สังคม

ญาติเรียก 2 ชีวิต 10 ล้าน หลังลูกสะใภ้ไปคลอดลูกที่โรงพยาบาลดับ

25 เม.ย. 2565

8.8K views

วันที่ 25 เมษายน 2565 นางสายใจ ปานนาศรี (แม่สามี) อดีตประธานสภา อบต.หนองปลาไหล พร้อมด้วยนายบัณฑิต ปานนาศรี (สามี) และ นายบุญเที่ยง อินธิแสง ทนายความ นำเอกสารผลรายงานการตรวจชันสูตรศพ สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ กระทรวงยุติธรรม โรงพยาบาลธรรมศาสตร์ศูนย์รังสิต เข้าพบ น.พ.อนันต์ กมลเนตร ผอ.รพ.สระบุรี/ผู้บริหารฯ ทีมแพทย์ฯ ณ.ห้องประชุมผู้บริหาร รพ.สระบุรี เพื่อขอรับฟังการชี้แจง และขอรับการเยียวยา กรณีที่สถาบันนิติวิทยาศาตร์ฯ รายงานผลการชันสูตรศพ น.ส.กรรณิกา รัตกูล (ผู้เสียชีวิต) เลขที่ R 256040454 ลงวันที่ 19 เมษายน 2565 ว่า “พบการหักของซี่โครงขวาด้านหน้าซี่ที่ 4-6และกระดูกซี่โครงด้านซ้ายหน้าซี่ที่ 2-6 และระบุการเสียชีวิต-ภาวะแทรกซ้อนอันเป็นผลจากทารกเสียชีวิตในครรภ์” โดยใช้เวลาเข้าพบ ราว 1 ช.ม.โดยไม่ให้ผู้สื่อข่าว รายงานข่วแต่อย่างใด

นางสายใจ ปานนาศรี เปิดเผยหลังการเข้าพบ น.พ.อนันต์ กมลเนตร ผอ.รพ.สระบุรี และคณะว่า ได้นำเอกสารของนิติวิทยาศาสตร์ฯผลการชันสูตรศพ น.ส.กรรณิกา รัตกูล (ลูกสะไภ้) ว่ายังคงคาใจการเสียชีวิต กรณีที่ แพทย์ พยาบาล (ทำคลอด) ให้รอนาน และ ทำไมผู้เสียชีวิต”ซี่โครงหัก” ผลการพูดคุยยังไม่สามารถตกลงกันได้ ซึ่ง ทาง รพ.ให้นำหลักฐานเอกสารมาให้เพิ่มเติมอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ ( 26 เม.ย.65) ส่วนการขอให้ทาง รพ.สระบุรี เยียวยาที่เกิดความสูญเสียของครอบครัวตนไปถึง 2 ชีวิตพร้อมๆกัน อย่างน้อยๆ คงมีตัวเลขหลัก “ 10 ล้าน” ซึ่งในเรื่องนี้จะมอบให้ ทนายความเป็นผู้ดำเนินการ หากตกลงกันไม่ได้ก็จะนำเรื่องเข้าสู่กระบวนการทางศาลต่อไป

ด้านนายบุญเที่ยง อินธิแสง ทนายความ เปิดเผยว่า ในเรื่องนี้ยังคงเปิดโอกาสให้กับ รพ.สระบุรี อยู่ หากไม่สามารถทำความตกลงกันได้ จะนำเรื่องนี้ขึ้นสู่ศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบฯ วินิจฉัย ส่วนคำตอบที่แพทย์ชี้แจง กรณีผู้เสียชีวิต ( น.ส.กรรณิกา) ซี่โครงหัก ว่าเป็นไปตามตามวิธีการทางการแพทย์ (ปั๊มหัวใจ) แต่เราไม่มีความรู้ทางการแพทย์ ต้องให้ศาลเชิญผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์มาอธิบายให้ศาลฟัง รพ.ก็ถือเป็นพยานของเขา ส่วนศาลต้องฟังคนที่เป็นกลาง ส่วนข้อเรียกร้องยังไม่ได้คุยรายละเอียดกันแต่คงหลายบาทอยู่นะครับ ส่วนจะมั่นใจหรือไม่ ถ้าไม่มั่นใจเอาตามวิธีไต่สวนข้อเท็จจริงกันไปแถลงข้อเท็จจริง จากประสบการณ์เรื่องนี้ แม้ตนจะไม่มีแต่ก็มีตัวอย่างให้เห็นเยอะครับเราต้องศึกษานะครับ นายบุญเที่ยงกล่าว

