24 ก.ค. 2569
DSI บุกค้น 7 จุด ทลายเหมืองบิตคอยน์เถื่อน ขโมยใช้ไฟหลวง มูลค่าความเสียหายพุ่ง 4,000 ล้าน
รัฐบาลเปิดเกมรุก ปราบเหมืองขุดคริปโตผิดกฎหมาย ลักลอบใช้ไฟหลวง บุกค้น 7 จุด สั่ง DSI ขยายผลยึดทรัพย์-สาวถึงผู้หนุนหลัง เล็งวางมาตรการสกัดอุปกรณ์เทคโนโลยี มั่นใจไม่มีในไทยแน่นอน ก่อน DSI ทลายเครือข่ายขุดบิตคอยน์ ลักตัดสายไฟแรงสูง ยึดเครื่องกว่า 1,900 เครื่อง เสียหายพุ่ง 4 พันล้าน โยงทุนจีนเทา-เจ้าหน้าที่รัฐ
วานนี้ 23 ก.ค.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำแถลงข่าว DSI เปิดปฏิบัติการ Silent Volt บุกค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินสกุลดิจิทัล โดยมีเจ้าหน้าหน้าที่จากกระทรวงยุติธรมร่วมแถลงด้วย ประกอบด้วย พ.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม และพ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI)
โดย พ.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กล่าวถึงการดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีว่า ได้สั่งการและติดตามการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ซึ่งมีการขยายผลจากการจับกุมครั้งที่ผ่านมาทั้งตัวผู้ต้องหาและผู้เกี่ยวข้อง โดยล่าสุดสามารถยึดเครื่องขุดบิตคอยน์ได้จำนวน 1,900 เครื่อง คิดเป็นความสูญเสียในช่วงระยะเวลา 6 เดือนที่ผ่านมาสูงถึงกว่า 200 ล้านบาท โดยได้มอบหมายให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ดำเนินการขยายผลต่อไป
ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เปิดเผยว่า เรื่องนี้เป็นนโยบายสำคัญของนายกรัฐมนตรีในการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พนันออนไลน์ การใช้คอมพิวเตอร์แสวงหาผลประโยชน์ รวมถึงการลักกระแสไฟฟ้าซึ่งเป็นทรัพย์สินของรัฐวิสาหกิจ ที่ผ่านมา DSI ได้ร่วมมือกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคในการปราบปรามจับกุมอย่างเข้มงวด โดยการจับกุมครั้งนี้นับเป็นครั้งที่ 5 มูลค่าความเสียหายรวมกว่า 4,000 ล้านบาท และยึดเครื่องขุดเงินดิจิทัลรวมแล้วกว่า 10,000 เครื่อง ซึ่งถือเป็นความผิดทั้งทางอาญาและทางแพ่ง
อธิบดี DSI ระบุเพิ่มเติมว่า การลักลอบต่อตรงกระแสไฟฟ้าแรงสูงนอกจากจะเป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยีแล้ว ยังส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรงเนื่องจากรัฐจัดเก็บรายได้น้อยลง ทั้งยังส่งผลกระทบต่อความปลอดภัย หากเกิดความผิดพลาดในการต่อสายตรงหรือใช้กำลังไฟเกิน อาจทำให้เกิดไฟดับในวงกว้าง หรือเกิดไฟฟ้าลัดวงจรและเพลิงไหม้จนส่งผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน
นอกจากนี้ยังพบการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงบุคลากรของ DSI ที่เข้าไปร่วมกระทำผิด ให้การช่วยเหลือและอำนวยความสะดวก ซึ่งทาง DSI จะมีมาตรการดำเนินการอย่างเฉียบขาดโดยไม่ละเว้น สำหรับการปฏิบัติการเมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่กองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ DSI ได้ร่วมกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดปฏิบัติการ "SILENT VOLT" เข้าตรวจค้นพื้นที่เป้าหมาย 7 จุด ประกอบด้วย โรงงานหรือโกดังต้องสงสัย 2 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาคร และบ้านพักพร้อมสำนักงานของกลุ่มนายทุนอีก 5 แห่ง ในพื้นที่จังหวัดสมุทรสาครและนครปฐม โดยจากการตรวจค้นพบเครื่องขุดบิตคอยน์กว่า 1,900 เครื่อง คิดเป็นมูลค่าความเสียหายกว่า 280 ล้านบาท
ขณะที่ ร.ต.อ.เขมชาติ ประกายหงษ์มณี ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ DSI กล่าวว่า การปฏิบัติการครั้งนี้เป็นการขยายผลจากเบาะแสที่ได้รับมาตั้งแต่ปี 2565 ต่อเนื่องจากการจับกุม 5 ครั้งที่ผ่านมา นำไปสู่การสืบสวนล่วงหน้า 3 สัปดาห์ก่อนเปิดปฏิบัติการ จนพบว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนจีนเทาที่เคยถูกออกหมายจับไปก่อนหน้านี้บางส่วน รวมถึงมีความเชื่อมโยงกับเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งได้ส่งเรื่องดำเนินคดีต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ไปแล้ว
