อาชญากรรม

มหากาพย์ 'ดารุมะ'! ชี้ชัด 'บอลนี่' เจตนาฉ้อโกง คาดมีผู้เสียหายหลักหมื่นราย พนง.ตกงานไม่ทันตั้งตัว

โดย nattachat_c

21 มิ.ย. 2565

222 views

พันตำรวจเอก ประทีป เจริญกัลป์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค หรือ สคบ. พร้อมคณะ ลองพท้นที่ ตรวจสอบร้าน ดารุมะซูชิ บุฟเฟ่ต์แซลม่อน ที่ปิดร้านกะทันหันแต่ขายคูปองให้ลูกค้ากว่าแสนใบ ไม่สามารถใช้บริการได้


จากการตรวจสอบ สาขาเดอะแจ๊ส รามอินทรา พบว่า ร้านปิดเหมือน สาขาอื่นๆ โดยหน้าร้าน เขียนป้ายว่า “ขออภัยค่ะ ปิดบริการ” โดยทางผู้ให้เช่าสถานที่ ให้ข้อมูลว่า ทางร้าน ค้างค่าเช่า 2 เดือนแล้วก็หายไป ซึ่งปกติร้านนี้ขายดีมาก ลูกค้ามารอเต็มหน้าร้าน แต่เมื่อวันศุกร์ช่วงเช้าร้านเปิดก็มีลูกค้ามารอจนกระทั่งรู้ข่าวว่าร้านปิดบริการ ทางสถานที่ให้เช่าก็พึ่งทราบข่าววันเดียวกัน


พันตำรวจเอกประทีป ระบุว่า พฤติกรรมของเจ้าของร้าน ส่อเจตนาฉ้อโกง เนื่องจาก เจ้าของร้าน รู้ตัวอยู่แล้วว่าธุรกิจไม่ดี จึงจัดโปรโมทชั่นเร่งระดม โปรโมทชั่น ยิ่งซื้อเยอะจะได้ราคาถูก และพึ่งทำได้ไม่นาน พอได้เงินก็ไป


โดยทางสคบ. ออกหนังสือเรียกนายเมธา ชลิงสุข เจ้าของกิจการ มาให้ข้อมูลแล้ว แต่ติดต่อไม่ได้


จากการตรวจสอบข้อมูลกับ ตำรวจตรวจคนเข้าเมือง พบว่า นายเมธา เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว  ตั้งแต่วันที่ 17 มิ.ย. 65


ซึ่งข้อมูลของสคบ.ตรวจพบว่า ช่วงแรก เจ้าของร้าน ประกอบธุรกิจอาหารจริง แต่ประสบปัญหาหนี้สิน จึงจัดโปรโมชั่น แต่ราคาไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริง ต้นทุนสูงแต่ ขายถูก และยังมีหนี้สินจากซัพพลายเออร์ และค้างค่าเช่าที่ จึงระดมจัดโปร 199 กินไม่อั้น และพึ่งขายได้ไม่นาน การกระทำนี้ คือ เจตนาฉ้อโกง

ในส่วนของการดำเนินการตรวจสอบ ต้องแยกเป็น 5 กลุ่ม

1. กลุ่มผู้เสียหายที่ซื้อคูปอง

2. กลุ่มพนักงานในร้าน

3.แฟรนไชส์

4.ซัพพลายเออร์ง

5. กลุ่มเจ้าของสถานที่


ทั้งนี้ร้าน ดารุมะ ซูชิ มีการซื้อขายคูปอง ผ่านแอพพลิเคชั่น ดังนั้นขอให้ลูกค้าผู้เสียหาย ปริ้นเอกสารรายละเอียดการซื้อขายคูปองทางแอพพลิเคชั่นไว้เป็นหลักฐาน หากปิดแอพไปแล้วจะไม่สามารถย้อนดูได้ จึงขอให้ผู้เสียหาย ให้ปริ้นเอกสารไว้เพื่อเป็นหลักฐานดำเนินคดีได้


หลังจากนี้ ทางสคบ.จะหามาตราการในการควบคุมดูแล กลุ่มผู้ประกอบการที่จัดโปรโมทชั่นแบบนี้ เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำรอย และให้ประชาชน สังเกตุความผิดปกติ ของราคาบุฟเฟ่ต์หรือโปรโมทชั่นร้านต่างๆ พิจารณาความเหมาะสมว่าราคาถูกเกินไปหรือไม่ เพราะเรื่องราคาเป็นแรงจูงใจ ลูกค้า กลุ่มประเภท จ่ายก่อน บริการทีหลัง ให้ดูรายละเอียดให้ดี


