สังคม
ปราจีนบุรีเดือด! ชาวบ้านลุกฮือค้านโรงงานขยะ หวั่นน้ำดำกระทบเกษตรกรถึงท้ายน้ำฉะเชิงเทรา
3 ชั่วโมงที่แล้ว
147 views
ปราจีนบุรีเดือด! ชาวบ้านกว่า 2,000 คน ลุกฮือค้านโรงงานขยะ จี้ปิดถาวร ขนภูเขาขยะพ้นพื้นที่ หวั่นน้ำดำกระทบเกษตรกรถึงท้ายน้ำฉะเชิงเทรา
ท่ามกลางสถานการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่สร้างความเสียหายครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอของจังหวัดปราจีนบุรี แม้หลายพื้นที่ระดับน้ำเริ่มลดลง แต่ความเดือดร้อนของประชาชนยังไม่จบลง โดยเฉพาะปัญหาน้ำสีดำและการตายของปลาในแหล่งน้ำหลายแห่ง ซึ่งสร้างความกังวลต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ และอาชีพของประชาชน ล่าสุด ชาวบ้านกว่า 2,000 คน รวมตัวเปิดเวทีชุมชน เรียกร้องให้ตรวจสอบโรงงานกำจัดและรีไซเคิลขยะ พร้อมประกาศเดินหน้าคัดค้านจนกว่าจะมีการปิดโรงงานอย่างถาวร และนำกองขยะออกจากพื้นที่
สถานการณ์อุทกภัยในจังหวัดปราจีนบุรีครั้งนี้ส่งผลกระทบครอบคลุมทั้ง 7 อำเภอ ได้แก่ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอบ้านสร้าง อำเภอประจันตคาม อำเภอนาดี อำเภอเมืองปราจีนบุรี อำเภอศรีมหาโพธิ และอำเภอศรีมโหสถ ข้อมูล ณ วันที่ 4 ตุลาคม 2569 ระบุว่า มีประชาชนได้รับผลกระทบรวม 55,286 ครัวเรือน ครอบคลุม 65 ตำบล 691 หมู่บ้าน และ 37 ชุมชน มีรายงานผู้เสียชีวิต 9 ราย
ขณะที่หลังน้ำเริ่มลดลง กลับพบสถานการณ์น่ากังวลในแม่น้ำปราจีนบุรี หลังมีรายงานน้ำสีคล้ำ คราบลักษณะคล้ายสีรุ้งบนผิวน้ำ และปลาตายในกระชังรวมถึงแหล่งน้ำธรรมชาติหลายจุด กระทบเกษตรกรผู้เลี้ยงปลาและประชาชนที่ต้องพึ่งพาแหล่งน้ำในการดำรงชีวิต
รายงานความเสียหายและปัญหาคุณภาพน้ำเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ ทั้งอำเภอศรีมหาโพธิ อำเภอกบินทร์บุรี อำเภอเมืองปราจีนบุรี อำเภอบ้านสร้าง และอำเภอศรีมโหสถ ขณะที่กรมควบคุมมลพิษได้ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างน้ำตรวจวิเคราะห์ และมีรายงานการตรวจพบสารเคมีกลุ่มปิโตรเลียมไฮโดรคาร์บอนในบริเวณท้ายน้ำของบ่อฝังกลบกากอุตสาหกรรมที่อยู่ระหว่างการตรวจสอบ อย่างไรก็ตาม สาเหตุที่แน่ชัดของการตายของปลาและแหล่งที่มาของมลพิษยังจำเป็นต้องรอผลตรวจสอบและข้อสรุปจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ก่อนหน้านี้ กระทรวงอุตสาหกรรมมีคำสั่งให้โรงงานในพื้นที่ตำบลหัวหว้า อำเภอศรีมหาโพธิ หยุดประกอบกิจการชั่วคราวตามกฎหมายโรงงาน พร้อมนำป้ายคำสั่งไปติดประกาศบริเวณหน้าโรงงาน ภายหลังกรณีตรวจพบข้อกังวลเกี่ยวกับการรั่วไหลและการปนเปื้อนของสารเคมีในช่วงน้ำท่วม โดยโรงงานที่ถูกสั่งหยุดประกอบกิจการประกอบด้วยโรงงานลำดับที่ 105 จำนวน 1 แห่ง และโรงงานลำดับที่ 106 จำนวน 1 แห่ง
ล่าสุด เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 18 ต.ค. 2569 ประชาชนในจังหวัดปราจีนบุรี พื้นที่ใกล้เคียง และจังหวัดข้างเคียงกว่า 2,000 คน เดินทางมารวมตัวกันที่โดมสวนสุขภาพ บ้านเกาะสมอ หมู่ 15 ต.หัวหว้า อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี เพื่อเข้าร่วมเวทีชุมชน “รู้เท่าทันโทษพิษภัยโรงงานขยะ” จัดโดยเครือข่ายแม่เพื่อสุขภาพทุ่งบางพลวง ท่ามกลางความกังวลต่อปัญหามลพิษทางน้ำและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับชุมชนในระยะยาว
