สังคม

เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลฯ อโหสิกรรมผู้ที่เคยกล่าวดูหมิ่น บิณฑบาตไม่ดำเนินคดี “ลุงแหวน ธานอส”

2 ชั่วโมงที่แล้ว

8 views

เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม จ.ขอนแก่น เปิดใจหลังชื่อวัดปรากฏในโฉนดอย่างเป็นทางการ ขออโหสิกรรมผู้ที่เคยกล่าวดูหมิ่น บิณฑบาตไม่ดำเนินคดี “ลุงแหวน ธานอส” ส่วนคดีบุกรุกวัดที่เข้าสู่กระบวนการอาญาแล้วให้ดำเนินไปตามกฎหมาย

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 16 กันยายน 2569 ที่กุฏิเจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ถนนกัลปพฤกษ์ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น ผู้สื่อข่าวได้เข้าพูดคุยกับ พระครูอดุลสารนิเทศ เจ้าอาวาสวัดป่าอดุลยาราม ภายหลังเดินทางกลับจากสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น ซึ่งในช่วงเช้าวันเดียวกัน เจ้าพนักงานที่ดินได้ดำเนินการทางทะเบียนเปลี่ยนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดินเลขที่ 61945 เนื้อที่ 21 ไร่ 3 งาน 61 ตารางวา จากเดิมเป็นชื่อนายเฮียง พิมพ์ศรี มาเป็นชื่อ วัดป่าอดุลยาราม อย่างเป็นทางการ

การดำเนินการที่สำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นในช่วงเช้ามี ศาสตราจารย์พิเศษ ธงทอง จันทรางศุ ประธานคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ, นายอนันต์ชัย ไชยเดช ประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม, ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ “มหาหมี” รองประธานมูลนิธิทนายกองทัพธรรม, นายโกวิทย์ แสงสากล ทนายความวัดป่าอดุลยาราม, นายยุทธนา โพธิวิหค รองผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น, นางอุดมพร เอกเอี่ยม ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และนางเนตรทิพย์ เจริญวัย ผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น พร้อมคณะสงฆ์และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม โดยนายพงษ์สุวัจน์ ไชยต้นเทือก เจ้าพนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นและเจ้าหน้าที่ดำเนินการทางทะเบียนจนแล้วเสร็จ

ภายหลังลงนามและประทับตราทางทะเบียนแล้ว มีการส่งมอบโฉนดฉบับจริงถวายพระครูอดุลสารนิเทศ ก่อนสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่นจะจัดทำสำเนา โดยโฉนดฉบับจริงถูกส่งมอบให้ สำนักงานพระพุทธศาสนาจังหวัดขอนแก่น เก็บรักษาตามระเบียบ ส่วนสำเนาโฉนดถูกจัดทำถวายแก่วัดป่าอดุลยาราม เพื่อนำกลับมาเก็บไว้ที่วัดเป็นหลักฐาน

เมื่อคณะเดินทางกลับถึงวัด นายอนันต์ชัย พร้อมทีมมูลนิธิทนายกองทัพธรรมได้หารือกับพระครูอดุลสารนิเทศถึงกรณีบุคคลที่เคยกล่าวดูหมิ่นหรือกล่าวหาพระครู รวมถึงแนวทางดำเนินคดีที่ทีมทนายได้เตรียมไว้ โดยน.ส.พัณณ์ชิตา ไชยเดช หรือ “ทนายฟ้าใส” บุตรสาวนายอนันต์ชัย ซึ่งรับผิดชอบงานคดี เปิดเผยว่า ทีมทนายได้รวบรวมพยานหลักฐานเพื่อเตรียมดำเนินคดีกับ นายวรเดช ช่างบุ หรือ “ลุงแหวน ธานอส” จากกรณีกล่าวถึงพระครูอดุลสารนิเทศในรายการโทรทัศน์ โดยได้รายงานรายละเอียดให้เจ้าอาวาสทราบ แต่พระครูอดุลสารนิเทศขอ “บิณฑบาต” เรื่องดังกล่าว และต้องการให้อภัยผู้ที่กล่าวดูหมิ่น จึงขอไม่ให้ทีมทนายดำเนินคดีในส่วนนี้ ซึ่งมูลนิธิทนายกองทัพธรรมรับดำเนินการตามความประสงค์ของเจ้าอาวาส