ส่วนกรณีของกลุ่มผู้ค้า ที่กดคูปองมาขายต่ออีกครั้ง ตามนิติกรรมสัญญา คนที่รับผิดชอบโดยตรง คือคนที่กดคูปองมาขาย แต่เรื่องนี้ต้องไปตรวจสอบอีกครั้ง รวมทั้งผู้ซื้อแฟรนไชส์ด้วย ว่ารู้เห็นหรือไม่ และเส้นทางการเงิน การซื้อคูปอง เงินเข้าบริษัทโดยตรง หรือผ่านสาขา

------------

ด้าน พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง  และ พล.ต.ต.อนันต์ นานาสมบัติ ผบก.ปคบ. ร่วมสอบปากคำผู้เสียหายด้วยตนเอง ภายหลังสอบปากคำ พล.ต.ท.จิรภพ เปิดเผยว่า จากการตรวจสอบ พบว่ามีผู้เสียหายจำนวนมาก คาดว่าถึงหลักหมื่นราย ซึ่งทางร้านได้ออกโปรโมชั่นที่เกินความเป็นจริง แต่กลับปิดร้านหลบหนีไป


ขอให้ประชาชนเข้าแจ้งความที่ บก.ปคบ. หรือลงบันทึกประจำวันไว้ที่สถานีตำรวจใกล้เคียง โดยตนจะเร่งประสานกับทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เพื่อให้มีการรวมคดีมาที่ บก.ปคบ. ภายในวันนี้ (21 มิ.ย.) จากนั้นจะรวบรวมพยานหลักฐานออกหมายจับให้เร็วที่สุด


พล.ต.ท.จิรภพ กล่าวอีกว่า ส่วนเจ้าของแฟรนไชส์ ได้ออกนอกประเทศไปเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 23.00 น. โดยปลายทางคือเมืองดูไบ ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เพียงคนเดียว แต่ยังไม่ชัดเจนว่าจะเดินทางไปที่ใดต่อ จากนั้นเจ้าของแฟรนไชส์ได้ทำการปิดร้านวันที่ 17 มิถุนายน ที่ผ่านมา ซึ่งน่าเชื่อว่ามีเจตนาหลอกลวงประชาชน


โดยขณะนี้สามารถอายัดเงินเพียงไม่กี่แสนบาท แต่ความเสียหายนั้นหลักร้อยล้านบาท ซึ่งพฤติการณ์นั้นมีแนวโน้มสูงที่จะตั้งใจฉ้อโกง ซึ่งหลังจากนี้จะรวบรวมพยานหลักญานออกหมายจับผู้ต้องหาและบุคคลที่เกี่ยวข้อง หากยังไม่กลับมาประเทศไทย จะพิจารณาเรื่องการส่งผู้ร้ายข้ามแดน ยืนยันว่าจะทำสุดความสามารถ


อย่างไรก็ตาม ขณะนี้บุคคลที่เกี่ยวข้องคือเจ้าของแฟรนไชส์เพียงคนเดียว หลังจากนี้จะตรวจสอบทุกอย่าง เช่น เส้นทางการเงิน การกระทำความผิดว่ามีใครเกี่ยวข้องหรือไม่ โดยเบื้องต้นเข้าข่ายฐานความความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน และหากมีการโอนเงินไปยังบุคคลใด ก็อาจเข้าข่ายฟอกเงินด้วย แต่เบื้องต้นขณะนี้ทราบว่าทางร้านมีบัญชีหลักเพียงบัญชีเดียว


ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง กล่าวอีกว่า เบื้องต้นแบ่งผู้เสียหายเป็น 3 ส่วน ได้แก่ ผู้เสียหายที่ซื้อคูปองไปบริโภค, ผู้เสียหายที่ซื้อคูปองไปขายต่อ และผู้เสียหายเสียหายที่ซื้อแฟรนไชส์ โดยผู้ที่ซื้อแฟรนไชส์นั้น ต้องดูเจตนาว่ามีเจตนาหลอกลวงประชาชนหรือไม่ หากไม่มีเจตนาหลอกลวงประชาชนก็ถือว่าไม่มีความผิด


