สังคม
หญิงเชื่อใจคนผิด ถูก ตร.-นายหน้าหลอก 3 ล้าน เหลือแค่นาผืนสุดท้าย ชีวิตพังทั้งครอบครัว
2 ชั่วโมงที่แล้ว
26 views
หญิงผู้เสียหาย ร้องเพจโหนกระแส ชีวิตพังทั้งครอบครัว อ้างถูกตำรวจหลอกโอนเงินนานหลายปี สูญเงินกว่า 3 ล้านบาท ก่อนถูกขบวนการนายหน้าหลอกทำสัญญากู้เงิน สุดท้ายสูญเสียที่ดิน 4 แปลงเหลือเพียงที่นาผืนสุดท้ายที่กำลังจะถูกบังคับคดีขับไล่
หญิงรายหนึ่งร้องขอความช่วยเหลือผ่านเพจโหนกระแส หลังอ้างว่าตกเป็นเหยื่อถูกหลอกซ้ำซ้อน ทั้งจากตำรวจนายหนึ่งและกลุ่มนายหน้าที่ดิน จนสูญเงินกว่า 3 ล้านบาท สูญเสียที่ดินเกือบทั้งหมด และกำลังเผชิญความเสี่ยงถูกขับไล่ออกจากที่ดินผืนสุดท้ายที่ใช้เป็นที่อยู่อาศัย
โดย คุณแตง ผู้ร้อง เล่าว่า จุดเริ่มต้นของเรื่องเกิดขึ้นในช่วงปี 2559-2560 เมื่อเธอรู้จักกับตำรวจนายหนึ่งซึ่งเป็นเพื่อนสมัยเรียนของแฟนเธอ โดยตำรวจรายดังกล่าวได้มาขอยืมเงินจำนวน 4,000 บาท เพื่อใช้เป็นค่าใช้จ่ายในการสอบเลื่อนขั้นเลื่อนยศ ด้วยความไว้วางใจที่เห็นว่าเป็นเพื่อนของแฟนและเป็นข้าราชการตำรวจ จึงให้ยืมโดยไม่มีการทำสัญญาใด ๆ
ต่อมาเธอได้ปรึกษาตำรวจคนดังกล่าว เกี่ยวกับปัญหาลูกหนี้หลายรายที่ยืมเงินไปแล้วไม่ยอมชำระคืน รวมมูลค่าหนี้พร้อมดอกเบี้ยรายละประมาณ 300,000 บาท ตำรวจจึงอ้างว่ารู้จักหน่วยงานที่เรียกว่า "หน่วยธุรกิจแห่งชาติ" ซึ่งอ้างว่าเป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาล สามารถนำเงินมาชำระหนี้แทนลูกหนี้ทั้งหมดให้เธอก่อนได้ แล้วให้ลูกหนี้ไปผ่อนชำระกับหน่วยงานดังกล่าวภายหลัง
อย่างไรก็ตาม ตำรวจอ้างว่ากระบวนการดังกล่าวมีค่าธรรมเนียมและให้เธอโอนเงินเข้าบัญชีเพื่อดำเนินการ โดยครั้งแรกโอนเงินจำนวน 30,000 บาท หลังจากนั้นยังมีการให้บันทึกเสียงข้อมูลส่วนตัว เช่น ชื่อ นามสกุล อายุ และเลขบัญชีธนาคาร โดยอ้างว่าเป็นขั้นตอนของระบบ
ผู้เสียหายเล่าว่า ทุกครั้งที่บันทึกเสียง หากมีเสียงแทรกจากสภาพแวดล้อม เช่น เสียงนก เสียงเป็ด หรือเสียงรถผ่าน ตำรวจจะอ้างว่าระบบไม่ผ่านและต้องเริ่มดำเนินการใหม่ทั้งหมด พร้อมเรียกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมทุกครั้ง แม้เธอจะอธิบายว่าพักอาศัยอยู่ในพื้นที่ชนบทและไม่สามารถหาสถานที่เงียบสนิทได้ แต่ก็ถูกตำหนิว่าเป็นความผิดของเธอเอง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธออ้างว่าต้องโอนเงินซ้ำแล้วซ้ำอีก ตั้งแต่ปี 2559 ถึง 2564 ทั้งผ่านระบบธนาคารและร้านรับโอนเงิน จนยอดรวมสูงถึงประมาณ 3 ล้านบาท โดยต้องนำเงินจากการขายรถ ขายวัว รวมถึงรายได้จากการรับจ้างเกี่ยวข้าวและทำนา มาใช้ในการโอนเงินให้ตำรวจคนดังกล่าว
คุณแตง ยังบอกว่า เงินจำนวนดังกล่าวถูกโอนไปยังบัญชีผู้หญิง 3 ราย โดยมีบัญชีหนึ่งเป็นบัญชีหลักที่ได้รับเงินมากที่สุด และบางส่วนถูกโอนเข้าบัญชีของตำรวจโดยตรง
เมื่อเริ่มสงสัยและสอบถามถึงเงินที่ควรได้รับคืน ตำรวจก็อ้างว่าเรื่องเข้าสู่ระบบแล้ว ต้องรอตามขั้นตอน และยังกล่าวตำหนิหากเธอไม่รับสายโทรศัพท์