ส่วน นพ.อนันต์ กมลเนตร ผอ.รพ.สระบุรี เปิดเผยทางโทรศัพท์เรื่องเดียวกัน กับผู้สื่อข่าวว่า หลังเกิดเรื่องนี้ ขึ้น ทาง รพ.สระบุรี ไม่ได้นิ่งนอนใจ ตน แพทย์ และผู้บริหารฯคนอื่นๆ ได้พยายามเข้าไปเยียวยา พูดคุย กับครอบครับ ผู้เสียชีวิต ทั้ง ร่วมในพิธีศพ และอื่นๆ แรกๆ เข้าใจได้ถึงผุ้สูญเสีย เข้าถึงได้ยาก คงมีการพูดคุยกันผ่านทางทนาความมากกว่า แต่หลังจากนั้นก็มีการทำความเข้าใจกันมากขึ้น ซึ่ง ในวันนี้ กลุ่มญาติๆ และทนายความ ได้มาพบและนำเอกสารผลการชันสูตรศพ จากนิติวิทยาศาสตร์มาขอรับฟังการชี้แจง จาก รพ. ซึ่ง ทาง รพ.ได้ชี้แจงไปตามข้อเท็จจริงคือ เป็นไปตามกระบานการทางการแพทย์ทุกขั้นตอน ส่วน ข้อเรียกร้อง ให้ ทาง รพ.สระบุรีเยียวยาให้นั้น เท่าที่พูดคุยกันคงเป็นไปได้ยาก เพราะ รพ.สระบุรี เป็นโรงพยาบาลของรัฐ คงไม่มีเงินมากมายขนาดนั้น

สำหรับกรณีเกิดขึ้นเมื่อ วันที่ 15 ก.พ. 2565 มี นางสายใจ ปานาศรี อายุ 55 ปี (แม่สามี) และนายบัณฑิตปานนาศรี อายุ 24 ปี (สามี) ได้เข้าพบ ร.ต.อ.สุเมธ ทองทับ รอง สว.(สอบสวน) สภ.เมืองสระบุรี เพื่อขอลงบันทึกประจำวัน เพื่อให้ดำเนินการออกหลักฐานส่ง ศพ น.ส.กรรณิกา รัตกูล อายุ 32 ปี ซึ่งเป็น ลูกสะใภ้ ให้สถาบันนิติวิทยศาสตร์ รพ.ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิตได้ชันสูตรหาสาเหตุการเสียชิตจากการ ตั้งท้องลูกเป็นคนที่ 3 ซึ่ง ได้เข้าทำการบริการฝากครรภ์ไว้ที่โรงพยาบาลสระบุรี จนเมื่อตั้งท้องครบ 9 เดือน แพทย์ ได้นัดให้มาทำการคลอดในวันที่ 8 ก.พ. ที่ผ่านมา แต่เมื่อมาถึงปรากฏว่า แพทย์ตรวจพบว่า ปากมดลูกยังไม่เปิด จึงบอกให้กลับไปที่บ้านก่อน โดยนัดให้มาใหม่ในวันที่ 14 ก.พ.อีกครั้ง โดยแพทย์ได้สั่ง ลูกสะใภ้อดอาหาร-น้ำ เพื่อเตรียมรับการผ่าตัด