ทั้งนี้ ร้านดังกล่าวได้เปิดให้บริการมาตั้งแต่ปี 2559 และเริ่มขายคูปองในปี 2563 โดยมีการลดราคาลงมาเรื่อยๆ กระทั่ง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ได้ลดราคาลงถึง 199 บาท ทำให้มีผู้ซื้อจำนวนมาก โดยคูปอง 199 นั้นสามารถใช้ได้ตลอดเวลา และสามารถใช้ได้จริงมาตลอด ส่วนร้านค้าที่ขายปลาแซลมอนให้ทางแฟรนไชส์นั้น ก็สามารถมาแจ้งความดำเนินคดีไว้ได้เช่นกัน
------------

ทีมข่าวพบข้อมูลว่า มีผู้ซื้อแฟรนไชส์รายหนึ่ง ที่ซื้อแฟรนไชส์ ทำร้านอาหาร และมีกำหนดเปิดร้านวันที่18 มิถุนายน แต่มารู้ข่าวเจ้าของหนีวันที่ 17 มิถุนายน


คุณเอ เจ้าของร้านสาขาหนึ่ง ย่านวัชรพล เปิดใจกับทีมข่าวเป็นที่แรกทั้งน้ำตาว่า ตอนนี้เครียดจัด ไม่รู้จะเดินต่อไปทางไหน ร้านที่เห็นนี้ยังไม่เปิดให้บริการ มีพรัอมทุกอย่างทั้งในครัว มีตู้แช่แข็ง ตู้เย็น อุปกรณ์ครัว จาน ช้อน เครื่องรับออเดอร์ ทุกอย่างพร้อม เหลือแค่นำพนักงานมาลงและวัตถุดิบมา ก็เปิดขายได้ แต่ทุกอย่างจบลง เพราะเจ้าของร้านหนีไปแล้ว


คุณเอ บอกว่า มาลงทุนทำธุรกิจร้านอาหาร ครั้งนี้เป็นธุรกิจที่มีความหวังหลังจากทำธุรกิจหลายอย่าง แต่ประสบปัญหาช่วงโควิด เหลือเงินเก็บก้อนสุดท้าย จำนวน 2.5 ล้านบาท จึงตัดสินใจมาซื้อแฟรนไชส์ ดารุมะ ซูชิ เพราะเชื่อว่าธุรกิจร้านอาหาร ต้องมีคนกินและต้องไปรอด


ช่วงแรกก็ทำการศึกษาข้อมูลร้าน และลองมากินเองที่ร้านดารุมะ ซูชิ หลายสาขา ก็พบว่า ลูกค้าเยอะมาก และคุณภาพอาหารดี อีกทั้งรู้จักกับนายเมธา เจ้าของร้านมาก่อน จึงตัดสินใจลงทุน  เงิน 2.5 ล้าน จ่ายให้นายเมธา รวดเดียว แล้วจะดำเนินการให้ทั้งหมด ตกแต่งร้านหาสถานที่ เรามีหน้าที่แค่มาบริหารเท่านั้น


ช่วงระหว่าง ตกแต่งร้าน นายเมธาก็มีการรายงานตลอดเวลา จนกระทั่ง วันที่ 15 มิถุนายน กำหนดว่าจะเปิดร้าน แต่ของที่สั่งมายังส่งไม่ครบ จึงเลื่อนไปเปิดวันที่ 18 มิถุนายน ระหว่างนี้ ไม่เคยพบพิรุธใดๆ ทั้งสิ้น


ติดต่อกับนายเมธาล่าสุด ช่วงเย็นวันที่ 15 มิ.ย. ยังแชทคุยกันว่า ร้านเสร็จแล้ว ของพร้อมแล้ว


จนกระทั่งเช้ามืดวันที่ 16 มิ.ย. เพื่อนในกลุ่ม โทรมาว่าได้แคปแชทสนทนากับนายเมธา ไว้หรือไม่ ตอนนี้นายเมธาออกจากไลน์กลุ่มแล้ว ตนก็งง เกิดอะไรขึ้น ตอนแรก ยังปลอบใจตัวเองว่า คงมือถือมีปัญหาเลยออกตากกลุ่ม หรือไปต่างประเทศ ไม่ใช่การหนี เดี๋ยวคงคิดต่อได้ แต่มารู้ทีหลังว่า นายเมธาหนีไปแล้วจริงๆ


