เลือกตั้งและการเมือง
“ทนายนรเศรษฐ์” ยื่นศาลปกครองกลาง ชี้ขาดบัตรเลือกตั้ง หากไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องจัดเลือกตั้งใหม่
6 ชั่วโมงที่แล้ว
22 views
“ทนายนรเศรษฐ์” พร้อมนิสิตนักศึกษา ยื่นศาลปกครองกลางวินิจฉัยบัตรเลือกตั้ง 2569 พร้อมขอคุ้มครองชั่วคราวระงับการประกาศผลเลือกตั้งอย่างเป็นทางการ ชี้หากตัดสินให้ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ต้องจัดเลือกตั้งใหม่โดยไม่ใช้บัตรเดิม
เมื่อเวลา 13.00 น. ที่ผ่านมา ได้มีกลุ่มภาคประชาชน นำโดยนายนรเศรษฐ์ นาหนองตูม ทนายความประจำศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน พร้อมด้วยบรรดานิสิตและนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยต่างๆ เดินทางมายังศาลปกครองกลาง เพื่อยื่นฟ้องต่อศาลในประเด็นเกี่ยวกับการเลือกตั้ง
นายธีรภัทร ศุภพิทักษ์ไพบูลย์ นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า ในวันนี้เป็นการมายื่นคำร้องขอให้ศาลพิจารณาว่า บัตรเลือกตั้งที่มีรหัสบาร์โค้ดและ QR code ซึ่งสามารถระบุหรือย้อนกลับไปถึงตัวตนของผู้ลงคะแนนได้นั้น เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เนื่องจากละเมิดหลักการลงคะแนนลับตามรัฐธรรมนูญ ซึ่งหากบัตรเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมาย ย่อมส่งผลให้การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา อาจเป็นการเลือกตั้งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ
อีกทั้งมายื่นคำร้องต่อศาลปกครองกลาง เพื่อขอให้มีคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉิน ด้วยการขอศาลมีคำสั่งให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งไว้เป็นการชั่วคราว จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษาถึงที่สุด เพื่อป้องกันความเสียหายที่ยากจะแก้ไขเยียวยา หากประกาศรับรองผลไปก่อน
สำหรับหลักฐานที่นำมายื่นในวันนี้ ประกอบไปด้วยหลักฐานบัตรเลือกตั้งที่ปรากฏบาร์โค้ดและสามารถสืบย้อนไปยังต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งได้จากหลายกรณี รวมทั้งถ้อยคำของฝั่ง กกต. ที่ออกมายอมรับข้อเท็จจริงในกรณีการสืบย้อนไปยังต้นขั้วของบัตร ซึ่งได้มีการทดสอบสแกนตามที่ปรากฏในสื่อแล้ว
ทั้งนี้ ถึงแม้ว่าทาง กกต. จะชี้แจงยืนยันว่า บาร์โค้ดและ QR code เป็นเพียงแค่มาตรการการรับรองความปลอดภัยของบัตรเลือกตั้ง แต่จะเห็นได้ว่า บัตรลงประชามติก็ไม่ปรากฏบาร์โค้ดหรือ QR code ซึ่งทาง กกต. ได้ออกมายอมรับเองเช่นเดียวกันว่า บัตรรวมประชามติได้ใช้ระบบความปลอดภัยแบบอื่น
ยืนยันว่าหลักการตามรัฐธรรมนูญ การเลือกตั้งต้องเป็นไปอย่างลับ แม้แต่ กกต. เองก็ไม่อาจพี่จะสามารถสืบย้อนหลังหรือทราบผู้ที่มาใช้สิทธิ์เลือกตั้งที่ต้นขั้วบัตรได้ ซึ่ง กกต. จะยังคงยืนยันว่าจะยังเป็นความลับอยู่แล้วก็ตาม แต่ต้องไม่ลืมว่า การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเมื่อปี 2549 ระบุว่า การเลือกตั้งนั้นต้องเป็นความลับและไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งโดยวิสัยและพฤติการณ์
ด้านนายนรเศรษฐ์กล่าวว่า สาเหตุที่ทำคดีดังกล่าวมาฟ้องกับศาลปกครองกลางนั้น ประเด็นแรกคือเรื่องของบัตรเลือกตั้ง โดย กกต. จะต้องมีคำสั่งในการออกแบบ พิมพ์ และให้ใช้บัตรเลือกตั้งในแต่ละครั้ง โดยอาศัยอำนาจตามระเบียบ กกต. ปี 2566 เช่นนี้ คำสั่งดังกล่าวเป็นคำสั่งทางปกครอง ไม่ใช่การกระทำตามรัฐธรรมนูญ จึงอยู่ในอำนาจของศาลปกครองกลาง โดนยึดบรรทัดฐานตามคำพิพากษาศาลปกครองกลาง คดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549
