สังคม

“อาจารย์โต้ง” เปิดเบื้องลึกถูกเลิกจ้าง ร้อง ผบ.ตร.ทวงความยุติธรรมคดีขนดิน ท้าชน ม.ดัง กางหลักฐาน

4 ชั่วโมงที่แล้ว

186 views

“อาจารย์โต้ง” เปิดเบื้องลึกปมถูกเลิกจ้าง ร้อง ผบ.ตร.ทวงความยุติธรรมคดีขนดิน 140 คัน ประกาศท้าชนมหาวิทยาลัยดังตั้งโต๊ะแถลงเปิดหลักฐาน

วันที่ 2 เม.ย.69 ที่หน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ พูตระกูล หรือ อาจารย์โต้ง นักอาชญาวิทยา เดินทางมายื่นหนังสือถึง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผบ.ตร. กรณีข้อพิพาทกับมหาวิทยาลัยชื่อดัง ภายหลังเกิดเหตุการณ์สั่งพ้นสภาพบุคลากรอย่างกะทันหัน

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า สาเหตุหลักของการถูกเลิกจ้างไม่ได้มาจากความบกพร่องในหน้าที่ แต่เป็นผลพวงมาจากการทำหน้าที่ประธานคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการลักลอบขนย้ายดินออกจากพื้นที่มหาวิทยาลัยกว่า 140 คันรถ

“จุดเริ่มต้นของเรื่องนี้เกิดจากการที่ตนได้รับมอบหมายจากอธิการบดีท่านก่อนหน้า ให้ทำหน้าที่เป็นประธานคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาลงโทษทางวินัยกรณีดังกล่าว โดยคณะกรรมการชุดนี้ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิหลายฝ่าย ทั้งรองอธิการบดี ผู้ช่วยอธิการบดี ผู้อำนวยการสำนักงานบุคคล นิติกร และผู้แทนจากเจ้าหน้าที่ตำรวจ”

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวต่อว่า จากการรวบรวมพยานหลักฐานอย่างรัดกุม ทั้งภาพถ่าย คลิปจากกล้องวงจรปิด พยานบุคคล และพยานเอกสารที่มีความเชื่อมโยง คณะกรรมการมีมติเป็นเอกฉันท์ว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดระเบียบของมหาวิทยาลัยจริง และยืนยันว่าสิ่งที่ถูกขนออกไปคือดิน นอกจากนี้ ยังพบหลักฐานสำคัญคือ บริษัทที่มีการขนดินออกไปได้ทำบันทึกรับสารภาพกับทางมหาวิทยาลัยไว้แล้ว รวมถึงมีพยานบุคคลยืนยันว่ารองผู้อำนวยการท่านหนึ่งเป็นผู้อนุญาตให้ปล่อยรถบรรทุกดินออกไป เนื่องจากรถบรรทุกถูกสกัดกั้นไว้ในตอนแรก

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวต่อว่า ในช่วงเวลานั้น อธิการบดีได้มอบอำนาจให้ทนายความเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ปากคลองรังสิต ในข้อหาลักทรัพย์นายจ้าง ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดินที่ไม่สามารถยอมความได้ แต่ปรากฏว่าคดีกลับไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร ไม่มีการเรียกคนขับรถบรรทุกนับร้อยคันมาสอบปากคำ ไม่มีการตรวจสอบเส้นทางรถ จุดทิ้งดิน หรือตรวจสอบเส้นทางการเงินของผู้ที่เกี่ยวข้อง

ที่ผ่านมา ตนได้ทำหนังสือสอบถามความคืบหน้าไปยัง ผบ.ตร.และผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 1 ตั้งแต่เดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา แต่ยังไม่ได้รับคำตอบเป็นลายลักษณ์อักษรอย่างเป็นทางการ จนกระทั่งตนถูกสั่งเลิกจ้าง ล่าสุดจึงได้เดินทางไปยื่นหนังสือติดตามความคืบหน้าคดีต่อ ผบ.ตร.เป็นครั้งที่ 2 เพื่อทวงถามความยุติธรรมในฐานะประชาชนที่ต้องการเห็นการบังคับใช้กฎหมายอย่างตรงไปตรงมา

