เลือกตั้งและการเมือง
สว.รุมจวก กกต. ชี้จัดการเลือกตั้ง ทำปชช.เสื่อมศรัทธา ถาม “เลขากกต.” ทำไมภูมิใจ คำว่า “อย่ามาแหวง”
2 ชั่วโมงที่แล้ว
25 views
สว.รุมจวก กกต. ชี้การจัดการเลือกตั้งที่ผ่านมา ทำประชาชนเสื่อมศรัทธา สวนทางรายงานที่อ้างโปร่งใส “หมอเปรม” ถาม “เลขากกต.” ทำไมภูมิใจ คำว่า “อย่ามาแหวง” ทั้งที่สะท้อนความไม่น่าเชื่อถือ ขณะ “แสวง” ยัน ระบบ กกต.เข้มแข็ง ไม่มีใครแทรกแซงได้
วันที่ 28 เม.ย. 2569 ที่รัฐสภา ที่ประชุมวุฒิสภา มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาคนที่สอง เป็นประธานการประชุม ได้พิจารณารายงาน ผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2567 ตามมาตรา 22 (8) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ 2560 โดยมีนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มาชี้แจง
ทั้งนี้ การอภิปรายของสว.ส่วนใหญ่ตำหนิการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งของ กกต.ในช่วงที่ผ่านมาว่าทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาและไม่เชื่อถือ โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สว.และ สส. โดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สว. อภิปรายว่า ดูรายงานจากเอกสารที่กกต.เสนอต่อวุฒิสภา กกต.บอกจัดการเลือกตั้งได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม มีความเรียบร้อยโปร่งใส แต่ประชาชนกลับตั้งคำถามมากมายถึงการเลือกตั้ง สส.และ สว.ที่ผ่านมา รวมถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ จนมีประชาชนพูดตรงกันทั่วประเทศว่าอย่ามาแหวง แต่เลขาธิการ กกต. กับบอกอย่างภูมิใจว่าท่านไม่ถือ ไม่โกรธและชอบด้วยซ้ำ
“ค้านกับความรู้สึกของประชาชนเพราะคำว่าอย่ามาแหวง เขาหมายถึงไม่เชื่อถือ แล้วจะมาภูมิใจในความไม่เชื่อถือนี้ได้อย่างไร อยากถามเลขาธิการ กกต.ว่า ปากกับใจตรงกันหรือไม่ ที่พูดว่าชอบคำพูดอย่ามาแหวง ความจริงน่าจะเอาเสียงสะท้อนนี้ตรวจสอบว่าทำไมประชาชนพูดแบบนี้ ผมจำได้เลขาธิการ กกต.คนแรกสมัยนายวิจิตร อยู่สุภาพ ประชาชนก็ไม่เคยบอกว่า อย่ามาวิจิตร แต่เวลานี้ทำไมประชาชนตั้งคำถามว่า กกต. อิสระจริงหรือไม่” นพ.เปรมศักดิ์กล่าว
นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า วันนี้ศรัทธาของ กกต. ถูกบั่นทอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า องค์กรอิสระแห่งนี้จะคงอยู่ต่อไปได้อย่างไรบนศรัทธาที่เสื่อมคลอนลงมาเรื่อยๆ อยากพูดคำหนึ่งให้เลขาธิการ กกต.และคณะที่มาชี้แจงว่า วันนี้ท่านมีอำนาจ ท่านมีบทบาทในการจัดการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญมอบหมาย แต่อำนาจที่ปราศจากความน่าเชื่อถือจะเป็นอำนาจที่ไร้ความหมาย
ด้านนางอังคณา นีละไพจิตร สว. อภิปรายว่า หลังการเลือกตั้ง สว.ปี 67 และการเลือกตั้ง สส. เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ภาพสะท้อนออกมาชัดเจนคือความไม่เชื่อมั่นของประชาชน ไม่ใช่ดูแค่จากผลคะแนน แต่หมายถึงกระบวนการทั้งหมดในการจัดการที่นำมาสู่ผลคะแนน ถ้าฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนจะพบปัญหาตั้งแต่การจัดการหน่วยเลือกตั้ง การนับคะแนน การรายงานผล จนถึงช่องทางที่ประชาชนร้องเรียนปัญหาเข้าถึงยาก เมื่อไม่ได้รับคำตอบที่เข้าใจด้วยเหตุผลก็ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ และขยายตัวเป็นวิกฤตศรัทธาที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้งและ กกต.