ภายในงานมีนายสุรชัย ทนสิงห์ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลหัวหว้า ร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาชุมชนท้องถิ่นเพื่อสุขภาพที่ยั่งยืน พร้อมด้วยนางสาวจุฑามาศ บัวเผื่อน นายอำเภอศรีมหาโพธิ เข้าร่วมรับฟัง
นอกจากนี้ ยังมีการปาฐกถาพิเศษโดยอาจารย์สุจิตต์ วงษ์เทศ ในหัวข้อ “เมืองศรีมโหสถ สะอาด ร่มเย็น เวลเนส” รวมถึงการให้ความรู้ด้านกฎหมายและการแลกเปลี่ยนประสบการณ์จากพื้นที่ โดยนางดาหวัน หัสดี เจ้าหน้าที่อาวุโส มูลนิธิบูรณะนิเวศ และนายยรรยงค์ อินทฤทธิ์ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมจังหวัดปราจีนบุรี โดยมีนายสุเมธ เหรียญพงษ์นาม ทำหน้าที่พิธีกร
บรรยากาศภายในเวทีเป็นไปอย่างคึกคัก ประชาชนจำนวนมากเดินทางมาร่วมรับฟังข้อมูลและสะท้อนความเดือดร้อน พร้อมแสดงจุดยืนเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
ตัวแทนชาวบ้านเผย สูญเสียความเชื่อมั่น หวั่นแหล่งน้ำและพื้นที่ทำกินปนเปื้อน นางสมพร ชาวบ้านในพื้นที่ เปิดเผยว่า การจัดเวทีครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้ประชาชนรู้เท่าทันอันตรายและผลกระทบที่อาจเกิดจากโรงงานขยะ หลังพบสถานการณ์น้ำสีดำ คราบคล้ายสีรุ้ง และปลาตายในแหล่งน้ำ จนทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของน้ำและอาหารที่ผลิตในท้องถิ่น
นางสมพรกล่าวว่า ชาวบ้านเริ่มหมดความมั่นใจในการใช้น้ำและการประกอบอาชีพ โดยเฉพาะเมื่อมีความกังวลเกี่ยวกับคุณภาพน้ำบาดาลและแหล่งน้ำที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ขณะที่เกษตรกรและผู้ค้าผลผลิตในพื้นที่ได้รับผลกระทบจากความไม่เชื่อมั่นของผู้บริโภค
พร้อมระบุว่า จุดประสงค์สำคัญของการรวมตัวครั้งนี้ คือการแสดงเจตนารมณ์คัดค้านโรงงานและเรียกร้องให้มีการปิดกิจการอย่างถาวร รวมถึงนำกองขยะที่ชาวบ้านกังวลว่าอาจก่อให้เกิดมลพิษออกจากพื้นที่
นางสมพรยังกล่าวถึงกรณีการขอเพิ่มปริมาณขยะเข้าสู่พื้นที่ โดยระบุว่า ก่อนเกิดน้ำท่วม ชาวบ้านได้รับข้อมูลเกี่ยวกับการขอเพิ่มขยะสำหรับฝังกลบ 500,000 ตัน และขยะสำหรับแปรรูปอีก 500,000 ตัน ทำให้ประชาชนรวมตัวกันลงชื่อคัดค้านได้มากกว่าพันรายชื่อ และยื่นหนังสือต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ต่อมา ชาวบ้านได้รับข้อมูลว่ามีการยกเลิกคำขอดังกล่าว แต่ยังต้องการเอกสารยืนยันอย่างเป็นทางการ เพื่อสร้างความมั่นใจว่าไม่มีการนำขยะเข้ามาเพิ่มตามที่กังวล
นางสมพรระบุเพิ่มเติมว่า ชาวบ้านต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงข้อเท็จจริงอย่างชัดเจน ไม่ต้องการเพียงคำยืนยันด้วยวาจา พร้อมเรียกร้องให้เร่งตรวจสอบสถานะของโรงงานและมาตรการควบคุมอย่างจริงจัง
“พวกเราจะเดินหน้าต่อจนกว่าโรงงานดังกล่าวจะปิดตัวอย่างถาวร และนำกองภูเขาขยะออกจากพื้นที่” เป็นจุดยืนที่นางสมพรสะท้อนผ่านเวทีชุมชนครั้งนี้