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวต่อว่า ชี้ให้เห็นถึงจุดเปลี่ยนสำคัญว่า เมื่อวันที่ 9 ก.ค.ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยได้มีการเปลี่ยนตัวอธิการบดีโดยให้เหตุผลเรื่องการปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์ และต่อมาได้รับทราบข้อเท็จจริงว่ามีการไปถอนแจ้งความร้องทุกข์ในคดีดังกล่าว โดยพนักงานสอบสวนมองว่าเมื่อมหาวิทยาลัยซึ่งเป็นเจ้าของทรัพย์สินตั้งคณะกรรมการชุดใหม่และมองว่าไม่ได้รับความเสียหาย จึงไม่มีการดำเนินการต่อ

อย่างไรก็ตาม ในมุมมองทางกฎหมาย รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวว่า ข้อหาลักทรัพย์นายจ้างเป็นความผิดอาญาต่อแผ่นดิน แม้จะมีการถอนแจ้งความ กระบวนการสอบสวนก็ต้องดำเนินต่อไป ไม่สามารถยุติได้เพียงเพราะผู้เสียหายไม่ติดใจเอาความ

สำหรับกรณีที่ทางมหาวิทยาลัยออกมาชี้แจงว่าสิ่งที่ขนออกไปคือขยะ ไม่ใช่ดิน และกล่าวหาว่าข้อมูลของตนเป็นความเท็จนั้น รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ ยืนยันว่าตนมีหลักฐานครบถ้วนทุกประการ ทั้งภาพจากกล้องวงจรปิด และระบบตรวจจับป้ายทะเบียน (License Plate Recognition - LPR) ที่บันทึกวันเวลาและทะเบียนรถทุกคันที่เข้าออกมหาวิทยาลัยได้อย่างแม่นยำ

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบเอกสารใบเบิกเงิน 2 ฉบับ รองอธิการบดีฝ่ายบริหารในขณะนั้น ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจเซ็นอนุมัติ ได้ยืนยันชัดเจนว่า “ไม่มีการอนุมัติหรืออนุญาตให้มีการขนดินหรือขยะใดๆ ทั้งสิ้น” พร้อมประกาศท้าให้มหาวิทยาลัยตั้งโต๊ะแถลงข่าวร่วมกัน เพื่อเปิดเผยหลักฐานทีละประเด็น โดยเชิญตัวแทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และเจ้าหน้าที่ตำรวจมาร่วมรับฟัง เพื่อพิสูจน์ความโปร่งใสและแสดงให้เห็นถึงหลักธรรมาภิบาล

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวอีกว่า การทำหน้าที่ตรวจสอบความไม่โปร่งใสอื่นๆ โดยระบุว่าได้ยื่นเรื่องร้องเรียนไปยังกระทรวง อว. ถึง 4 ครั้ง (16 ก.ค.68, 1 ธ.ค.68, 6 ม.ค.69 และ 23 ก.พ.69) ในประเด็นเรื่องการดำรงตำแหน่งที่ขัดกันแห่งผลประโยชน์ และการแต่งตั้งผู้บริหารชุดใหม่ที่ไม่เป็นไปตามระเบียบ แต่ทางกระทรวง อว.กลับตอบสนองเพียงว่า มหาวิทยาลัยได้ชี้แจงว่าตรวจสอบแล้วและทำถูกต้องทุกขั้นตอน โดยไม่ได้ลงลึกในการตรวจสอบข้อเท็จจริง

รศ.พ.ต.ท.ดร.กฤษณพงค์ กล่าวต่อว่า ยอมรับว่าตนทราบดีถึงความขัดแย้งภายในโครงสร้างผู้มีอำนาจของมหาวิทยาลัย และเคยถูกคนใกล้ชิดตักเตือนแล้ว แต่ที่ตัดสินใจดำเนินการตรวจสอบเพราะได้รับคำสั่งโดยตรงจากอธิการบดีท่านเดิม ที่เชื่อมั่นในความตรงไปตรงมา และประสบการณ์การทำงานในฐานะอดีตข้าราชการตำรวจของตน ถึงแม้มหาวิทยาลัยจะไม่เคยเห็นคุณงามความดีที่ตนก่อตั้งคณะอาชญาวิทยามาเมื่อ 17 ปีที่แล้ว หรือการที่ตนมาปฏิรูประบบความปลอดภัยให้ “ท่านมาทุบผมแบบนี้ไม่เป็นไร แต่ท่านอย่ามาทุบความยุติธรรมของคนในประเทศนี้ ตอนนี้ผมตกงาน แต่ความยุติธรรมไม่เคยตกไปจากหัวใจผม”

คุณอาจสนใจ