คลิปเต็มรายการ

คาใจ! ลูกวัย 5 วันเสียชีวิตในไอซียู รพ.แถลงล่าสุดยอมรับจัดโต๊ะจีนกินเลี้ยงจริงแต่ไม่เกี่ยวสาเหตุการเสียชีวิต

27 ก.ค. 2569

33 views

รายการโหนกระแสวันนี้ (27 กรกฎาคม 2569) พูดคุยกรณีครอบครัวทารกแรกเกิดวัยเพียง 5 วัน ที่เสียชีวิตภายในโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในจังหวัดอ่างทอง หลังพ่อและแม่ออกมาร้องเรียน ขอให้มีการตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมตั้งข้อสงสัยว่า ก่อนลูกจะเสียชีวิตเพียง 1 วัน มีการนำอาหารเข้าไปรับประทานภายในห้องผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด หรือห้อง NICU ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ต้องควบคุมความสะอาดและป้องกันการติดเชื้ออย่างเข้มงวด


ก่อนหน้านี้ ครอบครัวเปิดเผยว่า จากสิ่งที่เห็น มีการนำอาหารหลายรายการเข้าไปรับประทานภายในห้องไอซียู ใกล้กับตู้อบเด็ก โดยมีเพียงม่านกั้นระหว่างพื้นที่รับประทานอาหารกับบริเวณที่ทารกกำลังรักษาตัว ทำให้เกิดข้อกังวลว่า เหตุการณ์ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของเด็กที่อยู่ภายในห้อง


หลังเรื่องราวถูกเผยแพร่ออกไป ร้านผู้จัดอาหารออกมายืนยันว่า ได้รับการว่าจ้างให้นำอาหารไปเลี้ยงบุคลากรประมาณ 30 คน โดยไม่ทราบมาก่อนว่าจะต้องนำอาหารเข้าไปภายในห้องไอซียูเด็ก ยืนยันว่าเป็นการนำอาหารปรุงสุกเข้าไปเสิร์ฟ ไม่ใช่การตั้งโต๊ะจีนเต็มรูปแบบ พร้อมยอมรับว่า พนักงานที่เข้าไปส่งอาหารไม่ได้สวมหน้ากากอนามัยหรืออุปกรณ์ป้องกัน เนื่องจากไม่ทราบว่าเป็นพื้นที่ควบคุมการติดเชื้อ


โดยแม่เล่าว่า ในวันที่ 20 ก.ค. เวลาประมาณ 13.30 น. คุณแม่ได้นำของใช้เข้าไปให้ลูกที่ห้อง NICU แต่เจ้าหน้าที่แจ้งให้ออก โดยให้เหตุผลว่า “ขอพื้นที่จัดงานเลี้ยงก่อน” และบอกให้คุณพ่อคุณแม่กลับไปก่อนแล้วค่อยมาใหม่ในวันพรุ่งนี้ ทั้งที่ในขณะนั้นยังไม่หมดเวลาเยี่ยมปกติ แต่แม้จะถูกเชิญให้ออกมา แต่คุณแม่ยังคงยืนดูอยู่บริเวณประตู และพบเห็นพนักงานบริการอาหารเดินเข้าออกห้อง NICU โดยไม่สวมหน้ากากอนามัย ไม่เปลี่ยนรองเท้า และไม่มีชุดคลุมปลอดเชื้อ เพื่อนำโต๊ะจีนจำนวน 4-5 โต๊ะเข้าไปจัดเลี้ยงภายในห้องที่ยังมีทารกที่ป่วยวิกฤตนอนรักษาตัวอยู่ถึง 5 คน


จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ในภายหลัง ทราบว่ามีการจัดงานเลี้ยงเพื่อต้อนรับและส่งพยาบาลรวมถึงแพทย์ เมื่อคุณแม่ตั้งคำถามถึงความเสี่ยงในการติดเชื้อ ได้รับการชี้แจงว่าทารกอยู่ในตู้รักษาและมีม่านกั้นไว้แล้ว ไม่มีปัญหาการติดเชื้อจากภายนอก หากจะติดเชื้อจะติดจากเคนื่องมือแพทย์หรือท่อที่ใส่อยู่


แต่ในช่วงเช้าวันที่ 21 ก.ค. โรงพยาบาลได้โทรศัพท์แจ้งว่า ลูกมีอาการวิกฤติ ก่อนจะเสียชีวิตลงในเวลาประมาณ 10.45 น. โดยคุณแม่ตั้งข้อสังเกตว่า ในตอนเช้าที่ไปถึง พยาบาล 6 คน กลับนั่งเฉยโดยไม่มีการเข้าไปดูแลลูกที่อาการหนัก จนกระทั่งหมอเจ้าของไข้มาถึงจึงเริ่มมีความเคลื่อนไหวในการกู้ชีพ


คุณพ่อยังเล่าย้อนถึงวันเกิดเหตุว่า เห็นรถเข็นอาหารถูกลำเลียงเข้าทางประตูด้านข้าง ก่อนจะเข็นออกทางประตูใหญ่ ซึ่งเป็นประตูเดียวกับที่พ่อแม่ทุกคนต้องใช้เข้าเยี่ยมลูก โดยทุกครั้งที่เข้าไป ต้องถอดรองเท้า เปลี่ยนรองเท้า ล้างมือ สวมหน้ากาก และผ่านขั้นตอนป้องกันการติดเชื้ออย่างเคร่งครัด แต่สิ่งที่เขาเห็นในวันนั้น กลับไม่ใช่เพียงการรับประทานอาหารกลางวันตามปกติ ภายในห้องมีการถ่ายภาพ เซลฟี่ และเมื่อเสร็จงาน ยังเห็นหลายคนถือช่อดอกไม้ออกมาจากห้อง จึงเชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมีลักษณะคล้ายงานเลี้ยงมากกว่าการกินข้าวธรรมดา


ขณะที่คุณแม่ตั้งข้อสังเกตว่า ช่อดอกไม้เกือบ 10 ช่อ ที่ถูกนำเข้าไปในห้องไอซียู ก็เป็นอีกเรื่องที่อยากให้ตรวจสอบ เพราะไม่อาจรู้ได้ว่า เด็กแต่ละคนจะแพ้เกสรดอกไม้หรือไม่ และหากเกสรฟุ้งกระจายในห้อง ก็อาจส่งผลต่อเด็กที่กำลังรักษาตัวอยู่


นอกจากนี้ คุณพ่อยังอ้างว่า เห็นพนักงานผู้จัดอาหารเดินเข้าไปถึงบริเวณเตียงของลูก และในวันนั้น เขาเคยถามแพทย์ด้วยความกังวลว่า ลูกจะมีความเสี่ยงติดเชื้อเพิ่มหรือไม่ แต่ได้รับคำตอบว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะมีม่านกั้นระหว่างพื้นที่รับประทานอาหารกับพื้นที่ผู้ป่วย


อย่างไรก็ตาม คุณพ่อยืนยันว่า ม่านดังกล่าวไม่ได้ปิดมิดชิดทั้งห้อง ด้านหน้ายังเปิดโล่ง สามารถเดินทะลุถึงเตียงเด็กได้ จึงตั้งคำถามว่า หากพื้นที่ไม่ได้แยกปิดสนิท จะมั่นใจได้อย่างไรว่าสิ่งปนเปื้อนจะไม่เข้าสู่พื้นที่ผู้ป่วย


คุณแม่ยังตั้งข้อสังเกตอีกว่า จากการแถลงทางโรงพยาบาลระบุเพิ่งทราบมีการนำโต๊ะจีนเข้าไปรับประทานในห้องดังกล่าว พวกตนยิ่งไม่ปักใจเชื่อ เพราะการนำอาหารสำหรับบุคลากรกว่า 30 คน เข้าไปในพื้นที่ควบคุม น่าจะต้องมีผู้รับทราบหรืออนุญาตก่อน


ทั้งนี้ ตั้งคำถามถึงการเข้าออกห้องควบคุมการติดเชื้อสำหรับพวกตนที่เป็นพ่อแม่ยังต้องผ่านการฆ่าเชื้อและปฏิบัติตามกฏอย่างเคร่งครัด แต่บุคคลที่นำอาหารเข้าไป กลับเดินเข้าออกโดยไม่มีอุปกรณ์ป้องกันตามที่ครอบครัวสังเกตเห็น


ส่วนผลชันสูตรศพ ขณะนี้แพทย์แจ้งเบื้องต้นเพียงว่าพบภาวะสมองบวม แต่ยังไม่สามารถสรุปรายละเอียดได้ ต้องรอผลอย่างเป็นทางการภายใน 45 วัน ซึ่งครอบครัวยืนยันว่าจะรอผลการตรวจพิสูจน์ เพื่อให้ทราบสาเหตุการเสียชีวิตที่แท้จริง


ล่าสุด โรงพยาบาลอ่างทอง ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงเบื้องต้น กรณีการเสียชีวิตของทารกที่ปรากฏเป็นข่าว พบว่า มารดาเป็นโรคเบาหวานที่ควบคุมระดับน้ำตาลไม่ดีตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ โดยจากการทบทวน ข้อมูลการฝากครรภ์ พบว่า ระดับน้ำตาลในเลือดส่วนใหญ่ของมารดาสูงกว่าเกณฑ์ที่เหมาะสม ซึ่งเป็นเหตุให้น้ำหนักแรกเกิดของทารกมากกว่าเกณฑ์อายุครรภ์


วันที่ 16 กรกฎาคม 2569 ทารกคลอดก่อนกำหนด อายุครรภ์ 36 สัปดาห์ มีน้ำหนักแรกเกิด 4,305 กรัม ซึ่งมีน้ำหนักมากกว่าเกณฑ์ตามอายุครรภ์ (Large for Gestational Age: LGA) โดยมารดามโรคประจำตัว ได้แก่ โรคเบาหวานและโรคความดันโลหิตสูง ร่วมกับมีภาวะน้ำเดินก่อนครบกำหนดคลอด


ส่งผลให้ทารกมีภาวะความดันเลือดในปอดสูง (Persistent Pulmonary Hypertension of the Newborn: PPHIN) ภาวะหายใจลำบากชั่วคราวในทารกแรกเกิด (Transient Tachypnea of the Newborn: TTNB) และสงสัยภาวะติดเชื้อในกระแสเลือด (Sepsis) ซึ่งเป็นโรคที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง


ภายหลังคลอดประมาณ 1 ชั่วโมง ทารกมีอาการหายใจลำบากและมีระดับออกชิเจนในเลือดต่ำ จึงได้รับการรักษาตามมาตรฐานวิชาชีพ ทั้งการให้ยา การช่วยหายใจ และการดูแลอย่างใกล้ชิดในหอผู้ป่วยวิกฤติ


ทารกแรกเกิด (NICU) อย่างไรก็ตาม อาการของผู้ป่วยมีความรุนแรงต่อเนื่องตามลักษณะการดำเนินของโรค ทีมแพทย์ได้ปรึกษากุมารแพทย์ด้านทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย เพื่อพิจารณาการส่งต่อผู้ป่วย


ได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับแนวทางการรักษา การให้ยา การประคับประคองระบบหายใจและระบบไหลเวียน โดยพิจารณาแล้วเห็นว่า ในสภาวะดังกล่าว ผู้ป่วยมีความเสี่ยงสูงต่อการเสียชีวิตระหว่างการเคลื่อนย้าย


เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2569 เวลา 10.20 น. ผู้ป่วยมีอาการทรุดลงและเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพทันที พร้อมทั้งชี้แจงข้อมูลเกี่ยวกับการวินิจฉัยโรค ความรุนแรงของภาวะโรค และโอกาสเสียชีวิตแก่บิดาและมารดา รวมถึงยังคงให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพ


ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2569 ผู้ป่วยมีอาการคงที่ แต่ยังอยู่ในภาวะวิกฤติ จำเป็นต้องรับยากระตุ้นความดันโลหิตและใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูง โดยทีมแพทย์ได้ปรับการรักษากับสภาวะของผู้ป่วย


วันที่ 20 กรกฎกหม 2559 ซึ่งเป็นที่มีการจัดกิจกรรมรับประทานอาหารภายในหอผู้ป่ายหนักทารกแรกเกิด (NICU) และในวันดังกล่าวผู้ป่วยมีอาการบวมทั่วร่างกาย และมีปริมาณปัสสาวะลดลง อันเป็นผลจาก


ภาวะวิกฤติของโรค ส่งผลให้ไม่สามารถคงปริมาณสารน้ำไว้ภายในหลอดเลือดได้ อย่างไรก็ตาม ระดับความดันโลหิตปรับตัวสูงขึ้น จึงได้ลดขนาดยากระตุ้นความดันโลหิตลง แต่ยังจำเป็นต้องได้รับยากระตุ้นความตันโลหิตอีก 4 ชนิด เนื่องจากยังอยู่ในภาวะวิกฤติ ทีมแพทย์จึงได้ปรึกษากุมารแพทย์ทารกแรกเกิดของโรงพยาบาลแม่ข่าย ซึ่งมีความเห็นให้ดำเนินการรักษาตามแผนเดิม พร้อมติดตามอาการและปริมาณปัสสาวะอย่างใกล้ชิด ทั้งนี้ ทีมแพทย์และพยาบาลได้แจ้งข้อมูลดังกล่าวแก่บิดาและมารดา โดยชี้แจงว่า ความดันโลหิตดีขึ้น จึงปรับลดขนาดยา แต่อาการยังอยู่ในภาวะวิกฤติฃ


วันที่ 21 กรกฎาคม 2569 ผู้ปวยมีระดับออกซิเจนในเลือดลดลง เมื่อแพทย์ใด้รับรายงาน จึงดำเนินการปรับเพิ่มเครื่องช่วยหายใจและให้ยา ต่อมาเวลา 08.30 น. ผู้ป่วยระดับออกซิเจนลดลงเหลือร้อยละ 76 แพทย์ได้ประเมินอาการและให้การรักษาเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่อง


เวลา 09.14 น. ทีมรักษาได้โทรศัพท์แจ้งบิดาและมารดาว่าผู้ป่วยมีอาการทรุดลง ขอให้เดินทางมายังโรงพยาบาลเพื่อรับทราบสถานการณ์ และร่วมตัดสินใจเกี่ยวกับแนวทางการรักษา


เวลา 10.11 น. ผู้ป่วยไม่มีสัญญาณชีพ ทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยพื้นคืนชีพ


เวลา 10.20 น. แพทย์ได้แจ้งแก่บิดาและมารดาว่า ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น และไม่ตอบสนองการช่วยฟื้นคืนชีพ โดยทีมรักษาได้ดำเนินการช่วยฟื้นคืนชีพเป็นเวลา 35 นาที ก่อนประกาศการเสียชีวิตในเวลา 10.45 น.


จากการทบทวนข้อเท็จจริงและข้อมูลทางการแพทย์อย่างละเอียด การเสียชีวิตของทารกเป็นผลจากภาวะเจ็บป่วยรุนแรงตั้งแต่แรกเกิด อันประกอบด้วยภาวะความดันเลือดในปอดสูง (PPHN) ซึ่งล้วนเป็นภาวะที่มีความรุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง โดยการดำเนินของโรคเป็นไปอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าทีมแพทย์จะได้ให้การรักษาอย่างเต็มความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพแล้วก็ตาม

แท็กที่เกี่ยวข้อง  โหนกระแส ,รายการโหนกระแส

คุณอาจสนใจ

Related News