข้อมูลยังมีการวิพากษ์วิจารณ์ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เป็นหนึ่งตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นว่าอาจจะยังมีความเข้าใจไม่ตรงกัน ไม่ขอใช้คำว่าเข้าใจถูกหรือเข้าใจผิด เพราะข้อเท็จจริงยังไม่ได้ถูกตีแผ่ออกมา ตราบใดที่ยังมีความเข้าใจที่ตรงกัน ก็จะนำมาสู่ข้อกล่าวหากันไปมา ระหว่างประชาชนและหน่วยงานรัฐ จะเกิดปัญหาอยู่เรื่อยๆ สิ่งสำคัญในตอนนี้หน้าที่ของรัฐบาลคือการให้ความจริงกับประชาชน
แท็กที่เกี่ยวข้อง เท้งณัฐพงษ์ ,ป่วนใต้ ,ไฟใต้