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของคดีกรณีบุกรุกวัด ซึ่งมีการแจ้งความและเข้าสู่กระบวนการอาญาไปแล้ว ฝ่ายทนายระบุว่าเป็นคดีที่ไม่สามารถยุติด้วยการให้อภัยในลักษณะเดียวกับคดีส่วนตัวได้ จึงต้องปล่อยให้กระบวนการกฎหมายดำเนินต่อไป ขณะที่พระครูอดุลสารนิเทศระบุว่า ในส่วนดังกล่าวขอให้เป็นเรื่องของกฎหมาย



พระครูอดุลสารนิเทศ กล่าวเปิดใจกับผู้สื่อข่าวว่า วันนี้มีความยินดีที่โฉนดซึ่งดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2533 ขณะนี้ชื่อในโฉนดได้เป็นของวัดป่าอดุลยารามเรียบร้อยแล้ว เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามความเป็นจริง เรื่องคดีที่เกี่ยวข้องกับการกล่าวหมิ่นประมาทหรือดูหมิ่นดูแคลน หลวงพ่อขอให้อภัยทั้งหมด ไม่ติดใจเอาความ และได้แจ้งความประสงค์ต่อมูลนิธิทนายกองทัพธรรมแล้วว่าไม่ต้องการให้ดำเนินคดีกับผู้ที่กล่าวดูหมิ่น ซึ่งก่อนหน้านี้มีความกังวลว่า แม้ข้อพิพาทเรื่องกรรมสิทธิ์จะผ่านการพิจารณาของศาลมาแล้ว แต่ชื่อในโฉนดเลขที่ 61945 ยังคงเป็นชื่อนายเฮียง พิมพ์ศรี จนกระทั่งวันที่ 16 กันยายน 2569 เจ้าพนักงานที่ดินจึงดำเนินการทางทะเบียนให้ชื่อวัดป่าอดุลยารามปรากฏในโฉนดอย่างสมบูรณ์ โดยพระครูเปิดเผยภายหลังว่าไม่วิตกกังวลเรื่องดังกล่าวอีกแล้ว

สำหรับบรรยากาศภายในวัดตั้งแต่ช่วงเช้า มีญาติโยม ชาวชุมชน รวมถึงเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินทางเข้ามาอย่างต่อเนื่อง หลายคนขอถ่ายภาพเป็นที่ระลึกกับนายอนันต์ชัยและทีมมูลนิธิทนายกองทัพธรรม พร้อมร่วมรับฟังการแถลงข่าวและแสดงความยินดีกับวัด



ชาวบ้านหลายคนเปรียบเหตุการณ์วันนี้ว่าเสมือนเป็นการ “ติดกระดุมเม็ดที่ 2” โดยมองว่ากระดุมเม็ดแรกคือเจตนารมณ์ของนายเฮียง พิมพ์ศรี คณะสงฆ์ และกลุ่มผู้บุกเบิกที่ร่วมกันดำเนินการสร้างวัดป่าอดุลยารามขึ้น ส่วนกระดุมเม็ดที่ 2 คือการดำเนินการทางทะเบียนจนชื่อวัดป่าอดุลยารามปรากฏในโฉนดอย่างเป็นทางการ

หนึ่งในผู้ที่มาร่วมเหตุการณ์คือ นางสุภาพร บุญพรหมมา หรือ “พี่แอ๋ว” อายุ 53 ปี บุตรสาวของ นายของอินทรีย์ ไวยาวัจกรคนแรกของวัดป่าอดุลยาราม ซึ่งมีบทบาทสำคัญในกระบวนการขออนุญาตสร้างและตั้งวัด โดยหลังนายเคน ดอนอิศวร ซึ่งดำเนินการขออนุญาตสร้างวัดในช่วงแรกถึงแก่กรรม นายของได้ดำเนินการต่อ และชื่อของนายของ อินทรีย์ปรากฏในประกาศการตั้งวัดป่าอดุลยารามอย่างเป็นทางการ

นางสุภาพรกล่าวด้วยความตื้นตันใจว่า ตลอดช่วงที่ผ่านมาได้ช่วยหลวงพ่อและร่วมกับชาวบ้านฟันฝ่าอุปสรรคต่าง ๆ ไม่คิดว่าเรื่องราวจะขยายใหญ่โตจนมาถึงวันนี้ เมื่อทุกอย่างเดินทางมาถึงจุดนี้รู้สึกว่า “ความดีย่อมชนะอธรรมเสมอ”

