อาชญากรรม

'ทนายตั้ม' แฉ 'อดีต ผกก.โจ้' ขู่อาฆาต ไม่เชื่อสำนึกผิด - 'ราชทัณฑ์' โต้แชตลับ ยันไม่มีอภิสิทธิ์เหนือผู้ต้องขังรายอื่น

โดย petchpawee_k

5 ส.ค. 2565

21 views

ครอบครัวอดีต ผกก.โจ้ ยื่นศาลอาญาคดีทุจริตฯ ไม่ขออุทธรณ์สู้คดี น้อมรับผลจำคุกตลอดชีวิต เผยลูกชายสำนึกผิดและเสียใจมาก น้องสาวเผยพี่ชายต้องการรับผิดชอบสิ่งที่ทำลงไป


วานนี้ (4 ส.ค.) ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง นางจันทา อุทธนผล มารดาของ พ.ต.อ. ธิติสรรค์ อุทธนผล หรือ อดีตผู้กำกับโจ้ พร้อมนางสาวธนัญญา อุทธนผล น้องสาวอดีตผู้กำกับโจ้ เดินทางไปยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจำคุกเมื่อคดีถึงที่สุด


หลังจากที่ศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาประหารชีวิต พ.ต.อ. ธิติสรรค์ จากกรณีคลุมถุงดำทรมานผู้ต้องหาคดียาเสพติดเสียชีวิตที่โรงพัก และศาลได้ลดโทษให้อดีตผู้กำกับโจ้เหลือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน ที่ผ่านมา


นางจันทา กล่าวว่า ลูกชายสำนึกในการกระทำผิดดังกล่าวแล้ว และรู้สึกเสียใจอย่างมากที่ขาดความรอบคอบในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย จนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิต และพร้อมจะน้อมรับโทษตามที่ศาลพิพากษามา  โดยไม่ประสงค์ที่จะต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์หรือฎีกาอีกต่อไป ให้โทษเป็นไปตามที่ศาลพิพากษาไว้ ทั้งนี้ยังรู้สึกห่วงสุขภาพของลูก


ขณะที่น้องสาว กล่าวว่า พี่ชายอยากจะรับผิดชอบต่อสิ่งที่ได้ทำไป จึงขอรับโทษ และจะจ่ายเงินเยียวยาครอบครัวของผู้เสียชีวิตตามที่ได้มีการตกลงกันไว้

---------------------------------------------------------

‘ทนายตั้ม’ เปิดข้อความแชทไลน์ ยันถูกอดีต ผกก.โจ้ ฝากข้อความผ่านบุคคลที่ 3 มาขู่อาฆาตเดี๋ยวออกมาก็ให้ระวัง แค้นที่ต้องติดคุกเพราะทนายตั้มเป็นคนแฉคลิปวงจรปิด ส่วนตัวไม่กังวล พร้อมฝากถึงอดีต ผกก.โจ้ อยู่เรือนจำอยากให้ศึกษาธรรมมะให้เยอะ ๆ


วานนี้ (4 ส.ค.) หลังจากเพจ สรยุทธ สุทัศนะจินดา กรรมกรข่าว ได้โพสต์ข่าวอดีตผู้กำกับโจ้ ที่ใช้ถุงดำคลุมหัวผู้ต้องหาจนเสียชีวิต ภายใน สภ.เมืองนครสวรรค์ ก่อนศาลตัดสินลดโทษให้อดีตผู้กำกับโจ้ เหลือจำคุกตลอดชีวิต เมื่อวันที่ 8 มิ.ย.ที่ผ่านมา ครอบครัว‘อดีตผกก.โจ้’ ไม่อุทธรณ์คดี น้อมรับผลจำคุกตลอดชีวิต


ต่อมานายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ ผู้ที่นำคลิปคลุมถุงดำมาเผยแพร่และเป็นหลักฐานสำคัญของคดี จนสามารถเอาผิดอดีตผู้กำกับโจ้  ได้โดยทนายตั้มมาคอมเมนต์อย่างดุเดือดว่า “ถ้าสำนึกผิดจริง อยู่ในเรือนจำก็อย่าฝากคนมาขู่อาฆาตผมอีก”


