สังคม

สาวบุรีรัมย์ล่องหน ใช้เงินโอนผิดเกือบ 3 แสน ซื้อทอง-จยย. ไม่มีคืนขอติดคุกแทน

โดย thichaphat_d

16 พ.ค. 2565

3.2K views

วานนี้ (15 พ.ค. 65) ผู้สื่อข่าว จังหวัดบุรีรัมย์ ได้รับการร้องเรียนจาก น.ส.วิราวรรณ ชวดพงษ์ อายุ 40 ปี  ว่าโอนเงินผิดบัญชี โดยโอนเงินไปเข้าบัญชีของสาวชาวจังหวัดบุรีรัมย์ จำนวนเกือบ 3 แสนบาท และต้องลำบากวิ่งหาสืบสวนเอง ไม่สามารถพึ่งธนาคาร ได้เงินคืนเพียง 150,000 บาท


น.ส.วิราวรรณ เล่าว่า ตนประกอบธุรกิจ ร้านขายส่งหมูหมักชื่อ อยู่ที่ จ.สมุทรสาคร เมื่อวันที่ 28 เม.ย.ที่ผ่านมา เวลาประมาณ 08.30 น. ได้ใช้แอปธนาคาร โอนเงินค่าเนื้อหมูให้กับคู่ค้าที่เพิ่งค้าขายด้วยกันเป็นครั้งแรก จำนวน 293,439 บาท


หลังโอนได้ส่งสลิปไปให้คู่ค้าดู ได้รับคำตอบว่าสลิปไม่ใช่ชื่อเขา เมื่อมาตรวจสอบหมายเลขบัญชี พบว่าตัวเองกดเลขผิดจากเลข 1 มาเป็นเลข 7 แล้วเงินไปเข้าบัญชี น.ส.เสาวณีย์


จึงรู้ว่าโอนเงินผิดภายใน 2 นาที ได้ให้สามีซึ่งเป็นเจ้าของบัญชี เดินทางไปที่ธนาคาร ในสมุทรสาครทันที ส่วนตน ระหว่างนั้น ติดต่อคอลเซ็นเตอร์ของธนาคาร โดย เจ้าหน้าที่ คอลเซ็นเตอร์ ระบุว่า ไม่สามารถอายัดบัญชีได้ เพราะไม่มีหน้าที่โดยตรง จะต้องไปที่ธนาคารสาขา


ต่อมา สามีได้โทรศัพท์แจ้งว่า ธนาคารระบุว่า “ต้องติดต่อคอลเซ็นเตอร์” เพราะรวดเร็วกว่า และให้ไปแจ้งความเอาหลักฐานมายืนยันกับธนาคาร


ช่วงสายวันเดียวกัน  ได้ไปแจ้งความที่ สภ.เมืองสมุทรสาคร เอาหลักฐานไปแจ้งธนาคาร เพื่อให้อายัดบัญชีไว้ก่อน แต่ธนาคารให้กลับไปแก้ไขเวลาการแจ้งความอีก เพราะเวลาที่โอนเป็น 08.30 แต่เวลาแจ้งเป็นเวลา 10.51 น.ต้องแก้ให้เป็น 08.30 น.เป็นเวลาแจ้ง สุดท้ายได้รับคำตอบจากธนาคารสาขาว่า ไม่สามารถอายัดได้ จะต้องส่งเรื่องไปที่สำนักงานใหญ่ก่อนตามขั้นตอน


ตอนนั้น รู้สึกว่าไม่ทันการ จึงให้ทีมงานค้นหาเฟชบุ๊ก ไปบุคคลชื่อเสาวณีย์ คำพาย พบชื่อแต่ไปขอแอดเป็นเพื่อน แต่ไม่รับแอด จากนั้นได้ให้ทีมงานระดมค้นหาบุคคลที่เกี่ยวข้องใกล้ชิด จนกระทั่งไปพบญาติพี่น้องของ น.ส.เสาวณีย์ หลายคน ต่อมาได้เบอร์โทรของ น.ส.เสาวณีย์ มาแล้วโทรหา แต่ไม่ยอมรับว่าเป็นตัวเองแล้วปิดสาย


