17 มิ.ย. 2569
“ชัชชาติ” แจงปมจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงกว่า 92% ย้ำ กทม.ทำตามระเบียบ พร้อมให้ตรวจสอบ
“ชัชชาติ” แจงปมจัดซื้อจัดจ้างวิธีเฉพาะเจาะจงกว่า 92% ย้ำ กทม.ทำตามระเบียบ พร้อมให้ตรวจสอบ ตอบรับแนวคิดรัฐบาลใช้ตั๋วร่วม 17-45 บาท เป็นแนวคิดดีที่ต้องเร่งทำเพราะค้างมาหลายรัฐบาล
นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ในนามอิสระ หมายเลข 9 ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่พรรคประชาธิปัตย์ตั้งข้อสังเกตจากข้อมูลในแอปพลิเคชัน “ส่องรัฐ” เกี่ยวกับการบริหารงบประมาณของกรุงเทพมหานครในช่วงปีงบประมาณ 2568-2569 โดยพบว่ามีการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงในสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 92.8 และมีหลายโครงการที่กำหนดวงเงินไม่เกิน 500,000 บาท ซึ่งถูกตั้งข้อสงสัยว่าอาจเป็นการหลีกเลี่ยงการประกวดราคา (e-bidding) หรือไม่นั้น
นายชัชชาติกล่าวว่า การจัดซื้อจัดจ้างดังกล่าวเป็นไปตามระเบียบของทางราชการ ซึ่งการจัดซื้อครุภัณฑ์ วัสดุอุปกรณ์ หรือสิ่งของที่ใช้ในงานราชการทั่วไป หากมีวงเงินต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด ก็สามารถดำเนินการตามวิธีที่กฎหมายและระเบียบราชการกำหนดได้อยู่แล้ว โดยทุกหน่วยงานต้องปฏิบัติตามแนวทางของกรมบัญชีกลางอย่างเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม หากมีการแบ่งซื้อแบ่งจ้างหรือซอยโครงการเพื่อหลีกเลี่ยงการประกวดราคาเกิดขึ้นจริง ย่อมถือเป็นการกระทำที่ผิดระเบียบและมีความผิดตามกฎหมายอยู่แล้ว เนื่องจากระเบียบจัดซื้อจัดจ้างห้ามดำเนินการในลักษณะดังกล่าว โดยเห็นว่าหากฝ่ายการเมืองหรือผู้ตรวจสอบมีข้อสงสัย ควรระบุรายละเอียดของโครงการที่เป็นปัญหาให้ชัดเจน เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างตรงจุด
นายชัชชาติกล่าวเพิ่มเติมว่า การกำหนดวงเงินหรือวิธีการจัดซื้อจัดจ้างในปัจจุบันเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กรมบัญชีกลางกำหนด ซึ่งผ่านการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้ว หากมีข้อเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายหรือปรับลดวงเงินที่สามารถใช้วิธีเฉพาะเจาะจงได้ ก็เป็นเรื่องที่สามารถผลักดันให้มีการแก้ไขในระดับนโยบายต่อไปได้ แต่ในทางปฏิบัติ กรุงเทพมหานครดำเนินการตามระเบียบที่มีอยู่ทุกประการ
สำหรับข้อสังเกตที่มีบริษัทบางแห่งได้รับงานอยู่รายเดียวตลอดหรืออาจมีประเด็นเรื่องการล็อกสเปกนั้น นายชัชชาติระบุว่า จำเป็นต้องพิจารณารายละเอียดของแต่ละโครงการก่อน เนื่องจากในบางกรณีอาจเป็นการจัดซื้อวัสดุหรืออุปกรณ์ประเภทเดียวกันจากผู้ประกอบการรายเดิมที่มีสินค้าตรงตามความต้องการของหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม เรื่องการล็อกสเปกถือเป็นประเด็นสำคัญที่กรุงเทพมหานครให้ความสำคัญมาโดยตลอด
ทั้งนี้ แนวทางป้องกันการล็อกสเปกที่มีประสิทธิภาพที่สุด คือการเปิดเผยข้อมูลให้สาธารณชนสามารถเข้ามาตรวจสอบและแสดงความคิดเห็นได้ หากมีการกำหนดคุณลักษณะเฉพาะของงานหรือพัสดุที่เอื้อประโยชน์แก่ผู้ประกอบการรายใดรายหนึ่ง ผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือผู้มีความรู้ในวงการสามารถเข้ามาทักท้วงหรือให้ข้อสังเกตได้ โดยคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องจะต้องรับผิดชอบต่อการกำหนดเงื่อนไขดังกล่าว