“ตอนนั้นช็อก ช็อกเพราะไม่รู้จะทำยังไง ร้านก็ยังไม่เปิดทุกอย่างพร้อม แต่รอแค่พนักงานและวัตถุดิบปลาแซลม่อนมาเท่านั้น แต่เปิดไม่ได้ ทุกอย่างพังแล้ว เงิน 2.5 ล้านที่ลงทุน ไม่เหลืออะไรเลย สูญไปหมด”


จะทำธุรกิจร้านอาหารต่อ ก็ทำไม่เป็นไม่มีความรู้ด้านนี้ ตั้งใจซื้อแฟรนไชส์ก็เพื่อศึกษาข้อมูลการทำร้านอาหารด้วย แต่ทุกอย่างจบแล้ว


พอรู้ว่านายเมธาหนีไป ตนจึงไปประชุมกับ ตัวแทนสาขาและผู้จัดการและพนักงาน ก็พบว่า พนักงานเดือดร้อนกว่าเราเยอะ บางคนต้องหาเลี้ยงครอบครัวอีกหลายชีวิต แต่ต้องมาตกงาน แบบไม่ทันตั้งตัว 


คุณเอบอกทั้งน้ำตาว่า ไม่คิดว่า เจ้าร้านของจะใจดำขนาดนี้ คุณหนีไป ทำให้คนอื่นต้องล้ม เดือดร้อนกันหมด ซื้อเพราะอยากทำธุรกิจร้านอาหาร ใช้เงินเก็บก่อนสุดท้ายแล้วช๊อก เปิดร้านไม่ได้ ไม่ทีอะไรบอกเลย ยังคุยอยู่ปกติก่อนออกจากกลุ่ม แต่พอมาเจอพนักงานเขาเดือดร้อนเป็นร้อยคน คุณใจดำมาก คุณหนีไปทิ้งเขาเดือดร้อน 


คุณเอบอกว่า โดยส่วนตัวไม่คิดว่า นายเมธา จะประสบปัญหาการเงินเพราะ ดูมีฐานะ กินหรู อยู่แพงทุกอย่าง แต่พอมารู้ตอนหลังว่ามีปัญหาทั้งราคาต้นทุนปลาแซลม่อน ที่ปรับตัวขึ้น และต้องแบกรับภาระหลายอย่าง มองว่าสิ่งที่เขาแบกภาระหนี้สินไว้ เพื่อต่อลมหายใจให้หลายคน แต่ไม่รู้เพราะเหตุอะไรถึงหนีไป อยากให้กลับมารับผิดชอบกับสิ่งที่เกิดขึ้น


หลายคนในกลุ่มบอกว่า อย่าไปแจ้งความ แต่ตนต้องแจ้งเป็นหลักฐานไว้ โดยส่วนตัว รู้จักกับนายเมธามาก่อน เพราะเคยไปเที่ยวทัวร์ด้วยกัน และติดต่อกันมาตลอด เห็นถึงความสามารถ และการบริหารร้านอาหารที่มีหลายสาขา ดูมีฐานะมั่นคงทั้งการเงินและธุรกิจ จึงเชื่อมั่น แต่ตอนนี้ความเชื่อมั่นพังแล้ว


เมื่อวานนี้ก็ไปแจ้งความที่กองปราบปราม ดำเนินคดีข้อหาฉ้อโกง ก็ได้แต่หวังว่า นายเมธาจะกลับมารับผิดชอบและแก้ไขปัญหาที่ทำไว้

--------

คุณนุ่น ผู้ซื้อแฟรนไชส์ ร้านดารุมะ ซูชิ เปิดเผยว่า ตอนนี้เครียดจัด เครียดจนไม่สามารถทำอะไรได้แล้ว ตั้งตัวไม่ทัน คุณนุ่นบอกว่าที่ตัดสินใจซื้อแฟรนไชส์ เพราะตอนแรกก็เป็นลูกค้ามาก่อน เห็นว่า อาหารดี ปลาแซลม่อนก็ดี และราคาถูก พอมาเห็นป้ายหน้าร้าน ขายแฟรนไชส์ ก็สนใจ จึงติดต่อไปตามเบอร์ที่ให้ไว้ ต่อมานายเมธา ชลิงสุข ก็ติดต่อกลับมาพูดคุยรายละเอียด ครั้งแรกที่ได้คุย ดูเป็นคนเก่งและมีประสบการณ์ ตนตัดสินใจทำแล้ว ยังบอกให้ตนดูอย่างละเอียดอีกทีไม่ต้องรีบ เมื่อตัดสินใจทำ ตกลงเซ็นสัญญา จ่ายเงิน เดือนกันยายน 2564 แต่กว่าจะได้เปิดร้านเดือนมีนาคม 2565  