ด้านนายจักรกฤษณ์ แก่นวงศ์ กรรมการลุ่มน้ำบางปะกง ได้นำแผนที่มาอธิบายทิศทางการไหลของมวลน้ำจากพื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี ลงสู่พื้นที่ตอนล่าง พร้อมชี้ให้เห็นว่าจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นอีกหนึ่งพื้นที่ท้ายน้ำที่อาจได้รับผลกระทบ หากมีมลพิษปนเปื้อนเข้าสู่ระบบแม่น้ำและคลองเชื่อมต่อ
นายจักรกฤษณ์กล่าวว่า ความเสียหายที่เกิดขึ้นไม่ใช่เรื่องเล็ก เนื่องจากประชาชนในพื้นที่จำนวนมากประกอบอาชีพทำนาและเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จึงต้องติดตามอย่างใกล้ชิดว่าสถานการณ์คุณภาพน้ำจะส่งผลต่อการทำกินในฤดูกาลต่อไปหรือไม่
พร้อมเรียกร้องให้ผู้ประกอบการตระหนักถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นและแสดงความรับผิดชอบต่อสังคม โดยเห็นว่ากิจการที่มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนควรได้รับการตรวจสอบอย่างเข้มงวด โดยเฉพาะพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับระบบชลประทานและแหล่งน้ำที่ประชาชนใช้ประกอบอาชีพ
ทั้งนี้ ทิศทางการไหลของน้ำเพียงอย่างเดียวยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าสารปนเปื้อนจากแหล่งใดจะเดินทางไปถึงพื้นที่ใดบ้าง จำเป็นต้องมีการตรวจวิเคราะห์ตัวอย่างน้ำและติดตามการกระจายตัวของสารปนเปื้อนประกอบกัน
ขณะที่ชาวบ้านรายหนึ่งซึ่งมีบ้านอยู่ห่างจากโรงงานรีไซเคิลขยะประมาณ 2 กิโลเมตร ให้ข้อมูลกับผู้สื่อข่าวว่า ในช่วงที่เกิดน้ำท่วม พบว่ามีน้ำสีดำไหลเข้าพื้นที่ทุ่งนาและสวนทุเรียน ส่งผลให้พืชผลทางการเกษตรได้รับความเสียหาย โดยเฉพาะต้นทุเรียนกว่า 20 ต้น รวมถึงพื้นที่นาข้าว
ชาวบ้านรายดังกล่าวระบุว่า น้ำที่พบมีสีดำเข้มและมีกลิ่นผิดปกติ อีกทั้งหลังระดับน้ำเริ่มลดลง ยังพบลักษณะน้ำสีดำกระจายอยู่ในหลายพื้นที่ของอำเภอศรีมหาโพธิ จึงเกิดความกังวลว่าอาจส่งผลต่อพื้นที่เพาะปลูกและสุขภาพของคนในชุมชน
เจ้าของพื้นที่ยังเปิดเผยว่า มีโรคประจำตัว จึงหลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำดังกล่าว พร้อมสะท้อนความกังวลต่อปริมาณขยะจำนวนมากที่พบภายในโรงงาน และต้องการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเพื่อคลายข้อสงสัยของประชาชน
อย่างไรก็ตาม ความเสียหายต่อพืชผลและความเชื่อมโยงระหว่างน้ำที่ไหลเข้าพื้นที่กับแหล่งกำเนิดมลพิษ จำเป็นต้องได้รับการตรวจสอบเพิ่มเติม เพื่อยืนยันสาเหตุและประเมินความเสียหายอย่างถูกต้อง
ขณะเดียวกัน ข้อเรียกร้องให้ปิดโรงงานอย่างถาวรและนำกองขยะออกจากพื้นที่ยังเป็นจุดยืนสำคัญของกลุ่มผู้ชุมนุม ซึ่งต้องรอการพิจารณาตามกฎหมายและข้อเท็จจริงที่หน่วยงานผู้มีอำนาจตรวจสอบได้
ท่ามกลางคำถามที่ยังไม่มีคำตอบชัดเจนว่า น้ำสีดำและการตายของปลาเกิดจากสาเหตุใด และมีความเกี่ยวข้องกับแหล่งกำเนิดมลพิษใด ประชาชนในพื้นที่ยืนยันว่าจะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทุกข้อสงสัยได้รับการตรวจสอบ และเพื่อให้ชุมชนสามารถกลับมาใช้ชีวิต ประกอบอาชีพ และพึ่งพาแหล่งน้ำได้อย่างมั่นใจอีกครั้ง
แท็กที่เกี่ยวข้อง ปราจีนบุรี ,ค้านโรงงานขยะ