 จากนั้นทนายตั้ม โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า "ผมไม่เชื่อว่าผู้กำกับโจ้จะสำนึกผิดจริง เพราะเดือนก่อนยังขู่อาฆาตผมจากในเรือนจำ ว่าที่ต้องติดคุก เพราะผมเปิดคลิปนาทีสังหาร แต่ที่ผู้กำกับโจ้ไม่อุทธรณ์ และเยียวยาโจทก์ร่วม เพราะต้องการให้คดีถึงที่สุดเพื่อเข้าหลักเกณฑ์ได้รับอภัยโทษ หลายคนสงสัยว่าแบบนี้ผู้กำกับโจ้ จะติดคุกจริงกี่ปี เป็นคนอื่นคงจะมี 15 ปี แต่ระดับผู้กำกับโจ้ ผมว่าคงหวังว่าจะติดซัก 5-7 ปี ก็ออกมาลัลล้าได้แล้ว"


ทนายตั้ม เปิดเผยกับทีมข่าวถึงประเด็นดังกล่าวว่า ตนไม่ปักใจเชื่อ ว่าอดีตผู้กำกับโจ้ จะสำนึกผิดและยอมรับโทษทั้งหมด เพราะช่วงต้นเดือน ก.ค. ทนายตั้มได้ทราบจากคนรู้จักว่าอดีตผู้กำกับโจ้ ได้พูดถึงตนเองภายในเรือนจำ ว่าตนเองเป็นต้นเหตุและสาเหตุที่ทำให้เขาต้องติดคุกและขู่อาฆาต


ทนายตั้ม ยืนยันว่า เป็นเรื่องจริง พร้อมเปิดแชทข้อความจากบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นนักโทษที่รู้จัก ส่งมาบอกว่า ทาง ผกก.โจ้ พูดแบบด้วยอารมณ์ที่โกรธแค้น พร้อมเปิดแชทข้อความยืนยันให้ผู้สื่อข่าวดู แต่ไม่อนุญาตนำไปออกอากาศ


ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในแชทข้อความ เป็นลักษณะการคุยวิดีโอคอลกัน ระหว่าง นักโทษในเรื่องจำที่ กับบุคคลที่ 3 ที่ทางทนายตั้มรู้จักที่อยู่นอกเรือนจำสนิทกับทนายตั้ม ส่งภาพและข้อความมาบอก เมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมาว่า


"ตอนนี้ผู้กำกับโจ้ อยู่ข้างใน มันบ่นถึงตั้มนะ มันยังมีพาวเวอร์ ย้ายเจ้าหน้าที่ไป 4 นาย มันแค้น มันไม่รู้ว่าคนที่คุยเป็นลูกน้องเรา มันอยู่สบาย มันบอกว่าเพราะทนายตั้ม มันเลยติดคุก ผมก็เลยบอกว่า เดี๋ยวอยู่ไปสัก 10  ปี ก็คงจะหายโกรธ เขาบอกคงยังไม่หายโกรธหรอก เดี๋ยวออกมาก็ให้ระวัง"


นอกจากนี้ ทนายตั้ม ยังได้ตั้งข้อสังเกตอีกว่า การที่ อดีต ผกก.โจ้ ยอมรับและสำนึกผิดนั้น เป็นวิธีที่ทำให้ตัวเขานั้นได้รับการพิจารณาในการลดโทษ และถ้ามีการพิจารณาเป็นนักโทษชั้นดี ก็จะได้รับการลดหย่อนโทษอีก ซึ่งทนายตั้มก็คาดว่า อาจจะติดไม่นาน ก็จะสามารถออกมาใช้ชีวิตได้ตามปกติแล้ว

---------------------------------------------------------------------

ราชทัณฑ์’ แจงอดีต ผกก.โจ้ ไม่ได้รับสิทธิพิเศษเหนือผู้ต้องขังรายอื่น ชี้ ผู้ต้องขังทุกราย ได้รับสิทธิอย่างเท่าเทียมกันตามกฎหมาย ด้านอธิบดีกรมราชทัณฑ์ ยอมรับ โยกย้าย จนท.คุกคลองเปรมจริงแต่ไม่เกี่ยวข้องกับคดีอดีต ผกก.โจ้


