สังคม

“ป้าดา” กางหลักฐาน ปู่เขียนเงื่อนไขต้องสร้างวัดเสร็จถึงให้ที่ ลั่นทุบหรือไม่ทุบอยู่ในใจ

2 ชั่วโมงที่แล้ว

595 views

“ป้าดา” กางหลักฐาน “นายเฮียง” เขียนด้วยลายมือจะยกที่ดินให้ต่อเมื่อสร้างวัดเสร็จ ยืนยันคำเดิมนิติกรรมถือว่ายุติตั้งแต่ปู่เสียชีวิต กรรมสิทธิ์เป็นของทายาทตั้งแต่ปี 2534 เชื่อมีไอ้โม่งเบื้องหลังชักใยเจ้าอาวาส ลั่นทุบวันไหนหรือไม่ทุบอยู่ในใจ

เมื่อเวลา 17.00 น. วันที่ 12 ส.ค.2569 ป้าดา ทายาทตาเฮียง ซึ่งมีศักดิ์เป็นหลานสาว คู่กรณีข้อพิพาทปมที่ดินสร้างวัดป่าอดุลยาราม เดินทางมาพบกับผู้สื่อข่าวตามนัด ภายหลังโฟนอินในรายการโหนกระแสเสร็จ โดยป้าดาได้เดินทางมาพร้อมกับคณะหลายคน ซึ่งได้เตรียมเอกเอกสารต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องที่ดินแปลง 21 ไร่ที่เกิดข้อพิพาทสร้างวัดป่าอดุลยารามในขณะนี้ มาเปิดเผยให้ผู้สื่อข่าวจากหลายหลายสำนักที่ติดตามทำข่าวกรณีนี้ได้ดูและเก็บภาพเก็บข้อมูล

พร้อมเปิดเผยรายละเอียดต่อสื่อมวลชน ถึงกรณีที่เกิดขึ้นซึ่งยังคงยืนยันคำเดิมว่ากรรมสิทธิ์อยู่ที่ทายาทภายหลังจากตาเฮียง พิมพ์ศรี ผู้ถือเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน ส.ค.1 เสียชีวิตเมื่อปี พ.ศ. 2534 ขณะที่วัดได้มีการประกาศตั้งวัดแล้วเสร็จในวันที่ 27 เมษายน 2541 ตาม พรบ.คณะสงฆ์ พ.ศ.2505 มาตรา 35 โดยอ้างตามสิทธิ์ว่าเป็นทายาทโดยชอบธรรมในเอกสารสิทธิ์ครอบครองที่ดิน ซึ่งได้มีการอัปเดตข้อมูลที่สำนักงานที่ดิน เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2569 โดยยังเป็นชื่อของคุณตาเฮียงอยู่ ณ ปัจจุบันนี้

ซึ่งมีเงื่อนไขของตาเฮียงระบุด้วยลายมือตัวเองเอาไว้ ในหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัด โดยลงนามผู้ยกให้คือชื่อของนายเฮียง พิมพ์ศรี โดยมีการลงนามของเจ้าหน้าที่ประกอบด้วย นายอำเภอเมือง และเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเมืองขอนแก่น พร้อมกับพยานสองคน ซึ่งในหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดนั้น ตามที่ป้าดาบอกว่ามีการลงเงื่อนไขเอาไว้ว่าหากสร้างวัดไม่เสร็จ ก็จะไม่ยกที่ดินให้ ถือว่านิติกรรมที่ทำเป็นโมฆะ เพราะนายเฮียงเสียชีวิตในปี พ.ศ.2534 หลังจากที่มอบโฉนดเลขที่ 61945 ให้กับพระครูอดุล เมื่อเดือนกันยายน 2533 ซึ่งขณะนั้นยังเป็นที่พักสงฆ์อยู่

โดยผู้สื่อข่าวได้ตรวจสอบในเอกสารดังกล่าวระบุเอาไว้ว่า หนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดเขียนที่บ้านเลขที่ 45 หมู่หมู่ที่ 14 อำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่น ลงวันที่ 17 สิงหาคม 2533 โดยมีเนื้อหาว่า ข้าพเจ้านายเฮียง พิมพ์ศรี อายุ 80 ปี ตั้งบ้านเรือนอยู่บ้านเลขที่ 45 หมู่ที่ 14 ถนนมิตรภาพ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ขอทำหนังสือสัญญาตกลงยกที่ดินให้สร้างวัดไว้ต่อนายอำเภอขอนแก่นและพนักงานที่ดินอำเภอเมืองขอนแก่นมีข้อความดังต่อไปนี้

ข้าพเจ้าขอสัญญาว่าจะยกที่ดินซึ่งหมู่ที่ 14 บ้านหนองแวงตำบลในเมืองอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่นเนื้อที่ 21 ไร่สามงาน 461 ตารางวาซึ่งที่ดินแปลงนี้ข้าพเจ้ามีกรรมสิทธิ์หรือสิทธิ์ครอบครองในที่ดินคือโฉนดเลขที่ 61945 เล่มที่ 620 หน้าสี่ห้าอำเภอเมืองจังหวัดขอนแก่นที่แนบมานี้ และได้มีการระบุแนวเขตเอาไว้อย่างชัดเจน เพื่อสร้างวัดโดยมีนายเคนเป็นผู้ขออนุญาตจากทางราชการให้สร้างและตั้งเป็นวัดแล้วข้าพเจ้าจะจัดการโอนที่ดินให้แก่วัดภายในเวลาที่นายอำเภอกำหนด ซึ่งข้อความที่ระบุว่าข้าพเจ้าจะจัดการโอนที่ดินให้แก่วัดนั้น มีการขีดเส้นใต้เพื่อเน้นคำเอาไว้

