สังคม
พยานคดี 'เสี่ยเบนท์ลีย์' ยันมีเสียงปริศนาบอก 'ไม่มีเครื่องเป่า' แฉเอกสาร ตร.เขียนคำว่า 'พิเศษ' แทนเลข
13 ม.ค. 2566
14 views
ความคืบหน้ากรณีเสี่ยนักธุรกิจขับรถเบนท์ลีย์ซิ่งรถบนทางด่วนไปเฉี่ยวชนกับรถปาเจโร่ ที่ขับอยู่เลนกลาง ทำให้รถปาเจโร่เสียหลักไปชนกับรถดับเพลิงที่วิ่งอยู่เลนขวา ขณะกำลังรีบไปช่วยเหตุเพลิงไหม้ย่านอุดมสุข เหตุเกิดช่วงกลางดึกของวันที่ 8 ม.ค. ที่ผ่านมา
วานนี้ (12 ม.ค. 66) ทีมข่าวได้พูดคุยกับ น.ส.เอ พยานรายหนึ่งซึ่งอยู่ในเหตุการณ์ตั้งแต่เกิดเหตุและเป็นผู้บันทึกคลิปและภาพนิ่งเหตุการณ์ในหลายส่วน สำหรับกรณีที่นักธุรกิจขับขี่รถยนต์หรูเบนท์ลีย์ พุ่งชนรถปาเจโร่ป้ายแดง บนทางด่วน และเป็นบุคคลที่เห็นว่ามีชายมาอ้างตัวเป็นอธิบดี DSI มาหาคนคนขับเบนท์ลีย์ที่ สน.ทางด่วน 1 ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลตำรวจเอง
โดยก่อนหน้านี้เธอได้เปิดภาพหลักฐานให้ทีมข่าวดูว่าชายที่อ้างตนว่าเป็นอดีตอธิบดี DSI เดินทางมาพร้อมกับภรรยาและผู้ช่วยอีก 1 คน โดยเดินทางมาด้วยรถเบนซ์สีดำ มาพาคนขับเบนท์ลีย์ไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลตำรวจ
แต่ล่าสุดมีอีกประเด็นที่สังคมคมกำลังตั้งข้อสังเกตกัน ที่ไปที่มาเกิดจากคลิปที่คนขับเบนท์ลีย์ กำลังคุยโทรศัพท์มือถือและเคี้ยวหมากฝรั่งไปด้วย ซี่งเจ้าตัวได้ออกมายืนยันแล้วว่าทีเคี้ยวหมากฝรั่งเพราะลดความอยากบุหรี่ ซึ่งไม่ได้ต้องการจะลดกลิ่นหรือระดับแอลกอฮอล์แต่อย่างใด
ขณะเดียวกันนั้นในคลิปดังกล่าว มีเสียงปริศนาแทรกเข้ามาซึ่งมีคนถามว่า “ใครเป่า” แล้วจากนั้นมีเสียงตอบกลับว่า “โรงพยาบาลสิ ที่นี่ไม่มีเครื่องเป่า”
------------
ล่าสุดวานนี้ (12 ม.ค. 66) ทีมข่าวได้พูดคุยกับพยานรายนี้อีกครั้ง ซึ่งเธออยู่และรับรู้ทุกสถานการณ์ เล่าย้อนให้ทีมข่าวฟังถึงเหตุการณ์บน สน.ทางด่วน 1 และช่วงคนขับเบนท์ลีย์ เคี้ยวหมากฝรั่งว่า
ช่วงนั้นคนขับเบนท์ลีย์ กำลังเคี้ยงหมากฝรั่ง และกำลังพยายามโทรศัพท์หาใครสักคน ซึ่งตนก็ไม่รู้ว่าเป็นใคร เขาบอกเพียงแค่ว่าโทรศัพท์หาเพื่อน ก่อนที่ท้ายที่สุดจะมีคนเดินทางมาหาคนขับเบนท์ลีย์ ก็คือชายที่มาประกาศตามหาเพื่อน ซึ่งก็คือคนขับเบนท์ลีย์ และอ้างว่าตัวเองเป็นอดีตอธิบดี DSI มาพาตัวไปตรวจเลือดที่ รพ.ตำรวจ
ทั้งนี้ พยานรายนี้ ซึ่งเธอได้ยินและอยู่ในเหตุการณ์ที่มีเสียงปริศนาพูดถึงเรื่องโรงพักไม่มีที่เป่าอีกด้วย เธอเล่าว่า ตอนนั้นตนพยายามบอกตำรวจที่คาดว่าเป็นผู้ช่วยร้อยเวร ให้เป่าแอลกอฮอล์ ซึ่งตำรวจนายนี้บอกว่า “ไม่มีเครื่องเป่า”
จากนั้นน้องๆกู้ภัยจึงพยายามถามว่า ถ้าไม่มีเครื่องเป่า จะให้ไปเป่าที่ไหน ตำรวจนายนี้เลยพูดว่า “โรงพยาบาลดิ” ยืนยันคนที่พูดคือตำรวจนายนี้ ที่คาดว่าเป็นผู้ช่วยร้อยเวร และท้ายที่สุดก็มีการส่งคนขับเบนท์ลีย์ไปตรวจเลือดที่ รพ.ตำรวจ โดยมีชายที่อ้างเป็นอดีตอธิบดี DSI พาไปช่วงเวลา 04.30 น.