นางสุภาพรกล่าวว่า สิ่งที่อยากบอกกับบิดา หากวันนี้นายของ อินทรีย์ยังรับรู้ได้ คือ ชาวชุมชนวัดป่าอดุลยารามได้ร่วมมือร่วมใจกันจนผ่านวิกฤตมาได้ และอยากบอกพ่อว่า “วันนี้เราทำสำเร็จแล้ว สิ่งที่พ่อทำและปูพื้นฐานไว้ รอยมือรอยเท้าที่พ่อทำไว้ทุกอย่าง วันนี้เราชนะแล้ว”

ส่วนหลังจากนี้ นางสุภาพรมองว่าไม่น่าจะมีเหตุการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นอีก และเมื่อเรื่องเดินทางมาถึงจุดหนึ่ง ทุกฝ่ายควรยอมรับว่าสิ่งที่ตนเองทำถูกหรือผิด สำหรับเรื่องการให้อภัยนั้น ส่วนตัวไม่ได้มีความอาฆาต และไม่ต้องการสาปแช่งใคร แต่อยากปล่อยให้เป็นเรื่องของผลจากการกระทำ เพราะแต่ละคนย่อมรู้แก่ใจว่าสิ่งที่ตนเองทำลงไปถูกหรือผิด

ทั้งนี้ นายของ อินทรีย์มีชื่อปรากฏในประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องตั้งวัดในพระพุทธศาสนา โดยวัดป่าอดุลยารามได้รับการประกาศตั้งอย่างถูกต้องเมื่อวันที่ 27 เมษายน 2541 หลังดำเนินการสร้างเสนาสนะจนสมควรเป็นที่พำนักของพระภิกษุสงฆ์ ขณะที่ พระครูอดุลสีลาภรณ์ เจ้าอาวาสวัดตราชูวนาราม เคยยืนยันว่าวัดป่าอดุลยารามเป็นวัดสาขาของวัดตราชูวนารามและได้รับการจัดตั้งอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ด้าน นายเสฏฐวุฒิ หาสุข นักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่น กล่าวว่า ติดตามข่าววัดป่าอดุลยารามมาตั้งแต่ช่วงแรก และวันนี้บังเอิญเดินทางมาทำโครงงานที่วัด จึงได้เห็นเหตุการณ์จริงและเข้าร่วมสังเกตการณ์ รู้สึกตื่นเต้นและดีใจกับทางวัดที่ชื่อในโฉนดเป็นชื่อวัดเรียบร้อยแล้ว จากภาพที่เห็นในวันนี้ทำให้รู้สึกว่าวัดป่าอดุลยารามเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนอย่างแท้จริง เพราะมีชาวบ้านจำนวนมากเดินทางมารวมตัวกัน แสดงให้เห็นถึงความห่วงแหนวัด พร้อมแสดงความยินดีกับชาวบ้านและเจ้าอาวาส โดยมองว่าพระครูอดุลสารนิเทศได้ทำภารกิจของท่านอย่างเต็มที่และดีที่สุดแล้ว ส่วนกรณีของ “ป้าดา” ไม่มีสิ่งใดต้องการฝากถึง โดยขอเลี่ยงตอบคำถามนี้จะดีกว่า พร้อมกับกล่าวปนตลกว่า กลัวป้าดามาดักทุบ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สำหรับที่มาของการดำเนินการทางทะเบียนครั้งนี้ เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2569 พระครูอดุลสารนิเทศได้นำโฉนดเลขที่ 61945 ฉบับจริงไปแสดงต่อสำนักงานที่ดินจังหวัดขอนแก่น เพื่อคัดค้านการขอออกใบแทนโฉนด เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและยืนยันว่าเป็นโฉนดฉบับจริง ก่อนเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนชื่อทางทะเบียน ต่อมาเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 นายโกวิทย์ แสงสากล หรือ “ทนายบอย” ทนายความของวัด นำความเห็นทางกฎหมายและแนวคำพิพากษากว่า 100 หน้า ยื่นประกอบการพิจารณา จนนำมาสู่การดำเนินการทางทะเบียนสำเร็จในวันที่ 16 กันยายน 2569

วันนี้จึงถือเป็นอีกหมุดหมายสำคัญของวัดป่าอดุลยาราม จากเจตนารมณ์ของผู้ริเริ่มและผู้ถวายที่ดินในอดีต มาถึงวันที่ชื่อ “วัดป่าอดุลยาราม” ถูกบันทึกลงในโฉนดเลขที่ 61945 อย่างเป็นทางการ ขณะที่เจ้าอาวาสเลือกปิดเรื่องความขัดแย้งส่วนบุคคลด้วยการให้อภัย และปล่อยให้เฉพาะคดีที่อยู่ในกระบวนการอาญาดำเนินไปตามกฎหมาย

คุณอาจสนใจ

Related News