การค้นหายังทำอย่างต่อเนื่อง และสามารถติดต่อลูกสาว น.ส.เสาวณีย์ ได้ ยอมรับว่าแม่โอนเงินให้จำนวน 50,000 บาทเอาไปปิดค่างวดรถ 20,000 บาท เหลือเงิน 30,000 บาท ขอโอนให้ก่อนที่เหลือจะผ่อนชำระให้ ตนก็ยอม


และทราบต่อมาา น.ส.เสาวณีย์ ยังเอาเงินไปซื้อทองน้ำหนัก 1 บาท และซื้อรถมอเตอร์ไซค์อีก 1 คัน ตนจึงติดต่อตำรวจ ให้ไปประสานร้านทอง ร้านทองยอมโอนเงินคืนให้ 30,000 บาท หลังจากตำรวจไปเอาทองจาก น.ส.เสาวณีย์ มาคืนให้ร้านทอง


รวมทั้งหมดที่ น.ส.เสาวณีย์ โยกย้ายเงินและไปซื้อสินค้า รวม 5 คน ได้เงินคืนมาแล้ว 150,000 บาท หลังจากตนเอาไปแชร์ในเพจศูนย์แจ้งข่าวบุรีรัมย์ น.ส.เสาวณีย์ โทรกลับมาหาบอกจะโอนเงินคืนให้ 55,000 บาท ที่เหลือจะขอผ่อนชำระ ตนก็ยอมอีก


สุดท้าย น.ส.เสาวณีย์ โอนมาคืนให้เพียง 10,000 บาท เมื่อโทรไปถาม กลับตอบว่า "ใช้หมดแล้ว" ที่เหลือไม่มีจะยอมติดคุกแทน สรุปได้เงินกลับคืนมาทั้งหมด 160,000 ยังคงค้างอีกจำนวน 133,439 บาท หลังจากนี้จะต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการของกฎหมาย เพราะได้แจ้งความเอาไว้แล้ว


น.ส.วิราวรรณ บอกด้วยว่า ความรู้สึกส่วนตัวยอมรับว่าเสียใจ ทำไมคนเราไม่ยึดหลักศีลธรรม ไม่ใช่ของตนก็อยากได้ และอยากฝากถึงธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง ว่ากรณีแบบนี้ ควรจะเร่งด่วนอย่างไร หากลูกค้าธนาคารยืนยันตัวตนชัดเจน น่าจะดำเนินการอย่างเร่งด่วนหรือไม่ ต่างจากการโฆษณาของธนาคาร ว่าทันสมัย สะดวก รวดเร็วแค่ใช้ปลายนิ้ว


ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบบ้านของ ของ น.ส.เสาวณีย์ คำพาย อายุ 44 ปี เจ้าของบัญชีที่เงินโอนเข้า พบว่าไม่อยู่บ้าน หายตัวลึกลับ หลังถูกกดดันให้เอาเงินมาคืน พบแต่ผู้เป็นสามีอยู่ในบ้านเพียงลำพัง และไม่บอกว่าภรรยาอยู่ที่ไหน

สอบถามนายบุญชู คำพาย อายุ 52 ปี สามี เล่าว่า ตอนแรกภรรยามาบอกว่า เงินที่ได้มานี้ คือเงินที่พี่สาวโอนให้ เป็นเงินที่ได้จากการขายที่ดินมรดกของพ่อแม่ นำมาแบ่งกันซึ่งภรรยาได้นำเอาหมายเลขบัญชีให้พี่สาวไป ไม่ได้คิดว่าเป็นเงินของคนอื่นที่โอนเข้ามาผิด

ภรรยาก็เลยนำเงินในส่วนนี้ออกไปซื้อรถจักรยานยนต์ ทองรูปพรรณและใช้จ่ายจนหมด จากนั้นเจ้าของบัญชีที่โอนเงินเข้าบัญชีได้โทรศัพท์มาแจ้ง ยอมรับว่าตกใจมาก จนได้มีตำรวจ สภ.เมืองบุรีรัมย์ มาเชิญตัวภรรยาไปที่โรงพัก และแจ้งว่าให้รอหมายศาลจากจังหวัดสมุทรสาคร ที่กำลังจะส่งมา

คุณอาจสนใจ