ทั้งนี้ รูปแบบการกระทำผิดมีความซับซ้อนยิ่งขึ้น โดยพบการลักลอบใช้ไฟฟ้าด้วยการต่อตรงจากระบบจำหน่ายไฟฟ้าแรงสูง 22 กิโลโวลต์ โดยไม่ผ่านเครื่องวัดของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้ามายังแหล่งประกอบการ ซึ่งถือเป็นการลักลอบใช้หม้อแปลงไฟฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยพบมา โดยพบว่ามีการลักลอบใช้ไฟทั้ง 2 จุดมาตั้งแต่เดือนเมษายนและเดือนกันยายนปีที่ผ่านมา แต่ไม่ทิ้งร่องรอยไว้ ทำให้ยากต่อการตรวจสอบและขยายผลเพิ่มเติม
ขณะนี้ DSI ได้ประสานหน่วยงานในพื้นที่สั่งห้ามบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องเข้าพื้นที่ เนื่องจากกระทบต่อโครงสร้างอาคารและสิ่งแวดล้อม ส่วนการดำเนินคดี คณะพนักงานสอบสวนจะแจ้งข้อหาฐานลักทรัพย์ในเวลากลางคืน โดยร่วมกันกระทำผิดตั้งแต่สองคนขึ้นไป และอยู่ระหว่างพิจารณาว่าเข้าข่ายความผิดมูลฐานตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงินหรือไม่ เพื่อประสานสำนักงาน ปปง. ดำเนินคดีต่อไป นอกจากนี้ จากการตรวจค้นยังพบว่า เครือข่ายดังกล่าวมียังมีความเชื่อมโยงกับองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ และพนันออนไลน์ ซึ่งที่ผ่านมามีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐของไทยไปแล้ว 7 ราย และเจ้าหน้าที่หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายอีก 1 ราย
ด้าน นายมงคล ตรีกิจจานนท์ ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เปิดเผยว่า หากพบว่ามีเจ้าหน้าที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หรือหน่วยอื่นที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าระดับใดก็ตามจะดําเนินการดังอย่างเด็ดขาดทั้งทางวินัย แพ่ง และอาญา ซึ่งที่ผ่านมาก็ได้มีการไล่ออกไปแล้วบางส่วน
อย่างไรก็ตาม จากการคำนวณการลักลอบใช้ไฟฟ้าของเครื่องขุดบิตคอยน์ประมาณ 2,000 เครื่อง คิดเป็นค่าไฟฟ้าจริงเดือนละประมาณ 22 ล้านบาท แต่ผู้ก่อเหตุกลับชำระค่าไฟฟ้าเพียงเดือนละ 10,000 ถึง 20,000 บาทเท่านั้น ซึ่งถือเป็นความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมหาศาล และทำให้รัฐสูญเสียรายได้จำนวนมาก
ขณะที่ นายอนุทิน กล่าวว่า รัฐบาลให้ความสำคัญกับการปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ และอาชญากรรมทางเทคโนโลยีทุกรูปแบบ โดยเฉพาะการรับยกเลิกการใช้ไฟฟ้าเพื่อประกอบในการขุดเงินดิจิทัลซึ่งเป็นการเอาเปรียบสังคม สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของรัฐ และกระทบต่อเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า และบั่นทอนความเชื่อมั่นการใช้กฎหมายของประเทศ โดยรัฐบาลได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกรมสอบสวนคดีพิเศษ โดยดีเอไอ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค หน่วยงานด้านความมั่นคง และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายให้ร่วมกันทำงานอย่างใกล้ชิด เพื่อสอบสวนขยายผล และดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดอย่างถึงที่สุดไม่ว่าจะเป็นผู้ประกอบการ นายทุนผู้สนับสนุน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องโดยไม่มีการละเว้น หรือเลือกปฏิบัติการดำเนินการของรัฐ ไม่ใช่มุ่งหมายเพียงการจับกุมหรือยึดของกลางเท่านั้น แต่จะมุ่งตัดวงจรอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ ใช้เครื่องมือทั้งในด้านการดำเนินคดีการติดตามทรัพย์สิน และการขยายผลไปยังเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังเพื่อไม่ให้เกิดการกระทำผิดซ้ำ
นายอนุทิน กล่าวด้วยว่า รัฐบาลสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีและเศรษฐกิจดิจิทัลที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายอย่างโปร่งใส และเป็นธรรมแต่จะไม่ยอมให้มีการใช้เทคโนโลยีหรือช่องทางในการลักลอบ ใช้ทรัพยากรของรัฐหรือสร้างความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจและสาธารณูปโภคนอกประเทศ
ดังนั้นขอให้ประชาชนได้มั่นใจว่ารัฐบาลจะเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังและต่อเนื่องควบคู่กับการยกระดับการเฝ้าระวัง และการตรวจสอบเชิงรุกเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศรักษาความมั่นคงด้านพลังงาน และสร้างแวดล้อมทางธุรกิจที่เป็นธรรมสำหรับผู้ประกอบการที่ปฏิบัติตามกฏหมายทุกคน วันนี้ตนได้ร่วมกับรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ผู้ว่าการการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ผู้อำนวยการกองคดีเทคโนโลยีและสารสนเทศ โดยวันนี้เรามีข้อมูลที่จะมาแถลงข่าวในเรื่องภารกิจการเปิดปฏิบัติการ ตรวจค้น 7 จุด ทลายเครือข่ายลักลอบใช้ไฟฟ้าทำเหมืองขุดเงินดิจิทัล ซึ่งมีการยึดทรัพย์สินใดเป็นจำนวนมากโดยได้ปฏิบัติการมาระยะหนึ่งแล้ว ส่วนที่รัฐมองว่ามีการเสียหายสูงสุดคือการลักลอบใช้ไฟฟ้าของสาธารณะ ในการลักลอบต่อสายตรงผ่านหม้อแปลง ซึ่งธุรกิจนี้เป็นสิ่งที่ใช้กระแสไฟฟ้าเป็นจำนวนมาก
ดังนั้นเราต้องดำเนินการอย่างเต็มที่ยึดทรัพย์ยังไม่พอเพราะทรัพย์สินเหล่านี้มีมูลค่าก็ต่อเมื่อเอามาประกอบธุรกรรมธุรกิจแต่หากนำมาแยกชิ้นส่วนหรือขายทอดตลาดราคาแทบจะไม่มีเลย เพราะเป็นทรัพย์สินทางด้านเทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วและมีความเสียหายง่าย ใครที่เป็นผู้สนับสนุนผู้การหรือใครเป็นลูกค้าเจ้าหน้าที่ของรัฐคนใดที่ปล่อยให้มีการลักลอบใช้ไฟฟ้าออกไปจากระบบโดยที่จะบอกว่าไม่ทราบ แต่เกิดความเสียหายมากขนาดนี้ สิ่งเหล่านี้จะต้องได้ติดตามดำเนินคดียึดทรัพย์สินและยึดจำนวนเงินของทุนต่าง ๆ ให้ได้เป็นของรัฐมากที่สุดเพื่อทดแทนความเสียหายที่ได้กระทำลงไป
นอกจากนี้ ได้สั่งการให้กรมศุลกากรและกระทรวงการคลังเข้ามาช่วยกันวางหลักเกณฑ์ ห้ามนำเข้า เพราะอุปกรณ์เหล่านี้ไม่ใช่สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย (Made in Thailand) อย่างแน่นอน จึงต้องมีการตรวจสอบว่ามีการนำเข้ามาอย่างถูกต้องหรือไม่ และได้สำแดงวัตถุประสงค์การใช้งานไว้ตรงกับข้อเท็จจริงหรือไม่ เนื่องจากข้อมูลทั้งหมดอยู่ในระบบที่สามารถตรวจสอบได้
นายกรัฐมนตรียังกล่าวว่า กระทรวงยุติธรรมและกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ได้ดำเนินภารกิจดังกล่าวอย่างเข้มแข็ง สามารถทลายเครือข่ายลักลอบขุดบิตคอยน์ได้อย่างต่อเนื่อง และเมื่อถึงเวลาที่เหมาะสม จะมีการแถลงผลการดำเนินงานให้ประชาชนได้รับทราบ
รัฐบาลขอยืนยันอีกครั้งว่าจะบังคับใช้กฎหมายกับการกระทำผิดในลักษณะนี้อย่างเต็มที่ และเร่งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษโดยเร็วที่สุด พร้อมขอให้ประชาชนมีความเชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐ และขอบคุณทุกหน่วยงานที่ร่วมดำเนินการ โดยหวังว่าจะสามารถขยายผลและติดตามผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดีได้ทั้งหมด เพราะเชื่อว่าไม่อาจหลบเลี่ยงการตรวจสอบได้
นายกรัฐมนตรียังเตือนผู้ที่ประกอบธุรกิจลักษณะนี้ให้ยุติการกระทำ เนื่องจากการตรวจสอบจะเข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งฝ่ายปกครองและเจ้าหน้าที่ตำรวจในทุกพื้นที่จะร่วมกันขยายผลและติดตามการกระทำผิด จึงไม่มีทางรอดพ้นจากการบังคับใช้กฎหมาย
พร้อมกันนี้ ได้ฝากเตือนไปยังประชาชนว่า อย่าหลงเชื่อหรือเข้าไปลงทุนในธุรกิจที่ผิดกฎหมาย เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีแล้ว ยังอาจสูญเสียทรัพย์สินจำนวนมหาศาล และไม่สามารถเรียกร้องค่าเสียหายกลับคืนได้ หากต้องการลงทุน ขอให้เลือกลงทุนในกิจการที่ถูกต้องตามกฎหมาย เพื่อให้สามารถรักษาและสร้างความมั่นคงทางการเงินของตนเองได้ และไม่ตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพ เพราะเมื่อสูญเสียเงินไปแล้ว โอกาสที่จะได้รับคืนแทบไม่มีอย่างแน่นอน
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/CuMQpK6ToFY
24 ก.ค. 2569
60 views
EP อื่นๆ
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
24 ก.ค. 2569
คลิปเต็มรายการเรื่องเล่าเช้านี้ 24 กรกฎาคม 2569
23 ก.ค. 2569