นายชัชชาติกล่าวว่า ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้พยายามปรับปรุงระบบการเปิดเผยข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น จากเดิมที่ข้อมูลจำนวนมากกระจัดกระจายและค้นหาได้ยาก จึงมีการรวบรวมและนำเสนอข้อมูลให้ชัดเจนมากขึ้นผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชน ภาควิชาชีพ และผู้ประกอบการเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบ
นอกจากนี้ ในอนาคต กรุงเทพมหานครมีแนวคิดดำเนินการเชิงรุกมากขึ้น โดยจะส่งรายละเอียดโครงการขนาดใหญ่ให้หน่วยงานวิชาชีพ สมาคมวิชาชีพ หรือองค์กรผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ ร่วมให้ความเห็นตั้งแต่ต้นทาง เพื่อช่วยตรวจสอบว่ามีเงื่อนไขใดที่อาจเข้าข่ายการล็อกสเปกหรือไม่ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความโปร่งใสและลดข้อครหาในการดำเนินโครงการภาครัฐได้มากขึ้น
นายชัชชาติยังเปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ผู้บริหารที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะนายจักกพันธุ์ ผิวงาม อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ลงไปตรวจสอบรายละเอียดของข้อสังเกตที่ถูกหยิบยกขึ้นมาแล้ว เพื่อพิจารณาว่ามีประเด็นใดที่ควรปรับปรุงหรือปิดช่องโหว่ในเชิงนโยบายเพิ่มเติมหรือไม่
ส่วนกรณีที่มีข้อวิจารณ์ว่าระบบ Open Data ของกรุงเทพมหานครยังเปิดเผยข้อมูลได้ไม่ครบถ้วนหรือเข้าถึงยากนั้น นายชัชชาติกล่าวว่า กรุงเทพมหานครพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากทุกฝ่าย หากมีจุดใดที่ยังไม่สมบูรณ์ก็พร้อมนำไปปรับปรุง โดยยืนยันว่าตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา กรุงเทพมหานครได้พยายามเปิดเผยข้อมูลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพร้อมชี้แจงข้อมูลต่อสาธารณชนด้วยความโปร่งใส
ด้านนายศานนท์ หวังสร้างบุญ อดีตรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงเพิ่มเติมว่า ข้อมูลสาธารณะของกรุงเทพมหานครแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ข้อมูลทั่วไปซึ่งถูกนำเสนอผ่านระบบฐานข้อมูลและแผนที่ดิจิทัลของกรุงเทพมหานคร และข้อมูลด้านการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งปัจจุบันยังต้องอาศัยข้อมูลจากระบบของกรมบัญชีกลาง โดยข้อจำกัดในปัจจุบันคือการเข้าถึงข้อมูลยังต้องดำเนินการเป็นครั้งๆ ไป
อย่างไรก็ตาม กรุงเทพมหานครได้หารือร่วมกับกรมบัญชีกลางเพื่อเชื่อมโยงฐานข้อมูลจัดซื้อจัดจ้างโดยตรง หากสามารถดำเนินการได้สำเร็จ จะทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงข้อมูลด้านการจัดซื้อจัดจ้างได้อย่างครบถ้วนและต่อเนื่องมากขึ้น
นายชัชชาติกล่าวย้ำว่า นโยบาย Open Bangkok ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญของกรุงเทพมหานคร ประกอบด้วยการเปิดเผยข้อมูลสาธารณะ (Open Data) การเปิดเผยสัญญาและข้อมูลจัดซื้อจัดจ้าง (Open Contract) การเปิดเผยความก้าวหน้าโครงการ (Open Project) และการเปิดเผยผลการดำเนินนโยบาย (Open Policy) เพื่อให้ประชาชนสามารถติดตาม ตรวจสอบ และมีส่วนร่วมในการบริหารเมืองได้อย่างเต็มที่