ต่อมาเธอได้เข้าแจ้งความดำเนินคดีเมื่อประมาณ 2 ปีก่อน แต่ตำรวจผู้ถูกกล่าวหาอ้างว่าเงินทั้งหมดเป็นการลงทุน ซึ่งเธอยืนยันว่าไม่เคยได้รับการชี้แจงว่าเป็นการลงทุน และไม่มีความรู้เรื่องดังกล่าว
นอกจากนี้ ในระหว่างที่กำลังหาเงินมาโอนให้ตำรวจ เธอได้รู้จักกับนายหน้าคนหนึ่งที่กรมที่ดิน ซึ่งแนะนำบุคคลที่อ้างตัวว่าเป็นภรรยาของนายทหารและภรรยาของตำรวจ โดยอ้างว่าสามารถพาไปกู้เงินดอกเบี้ยต่ำจากนายทุนได้
คุณแตง เล่าว่า มีการทำสัญญากู้เงินวงเงิน 750,000 บาท แต่ได้รับเงินจริงเพียง 15,000 บาท ส่วนที่เหลือถูกอ้างว่าจะโอนให้ภายหลัง แต่ไม่เคยได้รับเงินจริงตามที่ตกลง
หลังจากนั้นยังถูกชักชวนให้กู้เงินเพิ่มอีกหลายครั้ง ทั้งยอด 690,000 บาท และวงเงินอื่น ๆ โดยหวังนำเงินไปหมุนเวียนแก้ปัญหาหนี้สิน แต่ทุกครั้งกลับได้รับเงินติดมือเพียงหลักพันบาท ขณะที่ภาระหนี้สินกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
อย่างไรก็ตาม ผลจากการทำธุรกรรมดังกล่าว ทำให้ที่ดินจำนวน 4 แปลง จากทั้งหมด 5 แปลง ต้องสูญเสียไป เหลือเพียงที่นาจำนวน 5 ไร่ ซึ่งใช้เป็นที่พักอาศัย ปลูกกระต๊อบ และขุดบ่อเลี้ยงปลา แต่ขณะนี้กำลังอยู่ในขั้นตอนถูกบังคับคดีให้ออกจากพื้นที่
ผู้เสียหายระบุว่า เคยแจ้งความดำเนินคดีกับนายหน้าแล้ว แต่ถูกเกลี้ยกล่อมให้ถอนแจ้งความ โดยมีการทำสัญญารับปากว่าจะช่วยไถ่ถอนที่ดินคืนให้ทั้งหมด เธอจึงยอมถอนแจ้งความ แต่สุดท้ายกลับไม่ได้รับการช่วยเหลือตามที่สัญญาไว้
ต่อมาหนึ่งในนายหน้าถูกจำคุก แต่เธอยังคงถูกเพื่อนร่วมขบวนการขอให้รอ โดยอ้างว่าจะช่วยนำที่ดินกลับคืนเมื่อพ้นโทษออกมา กระทั่งเวลาผ่านไปก็ไม่สามารถติดต่อใครได้อีกเลย
เธอยังเล่าว่า เคยว่าจ้างทนายความโดยเสียค่าใช้จ่ายอีก 30,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ได้จากการขายวัวและยืมผู้อื่นมา แต่ในวันไกล่เกลี่ย กลับถูกชี้แจงว่าโอกาสชนะคดีมีน้อย เนื่องจากเคยถอนแจ้งความไปแล้ว และที่ดินที่ทำสัญญาขายฝากก็เปลี่ยนมือไปยังนายทุนเรียบร้อย
สุดท้ายเธอจึงลงนามในเอกสารยอมความโดยไม่ได้อ่านรายละเอียดทั้งหมด เมื่อเวลาผ่านไปครบกำหนด 3 ปี กลับไม่สามารถติดต่อคู่กรณีได้ และพบว่าที่ดินถูกขายต่อไปยังบุคคลอื่นแล้ว
ปัจจุบันผู้ร้องเรียนระบุว่า ครอบครัวได้รับผลกระทบอย่างหนัก ที่ดินค่อย ๆ สูญหายไปทีละแปลง เหลือเพียงที่ดินผืนสุดท้ายที่กำลังจะถูกบังคับคดี ขณะที่ตำรวจผู้ถูกกล่าวหายังคงส่งเงินช่วยเหลือเพียงสัปดาห์ละ 200-300 บาท และยังคงยืนยันว่าจะคืนเงินให้ในวันถัดไปอยู่เสมอ
ล่าสุด ผู้เสียหายเตรียมเข้าพบหน่วยงานด้านกฎหมายและทนายอาสา เพื่อขอคำปรึกษาเกี่ยวกับแนวทางการรื้อฟื้นคดี พร้อมยืนยันว่าจะต่อสู้ตามกระบวนการกฎหมายเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อรักษาที่ดินผืนสุดท้ายของครอบครัวเอาไว้ให้ได้
อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/55ISo6XGCCo
แท็กที่เกี่ยวข้อง ถูกหลอก ,นายหน้า ,สัญญากู้เงิน