ด้วยเหตุนี้ จึงได้มายื่นต่อศาลปกครองกลาง คำสั่งของ กกต. ที่ให้ออกแบบ พิมพ์ และใช้บัตรเลือกตั้งครั้งนี้นั้น เป็นคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เพราะเนื่องจากเป็นคำสั่งที่ออกแบบบัตรเลือกตั้งที่มีบาร์โค้ดหรือ QR code ที่สามารถสืบย้อนหลังไปถึงต้นขั้วและผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง อันจะทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่ออันขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายการเลือกตั้ง
หากศาลตัดสินให้คำสั่งดังกล่าวไม่ชอบด้วยกฎหมาย การนำบัตรเลือกตั้งภายใต้คำสั่งที่ไม่ชอบกฎหมายดังกล่าวไปใช้เลือกตั้ง ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นเดียวกัน โดยผลที่ร้ายแรงที่สุดก็คือ ศาลอาจจะสั่งให้เลือกตั้งใหม่ โดยห้ามใช้บัตรเลือกตั้งเดิมที่ออกโดยคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายและสามารถสืบย้อนถึงต้นขั้วและผู้กาบัตรได้
ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับการวินิจฉัยของศาลปกครองกลาง ซึ่งศาลปกครองกลางมีอำนาจไต่สวนแสวงหาข้อเท็จจริง โดยคาดว่าศาลจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงว่า บัตรเลือกตั้งทั้ง 2 แบบ แบบใดที่สามารถสืบไปถึงตัวต้นขั้วได้บ้าง หากศาลเห็นว่าควรไต่สวนเพิ่มเติม ทางเราก็เตรียมพยานบุคคล โดยเฉพาะผู้ที่เชี่ยวชาญด้านไอทีมาเตรียมให้การในชั้นศาล แต่ถ้าศาลเห็นว่าพยานหลักฐานเพียงพอตามที่มีการยื่น ศาลก็อาจจะจะมีคำสั่งได้หลังจากนี้
อีกประเด็นหนึ่งที่มายื่นในวันนี้ คือการยื่นคำร้องขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งบรรเทาทุกข์ชั่วคราวเป็นกรณีฉุกเฉินอย่างเร่งด่วนให้ระงับการประกาศผลการเลือกตั้งอย่างเป็นทางการโดย กกต. ออกไปก่อน เพราะหากทาง กกต. ออกประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง ย่อมทำให้เกิดความเสียหายเป็นอย่างมากและยากที่จะเยียวยาได้ โดยในท้ายคำร้องยังได้ขอให้ศาลปกครองกลางมีคำสั่งให้ กกต. ดำเนินการเก็บต้นขั้วและบัตรเลือกตั้งไว้ในสถานที่ที่ปลอดภัยอีกด้วย
นายนรเศรษฐ์ยังได้กล่าวยกตัวอย่างเปรียบเทียบกรณีปี 2549 ว่า ทั้งนั้นทั้งศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ 607-608/2549 วินิจฉัยไว้ว่า หากการออกคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้น สามารถคาดเดาได้โดยง่ายว่า ผู้นั้นได้ทำเครื่องหมายกากบาทเลือกผู้ใด ย่อมทำให้การเลือกตั้งดังกล่าวไม่เป็นความลับ
เช่นเดียวกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 9/2549 ที่วินิจฉัยว่าอย่างชัดแจ้งว่า เพียงแค่อยู่ในวิสัยที่สามารถล่วงรู้ได้ถึงการลงคะแนนเสียงได้นั้น ก็ย่อมทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับและขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแล้ว ย่อมส่งผลทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
กล่าวโดยสรุปได้ว่า คำวินิจฉัยทั้ง 2 ศาลเมื่อปี 2549 วางหลักไว้อย่างชัดเจนว่า ไม่จำเป็นพี่ต้องปรากฏในข้อเท็จจริงว่ามีบุคคลใดได้รู้หรือไม่รู้ถึงการลงคะแนนเสียงเลือกตั้ง เพียงแค่วิสัยที่คาดเดาได้ว่าอาจจะล่วงรู้ถึงการลงคะแนนเสียง ก็ย่อมทำให้ไม่เป็นการเลือกตั้งที่เป็นความลับ และทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
ตนเองมองว่า ในกรณีปี 2569 นั้น แตกต่างกันออกไป เพราะกรณีในปีนี้ชัดเจนในข้อเท็จจริงว่า เพียงแค่สแกนบาร์โค้ดก็สามารถสื่อถึงต้นขั้วบัตรเลือกตั้งและผู้การบัตรเลือกตั้งดังกล่าว ก็ถือว่าชัดเจนในข้อเท็จจริงแล้วว่า เป็นการเลือกตั้งที่ไม่เป็นความลับ ย่อมขัดต่อรัฐธรรมนูญ ไม่ต้องอาศัยเรื่องของวิสัยหรือการคาดเดามาประกอบเลย
แท็กที่เกี่ยวข้อง ศาลปกครองกลาง ,ฉีกบัตรเลือกตั้ง ,ทนายนรเศรษฐ์