ซึ่งสัญญาของร้านคือ เจ้าของร้านไม่ต้องทำอะไร ทางเจ้าของบริษัท จะจัดหาสถานที่ เช่าสถานที่ หาลูกน้อง อุปกรณ์ทุกอย่าง เตรียมพร้อม รวมทั้งวัตถุดิบทุกอย่าง ตนมีหน้าที่แค่ดูแลบริหารร้านเท่านั้น


เดือนมีนาคม 65 ได้เปิดร้านครั้งแรก ดีใจมาก ลูกค้าแน่นร้าน ทุกอย่างเป็นปกติไม่มีปัญหา ซึ่งสัญญาที่ทำคือ รายได้ทุกบาททุกสตางค์ในทุกเย็นจะต้องโอนเงินเข้าบริษัทดารุมะอย่างเดียวเท่านั้น ทางร้านไม่มีการเก็บไว้ และก็ไม่มีขายคูปองหน้าร้านด้วย ตอนนั้นตนก็ไม่เอะใจ เพราะคิดว่าทางเจ้าของร้านจัดหาวัตถุดิบทั้งหมดในร้านให้ จึงต้องนำเงินไปจ่ายต้นทุนเหล่านี้


เดือนแรกทำไปก็ได้ค่าตอบแทนกว่า 1 แสนบาท เดือนเมษายน ได้เพิ่มขึ้นเป็น 1.4 แสนบาท แต่พอเดือนพฤษภาคม ไม่ได้ค่าตอบแทน ตอนนั้นถามกับนายเมธา ก็ไม่ตอบ แต่ทางร้านยังมีส่งของเข้าร้านทุกวัน ก็ยอมทำต่อมา และพยายามจะติดต่อกับนายเมธา จนกระทั่ง คืนวันที่ 16 มิถุนายน พบว่านายเมธา ออกจากไลน์กลุ่ม ก็ตกใจและติดต่อไม่ได้อีกเลย ตอนนั้นยังคิดว่าคงเกิดปัญหาการติดต่อ เท่านั้น


พอเช้าวันที่ 17 มิ.ย. เปิดร้านตามปกติ แต่ของไม่มาส่งจนมารู้ตัวว่า ต้องปิดร้านแล้ว เพราะเจ้าของหนีไปแล้ว หากจะเปิดขายเอง เพราะสงสารลูกค้าและพนักงาน ก็ทำไม่ได้เพราะผิดสัญญา และไม่รู้ว่าจะแก้ปัญหาอย่างไร เครียดจัด ทำอะไรไม่ถูก อยากขอให้ นายเมธากลับมาแก้ไขปัญหา  


เมื่อวานนี้ คุณนุ่น และตัวแทนกลุ่มสายไหมต้องรอด ก็นำเอกสารเข้าปรึกษากับ ว่าที่ร้อยตรีธนฤกต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีกระทรวงยุติธรรม เพื่อขอปรึกษาทางคดีและขอให้อายัดทรัพย์ นายเมธา เจ้าของกิจการ ดารุมะ ซูชิ


โดยเบื้องต้น ต้องมีการตรวจสอบรายละเอียด ทั้งการทำสัญญาแฟรนไชส์ การโอนเงินรายได้ และสัญญามาตรวจสอบก่อน ว่าจะเข้าข่ายความผิดทางอาญา หรือเฉพาะทางแพ่ง ต้องแยกกันกรณี ผู้ประกอบการที่ซื้อแฟรนไชส์ กับประชาชนที่ซื้อคูปอง การกระทำความผิดต่างกัน  ซึ่งกระทรวงยุติธรรม ได้ประสานงานกับหน่วยงานที่ เกี่ยวข้องทั้ง สคบ. และตำรวจ และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ช่วยกันตรวตสอบและดำเนินคดีกับเจ้าของร้าน




รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/FydRbETifvk

คุณอาจสนใจ

Related News