21 ต.ค. 2569
เปิดเหตุผลศาลแพ่งมีนบุรี ยกฟ้องคดี “ต้า เฟ็ดเฟ่” บรรยายฟ้องโจทก์ “เคลือบคลุม”
เปิดเหตุผลศาลแพ่งมีนบุรี ยกฟ้องคดี “ต้า เฟ็ดเฟ่” ฟ้องคดีหุ้น 49% บ.ชัยโซโร มี “ยัต-ภรรยา” เป็นจำเลย ชี้บรรยายฟ้องโจทก์ “เคลือบคลุม” กำกวม วกวนไม่เอาแน่เอานอนในทางใดทางหนึ่ง
ที่ศาลแพ่งมีนบุรี ศาลนัดฟังคำพิพากษากรณีที่ นายลิขิต สิทธิพันธุ์ หรือ ต้า เฟ็ดเฟ่ เป็นโจทก์ ฟ้อง บริษัท ชัยโสโร จำกัด นายกิตติศักดิ์ เวชประสาร หรือ ที่ 2 ยัต ชัยโสโร น.ส.ฐิติพร เพ็ชรศรีอุดม ภรรยาของยัต ที่ 3 เป็นจำเลย กรณีฟ้องเกี่ยวกับสิทธิการถือหุ้น 49% ในบริษัท ชัยโสโร จำกัด
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันรับฟังเป็นยุติได้ในเบื้องต้นว่า เมื่อวันที่ 28 ตุลาคม 2568 ศาลเยาวชนและครอบครัวกลางมีคำสั่งว่า โจทก์เป็นบุคคลเสมือนไร้ความสามารถและอยู่ในความพิทักษ์ของนางสุนันท์ กลิ่นศรีสุข จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด มีจำเลย ที่ 2 และที่3 เป็นกรรมการซึ่งลงชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท ผูกพันบริษัทได้ เดิมโจทก์เคยเป็น ผู้ถือหุ้นและกรรมการของบริษัทจำเลยที่ 1
ปัญหาต้องวินิจฉัยในคดีนี้ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ในคดีแพ่ง เมื่อพิเคราะห์แล้วเห็นว่า คดีนี้ โจทก์ยื่นฟ้องขอให้ศาลเพิกถอนนิติกรรมการโอนหุ้นทั้งหมดที่โจทก์ถืออยู่ในบริษัทจำเลยที่ 1 ซึ่งโอนไปให้จำเลยที่ 2 โดยอ้างว่า การลงลายมือชื่อในเอกสารดังกล่าวเกิดจากการถูกจำเลยที่ 3 หลอกลวง และโจทก์ไม่ได้มีเจตนาที่แท้จริงจะโอนหุ้นของตนให้แก่ผู้อื่นโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน
โดยโจทก์บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเหตุแห่งการโอนหุ้นไว้ 2 ลักษณะ ประการแรก โจทก์อ้างว่า ในเดือนเมษายน 2568 จำเลยที่ 3 แจ้งให้โจทก์ลงลายมือชื่อในเอกสาร โดยอ้างว่าเป็นเอกสารรับเงินที่ลูกค้าชำระให้แก่บริษัท รวมถึงเอกสารเกี่ยวกับการลาออกจากตำแหน่งเดิมและย้ายไปทำงานในตำแหน่งที่เหมาะสมกับปัญหาสุขภาพจิตของโจทก์ โจทก์จึงหลงเชื่อและลงลายมือชื่อไป โดยไม่ทราบว่าเอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารโอนหุ้นทั้งหมดของตนให้แก่จำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นสามีของจำเลยที่ 3 และไม่ได้รับค่าตอบแทนแต่อย่างใด
โจทก์จึงอ้างว่าเป็นการแสดงเจตนาโดยสำคัญผิดในสิ่งซึ่งเป็นสาระสำคัญของนิติกรรม อันมีผลให้นิติกรรมเป็นโมฆะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 156
