สังคม

แม่อ้างถูกลูกชาย-สะใภ้ ฮุบสมบัติ ซ้ำข่มขู่ พาไปอยู่บ้านพักคนชรา

1 ชั่วโมงที่แล้ว

121 views

แม่ร้องขอความเป็นธรรม อ้างถูกลูกชายและลูกสะใภ้พาตัวไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโดยไม่สมัครใจ นานกว่า 2 ปีครึ่ง ยืนยัน ถูกทำร้าย ข่มขู่ และบังคับกินยา ก่อนแอบติดต่อให้น้องสาวช่วยออกมา

คุณแม่รายหนึ่ง ร้องขอความเป็นธรรม หลังอ้างว่าตลอดระยะเวลากว่า 2 ปีครึ่ง ต้องใช้ชีวิตอยู่ภายในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ โดยที่ตัวเองไม่ได้สมัครใจไปอยู่ และอ้างว่าระหว่างนั้นถูกทำร้าย ถูกข่มขู่ รวมถึงถูกบังคับให้รับประทานยานอนหลับเป็นประจำ ก่อนที่สุดท้ายจะแอบติดต่อกับน้องสาว ขอให้เข้ามาช่วยเหลือ และพาตัวออกมาจากศูนย์ดังกล่าวได้สำเร็จ

แต่เมื่อกลับมาถึงบ้าน กลับพบว่าทั้งทรัพย์สิน เงินทอง ในตู้เซฟทั้งตู้ รวมถึงกิจการโรงงานเครื่องสำอางที่สร้างมากับมือ กลับอยู่ในความครอบครองของลูกชายและลูกสะใภ้ จึงต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งหมด

โดยคุณแม่เล่าย้อนกลับไป เมื่อปี 2550 เริ่มต้นทำธุรกิจขายรถยนต์นำเข้าและเต็นท์รถมือสอง ก่อนจะปิดกิจการในปี 2554

จากนั้นปี 2555 หันมาทำธุรกิจแบรนด์เครื่องสำอาง และต่อมาได้ลงทุนสร้างโรงงานผลิตเครื่องสำอางของตัวเองในย่านลาดพร้าว จนโรงงานก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2560 และดำเนินธุรกิจมาอย่างต่อเนื่อง

กระทั่งช่วงปี 2558-2559 ลูกชายแต่งงานกับทันตแพทย์หญิง ซึ่งคุณแม่เป็นผู้แนะนำให้ทั้งคู่รู้จักกัน

หลังจากแต่งงาน ลูกชายมีลูก 2 คน แต่คุณแม่อ้างว่าเริ่มมีปัญหาภายในครอบครัว โดยลูกชายไม่ได้ทำงานเป็นหลักเป็นแหล่ง ขณะที่ลูกสะใภ้เป็นทันตแพทย์ และมีปากเสียงกันเรื่องการทำงาน คุณแม่จึงแอบช่วยเหลือเรื่องเงินให้ลูกชายเป็นบางครั้ง

ต่อมาในปี 2565 ลูกชายและลูกสะใภ้เข้ามาช่วยดูแลโรงงานเครื่องสำอาง โดยลูกสะใภ้ขอเป็นผู้บริหารกิจการเองทั้งหมด คุณแม่และลูกสาวจึงยอมรับเงินเดือนคนละ 50,000 บาท แลกกับการมอบความไว้วางใจให้บริหารงาน โดยหวังว่าลูกชายจะกลับมาทำงานเป็นหลักเป็นแหล่งและครอบครัวจะมีความมั่นคง

แต่คุณแม่อ้างว่า หลังลูกชายและลูกสะใภ้เข้าบริหารโรงงานได้ประมาณ 3 เดือน กลับพบว่ามีการเปลี่ยนชื่อโรงงาน โดยที่ภายหลังจึงมาทราบเรื่องดังกล่าว

กระทั่งปลายปี 2566 ทั้งคู่เกิดปัญหาครอบครัวอย่างหนัก หลังคุณแม่อ้างว่าลูกชายมีความสัมพันธ์กับพี่เลี้ยงเด็ก จนเกิดความขัดแย้งภายในครอบครัว

