สังคม

รมว.สธ.ชี้หากสงครามยืดเยื้อ ราคายาอาจสูงขึ้นราว 10% ย้ำมีสำรองเพียงพอ 3 เดือน

24 มี.ค. 2569

66 views

รมว.สธ.จับตาราคายาและเวชภัณฑ์ ย้ำมีสำรองเพียงพอ 3 เดือน ชี้หากสงครามยืดเยื้อ อาจปรับขึ้นราว 10% เหตุต้นทุนการขนส่ง-บรรจุภัณฑ์ราคาสูงขึ้น

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณะสุข (รมว.สธ.) เป็นประธานการประชุมศูนย์ปฏิบัติการส่งเสริมสุขภาพและอนามัยสิ่งแวดล้อมรองรับภาวะฉุกเฉิน (EOC) ร่วมกับโรงพยาบาลทั่วประเทศ ผ่านระบบออนไลน์ ที่ศูนย์ปฏิบัติการฉุกเฉินด้านการแพทย์และสาธารณสุข สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข หลังเกิดเหตุการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง

รมว.สธ เปิดเผยว่า การประชุม EOC ครั้งนี้เป็นการประชุมทั่วประเทศครั้งแรก เพื่อเตรียมความพร้อมรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยยืนยันว่า ขณะนี้ยังไม่พบสัญญาณการขาดแคลนยาและเวชภัณฑ์ โดยมีการสำรองยาเพียงพอเฉลี่ย 3 เดือน ขึ้นอยู่กับชนิดของยา ซึ่งบางรายการอาจมีสำรองตั้งแต่ 2–6 เดือน

ในกรณีที่สงครามยืดเยื้อ อาจมีแนวโน้มที่ราคายาจะปรับตัวสูงขึ้น เนื่องจากผลกระทบด้านการขนส่งและต้นทุนบรรจุภัณฑ์ ส่งผลให้ราคายามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณร้อยละ 10 ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของยาเป็นสำคัญ

ในเรื่องนี้ผูับริหารกระทรวงฯ ได้หารือกับคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ให้ติดตามและตรวจสอบแหล่งที่มาและต้นทุนการนำเข้ายาทั้งระบบ ไม่ว่าจะเป็นระยะเวลา จำนวน เวลา และ สถานที่ เพื่อให้สามารถทราบได้ว่าผู้ผลิตนำเข้ายามาเมื่อไหร่ เป็นต้นทุนใหม่หรือไม่ เพื่อไม่ให้ราคายาปรับสูงขึ้น และเป็นปัญหาต่อผู้บริโภค

พร้อมกันนี้ อย. ได้เปิดช่องทางอนุมัติแบบเร่งด่วน (Fast Track) สำหรับการปรับเปลี่ยนแปลงแหล่งวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ยา รวมถึงส่งเสริมการขึ้นทะเบียนยาที่มีส่วนประกอบจากสมุนไพรไทยเพิ่มเติมด้วย

ในส่วนของสถานการณ์กระแสเงินสดของโรงพยาบาล ทาง สธ. ได้มอบหมายให้องค์การเภสัชกรรม ศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดซื้อยาให้โรงพยาบาลใช้ก่อน หาสงครามไม่ยุติ อาจส่งผลกระทบกับโรงพยาบาลเกือบทุกแห่ง แต่อาจจะมีระดับความรุนแรงแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่

นอกจากนี้ การประชุมครั้งนี้ยังเป็นการหารือเรื่องการประหยัดพลังงาน การนำพลังงานทดแทนมาใช้เพื่อลดการพึ่งพลังงาน ไม่ว่าจะเป็น ไฟฟ้า น้ำมัน และในอนาคตอาจสามารถปรับปรุงอาคารให้เป็น eco friendly ได้มากขึ้น รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาใช้มากขึ้นเพื่อลดต้นทุนในระยะยาว

ส่วน “ยาวาร์ฟาริน” ซึ่งเป็นยาต้านการแข็งตัวของเลือด และมีแหล่งผลิตจากอิสราเอล ซึ่งเป็นประเทศคู่รบ ล่าสุดทราบจากผู้นำเข้ายาว่า ยังมีวัตถุดิบสำรองถึงเดือนกรกฎาคม ขณะนี้อยู่ระหว่างประสานกับบริษัทให้หาแหล่งผลิตสำรองจากแหล่งอื่นเพิ่มเติม ขณะที่ยาอัลไซเมอร์ยังมีเพียงพอ โดยนำเข้าล่าสุดเมื่อวันที่ 18 มีนาคม 2569

ส่วนปัญหาน้ำมันสำหรับรถฉุกเฉินในโรงพยาบาลนั้น รมว.สธ. เปิดเผยว่า เน้นย้ำไปยังหน่วยให้บริการทุกหน่วย และ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดให้บริหารจัดการอย่างใกล้ชิด รวมถึงสำรองน้ำมันสำหรับเหตุฉุกเฉิน แต่หากโรงพยาบาลใดไม่มีสถานที่กักเก็บ ให้ประสานไปยังสถานีบริการน้ำมันในพื้นที่ เพื่อให้มีน้ำมันเพียงพอสำหรับการใช้

กรณีรถกู้ภัยใน 3 จังหวัด ได้แก่ กาฬสินธุ์ สงขลา และหนองบัวลำภู ที่ได้รับผลกระทบต่อการปฏิบัติงาน กระทรวงสาธารณสุขได้ประสานกับสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (สพฉ.) เพื่อพิจารณาแนวทางสนับสนุนเพิ่มเติม


แท็กที่เกี่ยวข้อง  รมว.สธ. ,ยาและเวชภัณฑ์

คุณอาจสนใจ