ครั้น วันที่ 14 (ช่วงเช้า) ได้เดินทางมาที่โรงพยาบาล สระบุรี อีกครั้งเมื่อมาถึง แพทย์ให้รอเข้าห้องผ่าตัด เพื่อทำการผ่าตัด จากนั้นทำการตรวจครรภ์ พบว่า เด็กในท้องไม่ดิ้น จึงให้ ลูกสะใภ้ ไปรับประทานอาหารเพื่อกระตุ้น ลูกในท้อง จากนั้นมาตรวจซ้ำอีกครั้งโดยการอัลตร้าซาวด์ ถึง 3 ครั้ง พบว่า เด็กในครรภ์ไม่มีปฏิกริยา ตอบสนองใดๆ แพทย์จึงแจ้งว่า ทารกอยู่ในครรภ์เสียชีวิตแล้ว เมื่อพวกตนสอบถามถึงสาเหตุในการเสียชีวิตของทารกในครรภ์ แต่ก็ไม่ได้รับคำตอบใด ๆจากแพทย์หรือจากผู้ใดเลยได้เลย จน เวลาล่วงเลยไปถึง บ่าย 3 โมงตนเองกก็ได้สอบถามแพทย์ว่า ทำไม่ผ่าเอาเด็กออกเสียที แพทย์แจ้งตนว่าเด็กที่อยู่ในท้องไม่เน่า อยู่ได้ 48 ชั่วโมง จากนั้นได้ให้ลูกสะใภ้นั่งรอหน้าห้องคลอด

ต่อมาแพทย์ได้สั่งให้นอนรักษาตัวที่โรงพยาบาลก่อน จนเวลา เที่ยงคืนของเมื่อคืนนี้ ( 15 ก.พ.65) ลูกสะใภ้มีอาการเจ็บท้อง และเมื่อเวลา 02.00 น. แพทย์ได้โทรแจ้งตนว่า ลูกสะใภ้ของตน ได้ทำ CPR หัวใจหยุดเต้น เสียชีวิตแล้ว ตนเองได้ยินก็เสียใจมาก ทางโรงพยาบาลไม่มีความรับผิดชอบ และ ไม่มีคำตอบให้ตนเองเลย โดยตนเองถามแพทย์แล้วก็ไม่มีคำตอบ เด็กในท้องเสียชีวิตแล้ว ไม่รีบผ่านำซากทารกออกจากท้องแม่ หนำซ้ำยังปล่อยให้แม่อุ้มท้องลูกที่เป็นศพอยู่ตั้งนานสองนาน ตนเอง และญาติ จึงได้เดินทางมายัง สภ. สระบุรี เพื่อเข้าแจ้งความ โดยมี ร้อยตำรวจเอกสุเมธ ทองทับ รองสารวัตรสอบสวน สภ. เมืองสระบุรี เพื่อขอให้ทางโรงพยาบาลส่งศพไปผ่าพิสูจน์ สาเหตุการตายของลูกสะใภ้ ในครั้ง นี้ ตนเองเสียทั้งลูกสะใภ้ และหลานในคราวเดียวกัน ถึง 2 คน ญาติพี่น้องเสียใจมาก และอยากจะถามว่า แพทย์ที่โรงพยาบาลสระบุรี มีจารยาบรรณในการรักษาหรือไม่ ทั้งที่ ลูกสะใภ้เรา มาทำการฝากท้องกว่า 9 เดือน โดย ก่อนจะคลอด ได้ลางานก่อน 2 เดือน เพื่อเตรียมตัว จะคลอดลูกคนนี้ นางสมใจกล่าว หลังจากนี้จะนำศพไปผ่าพิสูจน์ที่โรงพยาบาลธรรมศาสตร์รังสิต เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงในการเสียชีวิตของนางสาวกรรณิกา รัตกูล และลูกเด็ก( เป็นผู้ชาย ) ในครรภ์เพื่อดำเนินการตามครรลองของกฎหมายต่อไป

ผู้สื่อข่าว ได้พยายามติดต่อสอบถาม น.พ.อนันต์ กมลเนตร ผอ.รพ.สระบุรี ถึงเรื่องที่เกิดขึ้น มีนายสุชน สิงห์เหนี่ยว เลขา ฯ นพ.อนันต์ รับสายโทรศัพท์แทน โดยชี้แจงเพียงสั้นๆ ว่า ทาง ผอ. ( น.พ.อนันต์) ทราบแล้ว ขณะนี้กำลังประชุมภายใน และขอเวลาตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อน แล้วจะชี้แจงในรายละเอียดอีกครั้ง.



คุณอาจสนใจ