หากข้าพเจ้าไม่โอนที่ดินให้แก่วัดตามสัญญานี้ยอมให้นายอำเภอขอนแก่นและเจ้าพนักงานที่ดินอำเภอเมืองขอนแก่นบังคับฟ้องร้องข้าพเจ้าต่อไป พร้อมกับลงลายมือชื่อกล่าว

นอกจากนี้ป้าดายังได้นำเอกสารหลักฐานต่างๆ ในมุมของฝั่งทายาทมายืนยันกับสื่อมวลชนในเรื่องของกรรมสิทธิ์ที่ดินว่าที่ดินแปลง 21 ไร่และพื้นที่หัวไร่ปลายนาอีก 5 ไร่นั้น เป็นกรรมสิทธิ์ของทายาทโดยชอบธรรม

และที่มีการมาออกข่าวของเจ้าหน้าที่หน่วยงานนั้นหน่วยงานนี้ว่าวัดมีการตั้งถูกต้อง มีเอกสารต่างๆ ถูกต้อง ส่วนตัวมองว่าเป็นการร่วมกันทำหลักฐานเท็จขึ้นมา ซึ่งมีไอ้โม่งคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ซึ่งตัวเจ้าอาวาสเองไม่เท่าไหร่ แต่ไอ้โม่งนั้นเป็นผู้มีอิทธิพลและเป็นคนมีสี แต่ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลาที่จะนำมาเปิดเผย ซึ่งเร็วๆ นี้จะเปิดคลิปให้กับผู้สื่อข่าวได้ดูถึงกลุ่มไอ้โม่งที่กล่าวถึง

ป้าดาบอกอีกว่าที่ตนเองนำท่อปูนปิดทางเข้าออกวัดไม่ได้มีเจตนารังแกพระหรือทำลายวัด แต่เป็นข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ตนเองต่อสู้มายาวนานกว่า 20 ปีในฐานะทายาทโดยชอบธรรม ซึ่งขณะนี้ได้ขอออกโฉนดใหม่โดยอยู่ระหว่างรอทำการครบ 30 วัน ในวันที่ 27 สิงหาคม 2569 นี้ ซึ่งการไปรื้อหรือทุบนั้นก็อยู่ในใจ จะทำหรือไม่ทำตอนไหนก็อยู่ในใจ แต่เมื่อได้โฉนดมาอย่างถูกต้องแล้วก็จะเข้ารื้อทันทีหากทางวัดไม่ทำการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างออกภายใน 15 วันตามที่ได้ไปติดป้ายประกาศเอาไว้

และเรื่องที่มองว่าทำไมจึงอยากได้ที่ตรงนี้ เพราะปัจจุบันมีราคาที่สูงมีห้างสรรพสินค้าเกิดขึ้น มีสิ่งอำนวยความสะดวกและเกิดขึ้นมากมาย จนราคาที่ดินในแถบนี้มีมูลค่าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เรื่องนี้ป้าดายืนยันหนักแน่นว่า เรื่องดังกล่าวนั้นพึ่งเกิดหลังจากที่ตนเองสู้มาได้ 20 กว่าปีแล้วเพราะฉะนั้นจึงไม่มีส่วนทำให้เกิดการฟ้องร้อง ยืนยันว่าการฟ้องร้องเป็นเรื่องของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ที่ผู้มีสิทธิ์จะมีชื่อสลักอยู่ในโฉนด เมื่อผู้ถือสิทธิ์ครอบครองเสียชีวิตก็ย่อมตกสู่ทายาทเป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว

และที่ถามว่าถ้าที่ดินตรงนี้ได้คืนมาแล้วจะรื้อออกหรือจะสร้างทำอะไรหรือไม่ ซึ่งป้าดาบอกว่าเรื่องรื้อออกนั้นหรืออยู่แล้วแต่จะทำอะไรนั้นก็อยู่ในใจเป็นเรื่องของครอบครัว เพราะที่ดินดังกล่าวเป็นของครอบครัวจะทำอะไรก็ได้เป็นสิทธิ์ของครอบครัวนายเฮียง พิมพ์ศรี

ผู้สื่อข่าวถามป้าดาอีกว่าถ้าได้ที่ดินไปแล้ว เอาไปสร้างหรือไปทำป้าดาไม่กลัวผีหรือ โดยป้าดายืนยันว่าถ้าได้ทำก็คงมี บอกกับญาติให้นำออกไปหรือถ้าไม่นำออกไปก็จะรวบรวมไปทำพิธีทางศาสนาให้

อย่างไรก็ตามภายหลังป้าดาเปิดหลักฐานต่างๆ ให้ผู้สื่อข่าวได้ดูพร้อมกับแถลงข่าวต่อสื่อมวลชน ซึ่งป้าดายังคงยืนยันว่าเป็นกรรมสิทธิ์ตกสู่ทายาทโดยชอบธรรม และได้มีการออกโฉนดใหม่อยู่ระหว่างดำเนินการใน 30 วัน ซึ่งเรื่องที่ดินนั้นมันมีกฎหมายของมันคือกรรมสิทธิ์เป็นชื่อใครก็ต้องเป็นของคนนั้นไม่สามารถเอาที่ดินกรรมสิทธิ์คนอื่นยกให้ใครได้


แท็กที่เกี่ยวข้อง  ป้าดา ,วัดป่าอดุลยาราม

คุณอาจสนใจ