นางอังคณา กล่าวอีกว่า ในรายงานของ กกต.ได้กล่าวถึงความท้าทายในการการเลือกตั้งสว.ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก และที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามถึง กกต.ในเรื่องความโปร่งใส ความยุติธรรม รวมถึงการจัดการกับการซื้อเสียง กติกาที่ไม่เป็นธรรม หรือการบังคับใช้กฎระเบียบที่อาจถูกมองว่าเกิดความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน
นางอังคณา กล่าวต่อว่า มีข้อเสนอแนะต่อ กกต. คือ 1.ต้องมีการสร้างกลไกเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการเลือกตั้งได้โดยง่าย 2.การจัดการเรื่องร้องเรียนควรมีระยะเวลาดำเนินการที่แน่นอนและในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนนั้นๆ ไม่ควรล่าช้าและควรเปิดเผยคำวินิจฉัยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรต่อสาธารณะ 3.การสื่อสารกับประชาชน กกต. ควรลดการใช้ภาษากฎหมายที่ตีความยาก และให้คำอธิบายถึงความสำคัญ และเหตุผลเชิงประจักษ์ให้ประชาชนเข้าใจได้โดยง่าย กกต. ต้องอดทนอดกลั้นในการชี้แจง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ และ 4.กกต.ไม่ควรใช้กฎหมายในการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีกับประชาชนที่แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและเปิดเผย เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการคุกคามโดยการใช้กฎหมาย
“ความเชื่อมั่นศรัทธาไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เอง แต่ต้องสร้างขึ้นด้วยการทำงานที่เปิดเผยโปร่งใสและตรวจสอบได้ ยิ่งสังคมตั้งคำถามมากเท่าไหร่ถือว่าประชาชนให้ความสำคัญกับกกต.มากขึ้นเท่านั้น เพราะการเลือกตั้งเป็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน และในระบอบประชาธิปไตยความโปร่งใสเป็นธรรมและได้รับการยอมรับจากประชาชน” นางอังคณากล่าว
ส่วน พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. อภิปรายว่า ตนเองเห็นใจ กกต. โดยการทำงานที่ผ่านตามที่รัฐธรรมนูญกำหนนดนั้นดีแล้ว แต่บังเอิญคนไม่เหมือนกัน ความเห็นไม่ใช่กฎหมาย ทั้งนี้ตนขอให้ กกต.ใช้ความกล้าหาญ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญให้อำนาจ กกต. เต็มที่ กกต.ต้องทำให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญให้อำนาจการทำงานร่วมกับ 9 องค์กรอิสระ ขอให้กกต.ใช้องค์กรเหล่านั้น อย่าใช้องค์กรที่มีมีศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายของกกต. มาทำงาน ส่วนประเด็นที่มี สว.บางคนอภิปรายเรื่องฮั้วสว. ตนมองว่าไม่ควรใช้คำนั้นเพราะไม่มีในกฎหมาย อย่างไรก็ดีตนขอให้สว.เคารพกฎหมาย เคารพกติกาบ้านเมือง อย่าใช้คำพูดไม่สุภาพ ทั้งนี้การทำงานต้องรู้หน้าที่ กกต. ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้ดี ก็จะจบได้
จากนั้น นายแสวง กล่าวว่า การเลือกตั้งคือการแข่งขันที่ต้องให้ความสำคัญกับกติกา ซึ่งหลักการของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมายถึง การเลือกตั้งที่ประชาชนเป็นผู้เลือก ดังนั้นผลการเลือกตั้ง คือผลที่มาจากพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งและ ประชาชนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วน กกต. เป็นผู้ออกแบบการเลือกตั้ง ให้สุจริต เที่ยงธรรม ดังนั้นการเลือกตั้งดีหรือไม่ดีต้องรับผิดชอบร่วมกัน