ต่อมาในปี 2567 ลูกชายเข้ามาบอกคุณแม่ว่าไม่สามารถบริหารโรงงานต่อได้ เนื่องจากประสบปัญหาขาดทุน และขอคืนโรงงานให้คุณแม่ดูแล โดยขอเวลา 3 เดือนเพื่อดำเนินการเรื่องเลิกจ้างพนักงานประมาณ 30 กว่าคน

คุณแม่จึงเริ่มเตรียมแผนกลับมาบริหารกิจการ ติดต่อทั้งลูกค้าในประเทศและต่างประเทศ รวมถึงวางแผนด้านการตลาดเพื่อเดินหน้าธุรกิจต่อ

แต่เหตุการณ์กลับพลิกผัน คุณแม่อ้างว่า วันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2567 ลูกชายเดินทางมาที่บ้านพร้อมชายอีก 2 คน โดยอ้างว่าจะมาพูดคุยเรื่องโรงงาน ก่อนที่ชายทั้งสองคนจะเข้ามาจับตัว ปิดปาก และอุ้มขึ้นรถพยาบาล

โดยอ้างว่าคุณแม่มีปัญหาทางจิตเวช ก่อนถูกนำตัวไปยังศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่ง และอ้างว่าถูกใส่กุญแจมือ ถูกทำร้าย ถูกข่มขู่ และถูกบังคับให้รับประทานยานอนหลับเป็นประจำ

โดยคุณแม่อ้างว่า ต้องใช้ชีวิตอยู่ในสถานที่ดังกล่าวนานประมาณ 2 ปีครึ่ง กระทั่งสามารถแอบติดต่อกับน้องสาว และขอให้เข้ามาช่วยเหลือ ก่อนจะสามารถออกมาจากศูนย์ดังกล่าวได้

หลังออกมาได้ กลับมาตรวจสอบทรัพย์สินของตัวเอง พบว่าทั้งกิจการโรงงานเครื่องสำอาง รวมถึงทรัพย์สินภายในบ้านและทรัพย์สินที่เก็บไว้ในตู้เซฟสูญหายไป โดยเฉพาะทองคำและทรัพย์สินมีค่า ซึ่งคุณแม่ระบุว่า ลูกชายและลูกสะใภ้เป็นผู้ที่นำออกไป

ขณะนี้คุณแม่ต้องการให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริงทั้งเรื่องการเข้าควบคุมกิจการ การเปลี่ยนชื่อโรงงาน ทรัพย์สินและเงินทองที่หายไป รวมถึงข้อกล่าวอ้างเกี่ยวกับการถูกนำตัวไปอยู่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุโดยไม่สมัครใจ

โดยเฉพาะประเด็นที่คุณแม่อ้างว่า ระหว่างอยู่ที่ศูนย์ฯ ถูกทำร้าย ถูกข่มขู่ และถูกบังคับให้รับประทานยา ซึ่งจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปตรวจสอบทั้งเอกสารการรับตัว ประวัติการรักษา การให้ยา รวมถึงสภาพความเป็นอยู่และกระบวนการที่นำตัวเข้าไปอยู่ในสถานที่ดังกล่าว ว่าเป็นไปตามกฎหมายและได้รับความยินยอมจากเจ้าตัวหรือไม่

ส่วนข้อกล่าวหาเรื่องโรงงานและทรัพย์สินว่าใครเป็นผู้มีสิทธิครอบครอง และมีการนำทรัพย์สินออกไปจริงหรือไม่ ก็ต้องตรวจสอบเอกสารทางธุรกิจ บัญชีทรัพย์สิน หลักฐานการโอน รวมถึงพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด

คุณแม่บอกว่า ที่ออกมาเปิดเรื่องราวครั้งนี้ ไม่ได้ต้องการเพียงทวงคืนทรัพย์สินและกิจการที่อ้างว่าเป็นของตัวเองเท่านั้น แต่ต้องการให้เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์แก่ครอบครัวอื่น ๆ ด้วย



อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/ylMIrdCUsi8

แท็กที่เกี่ยวข้อง  ฮุบสมบัติ

คุณอาจสนใจ