ต่างประเทศ
"ทรัมป์" เรียกถกด่วน บริษัทยักษ์ใหญ่ค้าอาวุธ สั่งเร่งผลิตเติมคลังแสง หลังใช้ถล่มอิหร่านจนร่อยหรอ
3 ชั่วโมงที่แล้ว
18 views
สำนักข่าวรอยเตอร์ส รายงานโดยอ้างอิงแหล่งข่าววงใน 5 ราย ว่ารัฐบาลสหรัฐฯ เตรียมเรียกผู้บริหารจากบริษัทผู้ผลิตอาวุธรายใหญ่ที่สุดของประเทศเข้าพบที่ทำเนียบขาว ในวันศุกร์นี้ เพื่อหารือเรื่องการเร่งกำลังการผลิตอาวุธ เติมคลังแสงที่ร่อยหรอ ภายหลังการโจมตีอิหร่านและปฏิบัติการทางทหารอื่นๆ ในช่วงที่ผ่านมา
บริษัทที่ได้รับเชิญให้เข้าร่วมการประชุมครั้งนี้ประกอบด้วย ล็อกฮีด มาร์ติน (Lockheed Martin) และ อาร์ทีเอ็กซ์ (RTX) บริษัทแม่ของเรย์เธียน (Raytheon) พร้อมด้วยผู้ผลิตรายสำคัญอื่นๆ โดยการหารือดังกล่าวจะเป็นความลับ
การประชุมครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนของรัฐบาลสหรัฐฯ ในการเสริมสต็อกอาวุธ หลังจากปฏิบัติการในอิหร่านมีการใช้กระสุนและอาวุธยุทโธปกรณ์ไปเป็นจำนวนมาก ขณะเดียวกัน นับตั้งแต่รัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 และอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการในฉนวนกาซา สหรัฐฯ ได้ดึงอาวุธมูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ออกจากคลัง ทั้งระบบปืนใหญ่ กระสุน และขีปนาวุธต่อสู้รถถัง แต่ความขัดแย้งในอิหร่านครั้งล่าสุดนี้ มีการใช้ขีปนาวุธพิสัยไกลมากกว่าที่เคยส่งให้ยูเครนเสียอีก
แหล่งข่าวระบุว่า จุดประสงค์หลักของการประชุมครั้งนี้ คือการกดดันให้ผู้ผลิตอาวุธเร่งกระบวนการผลิตเพิ่มให้ทันต่อความต้องการ
แม้ว่าทางล็อกฮีด, เพนตากอน และทำเนียบขาว จะยังไม่ได้ออกมาให้ความเห็นในทันที แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ ได้โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมาว่า สหรัฐฯ มีคลังกระสุนและอาวุธแทบไม่จำกัด และสามารถทำสงครามได้ตลอดกาลและประสบความสำเร็จโดยใช้เพียงคลังแสงเหล่านี้
นอกจากนี้ รายงานยังระบุว่า นายสตีฟ ไฟน์เบิร์ก รองรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กำลังจัดทำร่างงบประมาณเพิ่มเติมจำนวนประมาณ 5 หมื่นล้านดอลลาร์ (ราว 1.5 ล้านล้านบาท) เพื่อนำมาใช้ในการจัดหาอาวุธทดแทนส่วนที่ใช้ไปในความขัดแย้งแถบตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม ตัวเลขดังกล่าวยังเป็นเพียงการประมาณการเบื้องต้นและอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้
ความพยายามในการเพิ่มการผลิตอาวุธของสหรัฐฯ มีขึ้นหลังกองทัพสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา โดยมีการใช้ทั้งขีปนาวุธร่อนโทมาฮอว์ก , เครื่องบินรบล่องหน F-35 และโดรนพลีชีพราคาถูก ทั้งนี้ บริษัทเรย์เธียน ผู้ผลิตขีปนาวุธโทมาฮอว์กได้ทำข้อตกลงใหม่กับเพนตากอนเพื่อเพิ่มกำลังการผลิตเป็น 1,000 ลูกต่อปีในอนาคต จากที่ในปัจจุบัน เพนตากอนมีแผนจะซื้อเพียง 57 ลูกในปี 2569 ด้วยราคาเฉลี่ยลูกละ 1.3 ล้านดอลลาร์ (ราว 41 ล้านบาท)
ขณะเดียวกัน รัฐบาลของทรัมป์ ยังได้เพิ่มแรงกดดันต่อบริษัทคู่สัญญาด้านกลาโหมอย่างต่อเนื่อง โดยเน้นย้ำว่าต้องให้ความสำคัญกับการผลิตมากกว่าการนำกำไรไปจ่ายเงินปันผลให้ผู้ถือหุ้น ซึ่งในเดือนมกราคมที่ผ่านมา ทรัมป์ได้ลงนามในคำสั่งประธานาธิบดีเพื่อตรวจสอบบริษัทคู่สัญญาที่ผลงานต่ำกว่าเกณฑ์แต่ยังคงกระจายกำไรให้ผู้ถือหุ้น
ทั้งนี้ เพนตากอนเตรียมจะประกาศรายชื่อบริษัทผู้ผลิตที่มีผลงานต่ำกว่ามาตรฐาน ซึ่งบริษัทที่มีชื่อในบัญชีจะมีเวลา 15 วันในการเสนอแผนปรับปรุงที่ผ่านการอนุมัติจากคณะกรรมการบริษัท หากแผนดังกล่าวไม่เพียงพอ เพนตากอนอาจดำเนินการบังคับใช้มาตรการลงโทษ ซึ่งรวมถึงการยกเลิกสัญญาจ้างด้วย
แท็กที่เกี่ยวข้อง โดนัลด์ ทรัมป์ ,สงครามตะวันออกกลาง