ประการที่สอง โจทก์อ้างว่า ในขณะลงลายมือชื่อ โจทก์มีความผิดปกติทางจิตและอยู่ระหว่างการรักษา โดยจำเลยที่ 3 ทราบถึงอาการดังกล่าวเป็นอย่างดี แต่กลับชี้นำให้โจทก์เข้าใจว่าเอกสารที่ลงลายมือชื่อเป็นเพียงเอกสารรับเงินและเอกสารเกี่ยวกับการเปลี่ยนตำแหน่งงานเท่านั้น โจทก์ยังบรรยายถึงอาการเจ็บป่วยที่ส่งผลกระทบต่อความคิด อารมณ์ และความสามารถในการตัดสินใจ ตลอดจนการดูแลผลประโยชน์ในทรัพย์สินของตน โดยอ้างว่าในขณะนั้นไม่สามารถจัดการผลประโยชน์ของตนเองได้ตามปกติ จึงขอให้ศาลพิจารณาว่าการทำนิติกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นในขณะที่โจทก์วิกลจริตหรือไม่ ซึ่งอาจมีผลให้นิติกรรมเป็นโมฆียะตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 30
อย่างไรก็ตาม ศาลเห็นว่า ข้ออ้างทั้งสองประการมีสาระสำคัญแตกต่างกัน โดยการสำคัญผิดตามที่โจทก์กล่าวอ้าง เป็นกรณีที่ผู้ทำนิติกรรมเข้าใจข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเอกสารหรือผลของการกระทำผิดไป จนแสดงเจตนาทำนิติกรรมโดยไม่ตรงกับความเข้าใจที่แท้จริง ขณะที่การทำนิติกรรมขณะวิกลจริตเป็นข้ออ้างเกี่ยวกับสภาพจิตใจและความสามารถของผู้ทำนิติกรรมในขณะนั้น ซึ่งอาจส่งผลต่อความสมบูรณ์ของนิติกรรมตามกฎหมาย
เมื่อโจทก์นำข้อเท็จจริงทั้งสองลักษณะมาบรรยายไว้ในคำฟ้อง แต่ไม่ได้แสดงให้ชัดเจนว่าประสงค์จะอาศัยข้อเท็จจริงใดเป็นหลักแห่งข้อหา อีกทั้งคำขอบังคับยังระบุให้เพิกถอนนิติกรรมโดยอ้างเหตุสำคัญผิด จึงทำให้ข้อเท็จจริงที่บรรยายไว้ไม่สอดคล้องกัน และไม่อาจเข้าใจได้อย่างชัดแจ้งว่าโจทก์ประสงค์จะดำเนินคดีโดยอาศัยเหตุทางกฎหมายใดเป็นสำคัญ
ข้ออ้างทั้งสองลักษณะมีข้อเท็จจริงและผลทางกฎหมายแตกต่างกัน แต่โจทก์กลับนำมาบรรยายรวมกันโดยไม่ชัดเจน ทั้งยังขัดแย้งกับคำขอบังคับที่ขอให้เพิกถอนนิติกรรมเนื่องจากสำคัญผิด ทำให้ไม่อาจระบุได้แน่ชัดว่าโจทก์อาศัยเหตุใดเป็นหลักในการเรียกร้องสิทธิ
เมื่อโจทก์เลือกบรรยายฟ้องโดยมีข้อเท็จจริงที่ไม่สัมพันธ์กันรวมกันมาโดยใช้ถ้อยคำกำกวม วกวน ไม่ชัดแจ้ง กลับไปกลับมาเอาแน่เอานอนในทางใดทางหนึ่งไม่ได้ ขัดแย้งและปฏิเสธข้อเท็จจริงของกันและกันเช่นนี้ จึงเป็นฟ้องเคลือบคลุมตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 172 วรรคสอง จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทอื่นต่อ
พิพากษายกฟ้อง ให้โจทก์ชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนจำเลยทั้งสาม โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท
20 ต.ค. 2569
496 views
EP อื่นๆ
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569
20 ต.ค. 2569