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดที่จะนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาช่วยวิเคราะห์ความผิดปกติของโครงการตั้งแต่ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณ หรือต้นน้ำของกระบวนการ เพื่อให้สามารถตรวจพบความเสี่ยงได้ตั้งแต่ก่อนเข้าสู่กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งจะช่วยยกระดับความโปร่งใสและประสิทธิภาพในการใช้งบประมาณภาครัฐ และเชื่อว่าผู้บริหาร กทม.คนใหม่ก็จะมีแนวนโยบายที่ทำต่อเนื่องไปและเปิดเผยให้มากที่สุด
นายชัชชาติกล่าวทิ้งท้ายว่า กรุงเทพมหานครไม่มีเหตุผลที่จะปิดบังข้อมูล และพร้อมเปิดเผยข้อมูลในทุกขั้นตอนเท่าที่กฎหมายเอื้ออำนวย เพราะยิ่งมีประชาชนเข้ามาร่วมตรวจสอบมากเท่าใด ก็จะยิ่งช่วยให้การบริหารงานมีความโปร่งใสมากขึ้น พร้อมระบุว่าปัญหาที่ถูกหยิบยกขึ้นมานั้นไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะกับกรุงเทพมหานคร แต่เป็นประเด็นที่สะท้อนถึงระบบราชการไทยโดยรวม ซึ่งหากสามารถนำไปสู่การปรับปรุงกฎระเบียบและกระบวนการทำงานของภาครัฐทั้งประเทศได้ ก็จะเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับธรรมาภิบาลและความโปร่งใสของประเทศในระยะยาว เช่นข้อวิจารณ์กรณีความล่าช้าในการตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัยประเด็นดังกล่าวไม่ได้เป็นปัญหาเฉพาะของกรุงเทพมหานคร แต่เป็นกระบวนการที่ต้องดำเนินการภายใต้กฎระเบียบเดียวกับหน่วยงานราชการทั่วประเทศ เป็นเรื่องดีหากเราช่วยกันตื่นตัวกระตุ้นทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็จะทำให้ประเทศไทยมีความโปร่งใสมากขึ้น
ส่วนกรณีรัฐบาลโดยกระทรวงคมนาคมกำลังเร่งผลักดันร่างกฎหมายตั๋วร่วมรถไฟฟ้า โดยตั้งเป้าหมายโครงสร้างอัตราค่าโดยสารเพดานร่วม เริ่มต้นที่ 17 บาท และสูงสุดไม่เกิน 45 บาท (เสียค่าแรกเข้าเพียงครั้งเดียว) คาดว่าจะเริ่มใช้งานจริงได้ภายในปี พ.ศ. 2570
นายชัชชาติ ให้สัมภาษณ์ว่า ถ้าทำได้จริงรวมรถไฟฟ้าทุกสายด้วยกัน ก็น่าจะดี แต่ต้องมาคุยรายละเอียดกัน เพราะว่าตามหลักแล้วค่าโดยสารไม่ควรเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ของรายได้ แต่ปัจจุบันเจ้าของรถไฟฟ้ามีหลายบริษัท เช่น รถไฟฟ้าสายสีเขียวเป็นของกรุงเทพมหานคร รถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินเป็นของเอกชน ผู้โดยสารต้องจ่ายค่าแรกเข้าใหม่ ซึ่งรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินสายสีเหลืองและสายสีชมพูก็มีโครงสร้างราคาแตกต่างกันออกไป
หากทำเป็นราคาเดียวกันได้จะดีมาก ในการใช้ตั๋วใบเดียวกัน ตนพร้อมสนับสนุน แต่ต้องดูว่า มีเงื่อนไขสัญญาสัมปทานที่มีการติดค้างอยู่หรือไม่ เช่นในเงื่อนไขสัญญา ระบุไว้ว่า หากจะเก็บราคาค่าโดยสารที่ต่ำกว่า ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบในการจ่าย และจะต้องดูว่าจะแก้ปัญหาอย่างไรไม่ใช่เพียงแค่รถไฟฟ้าสายสีเขียวซึ่งรถไฟฟ้าสายสีน้ำเงินก็มีปัญหานี้เช่นกัน จะต้องดูว่าผู้ที่เข้ามาลงทุนนั้นจะสามารถเก็บเงินได้เท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็ขอให้เริ่ม เพราะว่าทางกรุงเทพมหานครเองก็มีกรอบในการทําหน้าที่ของกทม. ส่วนรถไฟไฟฟ้าสายสีอื่นๆ นั้นก็เป็นหน้าที่ของรัฐบาลในการดูแลเป็นหลัก ส่วนตัวมองว่าเป็นแนวคิดที่ดีและควรต้องเร่งทำ เพราะเป็นนโยบายที่ค้างมาหลายรัฐบาลแล้ว
17 มิ.ย. 2569
89 views
EP อื่นๆ
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569
17 มิ.ย. 2569