“หลักการจัดการเลือกตั้ง กกต. ยืนยันว่าได้ออกแบบระบบที่เข้มแข็ง อำนวยความสะดวกให้เรียบร้อย คำนึงถึงความโปร่งใส อย่างไรก็ดีในประเด็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับนั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในชั้นศาลผมไม่ขอก้าวล่วง และผมขอไปชี้แจงที่ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่บอกว่ามีความผิดพลาด 50% นั้นข้อเท็จจริงคือ ผิดพลาด 50 แห่งจาก 1แสนหน่วยทั้งนี้ในวันเลือกตั้ง ประชาชนเห็นอย่างไร กกต.ก็เห็นอย่างนั้น โดยวันเลือกตั้งไม่มีพนักงานของสำนักงาน กกต. เป็นเจ้าหน้าที่เลือกตั้งแม้แต่คนเดียว ส่วน กปน. คือประชาชนที่อาสาเข้ามา 1.6 แสนคน ส่วนประชาชนที่เลือกตั้ง 52 ล้านคน ดังนั้นการเลือกตั้งผู้สมัคร และพรรคการเมืองทำร่วมกัน ขณะที่ กกต.ทำให้การเลือกตั้งเรียบร้อย โปร่งใส ซึ่งขั้นตอนที่เกิดขึ้นอธิบายได้ว่าไม่มีความไม่โปร่งใสในสิ่งที่ทำ” นายแสวง กล่าว
นายแสวง กล่าวต่อว่า ส่วนความพยายามหรือการกระทำที่ทุจริตนั้นระบบตรวจสอบได้ ขณะที่การเลือกตั้ง กกต. คำนึงหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน มีประชาชน ผู้แทนพรรคการเมืองเข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ รวมถึงองค์กรเอกชนร่วม แสนคน ส่วนที่เกิดข้อผิดพลาดนั้น ยืนยันว่าไม่เกิดจากระบบ เพราะตัวระบบแข็งแรง ไม่สามารถแทรกแซงการเลือกตั้งได้ ส่วนประเด็นที่มีคำถามว่า กกต.ฟ้องปิดปากประชาชนว่า กกต.คำนึงถึงการใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กระทำไป แยกระหว่างคนทำผิด กับการใช้สิทธิ เสรีภาพ ดังนั้นเมื่อมีคนที่ไม่ใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กกต. มีหน้าที่ปกป้องให้การเลือกตั้งเรียบร้อย
นายแสวง ชี้แจงต่อว่าการทำสำนวนของ กกต. นั้นมีเวลาเร่งรัดทุกสำนวน ให้เสร็จภายใน 1 ปี แต่มีคดีที่ต้องใช้เลาเกิน เพราะมีสำนวนที่เป็นลักษณะพิเศษ มีความซับซ้อน ต้องนำคำร้องทุกคำร้องที่มีผู้ร้องเป็นรายกรณีมารวมในคำร้อง ดังนั้นจึงมีเอกสาร พยานหลักฐานมาก เกือบ 90,000 หน้า ขณะนี้อยู่ในชั้เสนอ กกต. พิจารณา
“กกต.ได้เร่งรัดสอบสวนทุกสำนวนและนอกจากเร็ว ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องด้วย คดีเลือกตั้งไม่เหมือนคดีทั่วไปหรืออาญา ที่มีประจักษ์พยานชัดเจน แต่คดีเลือกตั้งบางคร้ัง ในการข่าว พอทราบว่าอะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่นำไปสู่ชั้นศาลต้องมีพยานหลักฐาน รับฟังพยานจนปราศจากข้อสงสัย” นายแสวงกล่าว
นายแสวง ยังชี้แจงประเด็นการออกเสียงประชามติว่า หลังจากที่ได้ผลแล้วเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะดำเนินการ โดยประชาชนและสภาต้อตรวจสอบรัฐบาลเอง เพราะไม่อยู่ในอำนาจ กกต. ที่มีอำนาจแค่จัดการอกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยเรียบร้อย
แท็กที่เกี่ยวข้อง กกต. ,สว. ,เลขากกต. ,แสวง บุญมี ,จัดการเลือกตั้ง