สังคม

"มาดามเก่ง" เล่าที่มารู้จัก "โทน บางแค" แจงละเอียดยิบก่อนฟางเส้นสุดท้าย พร้อมขอโทษ "บิ๊กเต่า"

8 ชั่วโมงที่แล้ว

29 views

ความคืบหน้าปมขัดแย้งระหว่าง "โทน บางแค" กับ "บิ๊กเต่า" เรื่องการทวงหนี้ เมื่อวานนี้คนต้นเรื่อง คือ "มาดามเก่ง" ออกมาเล่าที่มาของหนี้ 300 ล้าน และเหตุการณ์วันที่ 17 เมษายนแล้ว ก่อนจะร้องไห้ขอโทษที่ทำให้ "บิ๊กเต่า" เสียหาย


การแถลงข่าวเมื่อวานนี้ใช้เวลานานกว่า 40 นาที ก่อนแถลงทนายความบอกว่า จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทำให้มาดามเก่งป่วยเป็นโรคซึมเศร้า และต้องกินยา ทำให้มีปัญหาด้านความจำอยู่บ้าง อาจจะตอบไม่ได้ทั้งหมด หรือต้องดูกระดาษที่จดไว้ด้วย


จากนั้น มาดามเก่งก็เริ่มแถลงยืนยันว่า ไม่ได้รู้จัก "บิ๊กเต่า" เป็นการส่วนตัว แต่ที่เข้าไปขอความช่วยเหลือ เพราะมาแจ้งความไว้ตั้งแต่ 14 มกราคม 2568 เกี่ยวกับคดีฉ้อโกงแล้วคดีไม่คืบหน้า ประกอบกับชื่อเสียงเรื่องความตงