คลิปเต็มรายการ

สาวป่วย หมอฉีดยาให้ 3 เข็ม เกิดแพ้รุนแรง ตาซ้ายบอด ชีวิตพัง ซ้ำโรงพยาบาลเย้ยสู้ไปก็แพ้

6 ชั่วโมงที่แล้ว

26 views

รายการโหนกระแสวันนี้ (24 กรกฎาคม 2569) พูดคุยกรณีหญิง อายุ 34 ปี ออกมาร้องขอความช่วยเหลือ ระบุว่าเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ด้วยอาการตาแดงและเจ็บคอ ก่อนแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ และให้ฉีดยาติดต่อกัน 3 เข็ม แต่อาการทรุดลงอย่างเห็นได้ชัดตั้งแต่เข็มแรก แต่ก็ยังได้รับการฉีดยาซ้ำๆ กระทั่งเกิดอาการแพ้ยารุนแรงชนิด SJS/TEN (Stevens-Johnson Syndrome/Toxic Epidermal Necrolysis) ต้องเข้าห้อง ICU ตั้งแต่คืนที่ 2 โคม่าเป็นเวลานานถึง 2 เดือน และพักรักษาตัวต่ออีก 1 เดือน สุดท้ายตาสายบอด


โดยคุณไทม์ เล่าว่า จุดเริ่มต้นของเหตุการณ์เกิดจากการเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง ด้วยอาการเจ็บคอและตาแดง โดยแพทย์วินิจฉัยว่าเป็นต่อมทอนซิลอักเสบ และแนะนำให้ฉีดยาปฏิชีวนะติดต่อกัน 3 วัน แทนการรับประทานยา


แม้เจ้าตัวจะสอบถามถึงความจำเป็นในการฉีดยา เพราะที่ผ่านมาเคย เวลาเธอมีอาการต่อมทอนซิลอักเสบ จะรักษาอาการด้วยการรับประทานยาปฏิชีวนะ แต่แพทย์ยืนยันว่า ยาฉีดจะช่วยให้อาการหายเร็ว เนื่องจากเห็นว่า เธอทำงานหนักและต้องประชุมงานเป็นประจำ เธอจึงตัดสินใจเข้ารับการฉีดยาตามคำแนะนำแพทย์


หลังได้รับยาฉีดเข็มแรกกลับบ้านได้ไม่นาน ร่างกายเริ่มมีอาการผิดปกติอย่างชัดเจน ทั้งอ่อนเพลียอย่างหนัก ปากบวม ใบหน้าบวม ซึ่งเจ้าตัวยืนยันว่าเห็นได้ชัดว่าไม่ใช่อาการของโรคต่อมทอนซิลอักเสบ เมื่อกลับไปพบแพทย์อีกครั้ง แพทย์ส่งต่อให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทันที พร้อมระบุว่าอาการดังกล่าวไม่น่าจะใช่อาการของโรคเดิม แต่คล้ายกับการแพ้บางอย่าง และสั่งให้แอดมิทนอนรักษาตัวในโรงพยาบาล


แต่สิ่งที่ทำให้คุณไทม์ยังคงตั้งคำถาม คือแม้จะมีข้อสงสัยว่าอาจเกิดอาการแพ้ยา กลับยังได้รับการฉีดยาตัวเดิมอีกต่อเนื่องอีก 1 เข็ม ก่อนที่แพทย์อีกคนจะวินิจฉัยว่า อาจเป็นโรคอีสุกอีใส เนื่องจากภูมิคุ้มกันร่างกายอ่อนแอ จึงสั่งให้ฉีดยาอีก 1 เข็มเป็นยารักษาโรคอีสุกอีใส


ต่อมา หลังได้รับยาฉีดเข็มที่ 3 ซึ่งเป็นยารักษาโรคอีสุกอีใส เพียงประมาณ 30 นาที อาการทรุดหนักทันที การมองเห็นพร่ามัวอย่างรุนแรง ก่อนถูกส่งเข้าห้องไอซียู และต้องรักษาตัวอยู่ในห้องผู้ป่วยวิกฤตนานถึง 2 เดือน


ระหว่างการรักษา คุณไทม์เล่าว่า ช่วงเวลาส่วนใหญ่แทบไม่มีสติ เพราะได้รับยาอย่างต่อเนื่อง ต้องให้อาหารทางสายยาง เจาะเส้นเลือดดำเพื่อให้ยา เนื่องจากผิวหนังลอกทั้งตัวจากภาวะแพ้ยารุนแรง ต้องเปลี่ยนแผ่นปิดแผลและดูแลบาดแผลตลอดเวลา


หลังออกจากโรงพยาบาล ชีวิตเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง ดวงตาข้างซ้ายสูญเสียการมองเห็นเกือบ 100% เห็นเพียงแสงสีขาวฝ้าฟาง คล้ายหมอก ไม่สามารถแยกแยะวัตถุได้ว่าเป็นอะไร ส่วนตาขวาค่อย ๆ ดีขึ้น แต่ในช่วงแรกยังต้องพึ่งพาผู้อื่นในการใช้ชีวิต แม้แต่การอาบน้ำหรือเดินขึ้นลงบันไดก็ต้องมีคนช่วย


คุณไทม์ยังเปิดเผยว่า สิ่งที่ทำให้เสียความรู้สึกที่สุด คือคำพูดที่ได้รับจากบุคลากรของโรงพยาบาล ซึ่งระบุว่า "คนตายยังได้แค่ล้านเดียว แล้วคุณจะเอาอะไรอีก" พร้อมกล่าวถึงค่ารักษาพยาบาลกว่า 2 ล้านบาทที่โรงพยาบาลรับผิดชอบให้แล้ว


เจ้าตัวยืนยันว่า แม้โรงพยาบาลจะรับผิดชอบค่ารักษา ซึ่งเธอมองว่ามันควรเป็นหน้าที่ที่โรงพยาบาลต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่เทียบไม่ได้กับการสูญเสียการมองเห็น รายได้จากการทำงาน และคุณภาพชีวิตของเธอที่เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง อีกทั้งยังไม่เคยได้รับการพูดคุยเรื่องการเยียวยาอย่างจริงจัง


นอกจากนี้ ยังประสบปัญหาในการขอใบรับรองแพทย์ เนื่องจากต้องเดินทางไปขอเอกสารด้วยตัวเองทุกสัปดาห์ ทั้งที่มีข้อเสนอให้โรงพยาบาลออกใบรับรองล่วงหน้าได้ แต่กลับไม่ได้รับความร่วมมือในช่วงแรก ทำให้การใช้ชีวิตของผู้ป่วยซึ่งมีความบกพร่องทางการมองเห็นยิ่งลำบาก


ปัจจุบัน คุณไทม์กำลังต่อสู้คดีในชั้นศาล แต่ระบุว่าการดำเนินคดีเป็นไปด้วยความยากลำบาก เนื่องจากหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญมาเป็นพยานให้ฝั่งผู้ป่วยได้ยาก ขณะที่ล่าสุด ในชั้นศาล โรงพยาบาลระบุว่าแพทย์ที่ถูกฟ้องได้ลาออกจากโรงพยาบาลแล้ว และมีความพยายามผลักภาระความรับผิดชอบไปยังตัวแพทย์ โดยยืนยันว่าโรงพยาบาลไม่เกี่ยวข้อง


ย้ำว่าไม่ได้ต้องการกล่าวโทษวิชาชีพแพทย์ เพราะเชื่อว่าไม่มีแพทย์คนใดตั้งใจทำให้ผู้ป่วยได้รับอันตราย แต่สิ่งที่ต้องการคือคำอธิบายต่อข้อสงสัยในกระบวนการรักษา โดยเฉพาะเหตุใดจึงยังมีการให้ยาต่อเนื่อง ทั้งที่อาการแพ้ปรากฏชัดตั้งแต่เข็มแรก และเหตุใดจึงไม่มีการอธิบายข้อสงสัยเหล่านี้กับผู้ป่วยอย่างตรงไปตรงมา

แท็กที่เกี่ยวข้อง  รายการโหนกระแส ,โหนกระแส

คุณอาจสนใจ

Related News