นายธวัชชัย ชัยวัฒน์ รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์และโฆษกกรมราชทัณฑ์ ชี้แจงกรณีสื่อมวลชนรายงานข่าวโดยอ้างถึงแชทลับที่เปิดเผยว่าอดีตผู้กำกับโจ้ ได้รับสิทธิพิเศษเหนือผู้ต้องขังรายอื่นในเรือนจำพร้อมมีอำนาจสั่งย้ายผู้คุมได้ นั้น


กรมราชทัณฑ์ ชี้แจงว่า อดีตผู้กำกับโจ้ ซึ่งปัจจุบันถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำกลางคลองเปรม ได้รับการปฏิบัติเหมือนผู้ต้องขังทั่วไป ไม่มีอภิสิทธิ์หรือได้รับสิทธิพิเศษเหนือผู้ต้องขังรายอื่นตามที่เป็นข่าว เนื่องจากผู้ต้องขังทุกรายเมื่ออยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของกรมราชทัณฑ์ ย่อมได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน ตามกฎหมายและหลักสิทธิมนุษยชน ซึ่งรวมถึงอดีตผู้กำกับโจ้ ที่ย่อมได้รับการปฏิบัติเช่นเดียวกับผู้ต้องขังรายอื่น ๆ และไม่ได้มีอำนาจในการสั่งย้าย ผู้คุมหรือเจ้าหน้าที่รายหนึ่งรายใดแต่อย่างใด


ทั้งนี้กรมราชทัณฑ์ ขอเรียนเพิ่มเติมว่า ภายในเรือนจำและทัณฑสถานทุกแห่ง ผู้ต้องขังทุกรายไม่สามารถใช้โทรศัพท์มือถือหรืออุปกรณ์สื่อสารใดได้ ดังนั้นกรณีแชตลับดังกล่าวที่ถูกกล่าวถึง จึงไม่ได้ถูกส่งมาจากอดีตผู้กำกับโจ้ ซึ่งอยู่ภายในเรือนจำฯ รวมถึงการสนทนาผ่านแชตดังกล่าว เป็นการสื่อสารของบุคคลภายนอกไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องขังภายในเรือนจำ แต่อย่างใด


ขณะที่นายอายุตม์ สินธุพันธ์ อธิบดีกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยกรณีที่มีกระแสข่าวแชตไลน์ของอดีตผู้กำกับโจ้ ระบุว่ามีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 4 นาย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับคดีนั้น ยอมรับว่ามีการโยกย้ายเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์คลองเปรมจำนวน 3 นายจริง ซึ่งเป็นคดีทำผิดเกี่ยวข้องกับการนำสิ่งของต้องห้าม อาทิ โทรศัพท์มือถือ หรือยาเส้น เข้าไปในเรือนจำ ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับคดี อดีตผกก.โจ้

-------------------------------------------------------------

รองโฆษก อสส. เผย อัยการสูงสุดไม่ได้ยื่นอุทธรณ์คดี ‘ผกก.โจ้’ เปิด ป.วิอาญา 245 คดียังไม่ถึงที่สิ้นสุดกฎหมายระบุชัด ศาลชั้นต้นต้องส่งขึ้นศาลอุทธรณ์พิจารณา


นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด เผยว่า โดยคดีนี้เป็นอำนาจอัยการสูงสุดพิจารณาเนื่องจากเป็นคดีที่ถูกทำให้เสียชีวิตระหว่างการควบคุมของเจ้าพนักงานตามหน้าที่ ซึ่งทางอัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นด้วยกับศาลชั้นต้นไม่ยื่นอุทธรณ์คดีแต่ยังมีข้อกฎหมายที่ควรรู้คือ โดยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา 245 วรรค 2 บัญญัติไว้ว่า


ศาลชั้นต้นมีหน้าที่ต้องส่งสำนวนคดีที่พิพากษาให้ลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตไปยังศาลอุทธรณ์ ในเมื่อไม่มีการอุทธรณ์คำพิพากษานั้น และคำพิพากษาเช่นว่านี้จะยังไม่ถึงที่สุดเว้นแต่ศาลอุทธรณ์จะได้พิพากษายืนคดีจึงจะสิ้นสุด แต่หากกรณีที่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษากลับ ก็จะเป็นอำนาจของอัยการสูงสุดในการพิจารณาว่ายื่นฎีกาหรือไม่ต่อไป


รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/2dRy2Pdg92Q

คุณอาจสนใจ

Related News