พยาน เล่าต่อว่า ก่อนที่จะไปโรงพยาบาล ก็ต้องมีเรื่องหนังสือ เราจึงถามว่าทำไมนายจัง ตำรวจบอกว่า รอหนังสือ ยังไม่มีเซ็นมา ซึ่งช่วงเวลา 04.00 น. ตำรวจพยายามบอกว่า เดี๋ยวต้องไปให้คนขับเบนท์ลีย์ไปตรวจเลือดแล้วนะ และพยายามบอกว่าตนไม่ได้ยื้อเวลาให้นะ
เมื่อถามว่าตอนนั้นสงสัยหรือไม่ว่าทำไมตำรวจนายนั้นถึงพูดว่าโรงพักไม่มีเครื่องเป่า พยานบอกว่า ตอนแรกไม่ได้สงสัย เพราะคิดว่า สน.ทางด่วน คงดูแลเฉพาะเรื่องทางด่วน คงไม่มีการตั้งเป่าแอลกอฮอล์
พยานเล่าต่อว่า ปกติแล้วบนแผ่นเอกสาร ก็ต้องมีเลขตามระเบียบราชการ แต่เอกสารใบนั้นไม่ได้ใส่ ตำรวจที่พาไปจึงเดินกลับมาที่ สน.ทางด่วน 1 แล้วบอกว่ายังไม่ได้ใส่เลขเลย จากนั้นจึงได้เขียนใส่ไปว่า “พิเศษ” ลงไป
พยาน ยังระบุว่า ตอนนั้นตนก็สงสัยว่าทำไมต้องใส่คำว่า “พิเศษ” ลงไป แต่ขณะนั้นมองว่าถ้าไปตรวจที่ รพ.ตำรวจ คงต้องใส่แบบนี้ ก็เลยไม่ได้ถาม จนมาถามว่าทำไมต้องไป รพ. ตำรวจ ไปรพ.ได้หรือไม่ ตำตอบที่ได้คือ “ถ้าไป รพ.อื่นต้องเสียตังค์” ตนจึงบอกไปว่า ก็ให้เขาเสียสิ คนชนเขามีตังค์ ตำรวจจึงบอกอีกว่า ไป รพ.ตำรวจแหละ มันเป็นระเบียบ
ซึ่งพยานได้ให้คลิปเสียงล่าสุดที่บังเอิญบันทึกเสียงเหตุการณ์ช่วงนั้นเอาไว้ได้ที่มีการระบุว่าให้เขียนคำว่า “เอกสารพิเศษ” ลงไปในเอกสารแทนเลขหนังสือ
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การตีความความหมายของคำว่า “พิเศษ” ปกติแล้วอาจตีความได้หลายมุมมอง เช่นว่า ตรวจแบบเร่งด่วน / ตรวจแบบละเอียด หรือบางส่วนอาจจะคิดว่าพิเศษนี้มีอะไรหรือไม่
ขณะเดียวกันวันนั้นมีสายโทรศัพท์เข้ามาหาตำรวจนายนี้ตลอดเวลา พอวางสายก็มีการแจ้งให้คนขับเบนท์ลีย์เข้าไปนั่งด้านในห้องร้อยเวร ซึ่งแยกออกจากฝั่งตนคือฝั่งกู้ภัย และฝั่งปาเจโร่ แล้วก็บอกว่า “ทำตามนาย อย่าร้องเรียนเขานะ” ซึ่งส่วนตัวก็ไม่โอเค
พยานรายนี้ ซึ่งถือได้ว่าอยู่ในเหตุการณ์ทุกเหตุการณ์ รวมทั้งเห็นการทำงานของตำรวจตั้งแต่ต้น เธอระบุว่า ตนเห็นถึงความผิดปกติตั้งแต่ตำรวจบอกว่าไม่มีเครื่องเป่าแล้ว แต่จากการที่ฟังการแถลงของ รอง ผกก. บอกว่ามีเครื่องเป่า แต่วันนั้นเขายืนยันกับเราว่าไม่มีเครื่องเป่า และถามย้ำหลายรอบมาก แต่ก็ยังยืนยันว่าไม่มีเครื่องเป่า
-------------
ล่าสุด วานนี้ (12 ม.ค. 66) มีรายงานว่า รถเบนท์ลีย์ รุ่นคอนติเนนตัล จีที สีเทา ทะเบียน กค 3822 กรุงเทพ ของนายสุทัศน์ เคยถูกอายัด เพราะสำแดงเอกสารการนำเข้าเท็จ มีการปลอมราคารถให้ถูกกว่าราคาตลาด ทำให้รัฐเสียรายได้หลายล้านบาท ซึ่งขณะนั้นตำรวจปราบปรามอาชญากรรมทางเศรษฐกิจเป็นผู้จับกุมและทำสำนวนส่งฟ้อง
ทีมข่าวจึงสอบถามไปยัง พลตำรวจตรี พุฒิเดช บุญกระพือ ผู้บังคับการกองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเศรษฐกิจ หรือ ผบก.ปอศ. ยืนยันว่า รถเบนท์ลีย์คันนี้ เคยถูกยึดเป็นรถของกลางจริง ตั้งแต่ปี 2554 หลังตรวจสอบพบว่าเจ้าของโชว์รูมแห่งหนึ่ง ร่วมกับขบวนการนำเข้ารถคันนี้ จัดทำเอกสารให้ราคานำเข้าต่ำกว่าราคาขายจริง เพื่อจะได้เสียภาษีถูกลง ทำให้รัฐบาลเสียหายจากการเรียกเก็บภาษีรถหลายล้านบาท
ซึ่งคดีนี้พนักงานสอบสวนสั่งฟ้อง แต่พนักงานอัยการสั่งไม่ฟ้อง โดยอ้างว่าเอกสารที่ได้มาจากประเทศอังกฤษรับฟังไม่ได้ เพราะขาดการรับรองลายมือชื่อ (Notary public) เท่ากับว่ารถคันนี้ไม่ถือว่าผิด จึงนำมาสู่การขายในตลาดได้ ส่วนป้ายทะเบียนสามารถเปลี่ยน และออกใหม่ได้ ซึ่งกำลังตรวจสอบว่ามีการเปลี่ยนป้ายทะเบียนหรือไม่ รวมถึงจะประสานไปยัง สน.ทางด่วน1 เพื่อขอเลขแซสซี เลขตัวถังรถ เพื่อตรวจสอบว่าเป็นรถคันเดียวกันหรือไม่
ขณะที่ พันตำรวจโท พิเชษฐ์ ก้อนแพง รองผู้กำกับการ (สอบสวน) งานศูนย์ควบคุมจราจร1 สน.ทางด่วน 1 ตำรวจผู้รับผิดชอบคดีนี้ เปิดเผยว่า ให้ตำรวจพิสูจน์หลักฐานเข้าไปตรวจสอบเลขเครื่อง เลขตัวถัง และรายละเอียดทั้งหมดแล้ว และประสานข้อมูลไปยังกรมขนส่งทางบก ว่ามีการสวมทะเบียนหรือไม่
แต่หากพบว่ามีการกระทำความผิด ก็จะดำเนินการแจ้งข้อหาเพิ่มเติม รวมถึงได้ส่งคลิปวงจรปิดให้กองพิสูจน์หลักฐาน ของกองบังคับการตำรวจจราจรคำนวณเรื่องความเร็วแล้วเช่นกัน ว่าเกินกว่าที่กฎหมายกำหนด คือ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมงหรือไม่
นอกจากนี้ยังสอบปากคำหมอ ตามที่ผู้ต้องหาอ้างว่า มีอาการเจ็บหน้าอกแล้ว ประเด็นเรื่องของการถ่วงเวลาเพื่อให้ปริมาณแอลกอฮอร์ในเลือดลดลง เพื่อนำไปประกอบสำนวนส่งให้ศาล
-----------
รับชมผ่านยูทูปได้ที่ : https://youtu.be/WHj0L4pUaA4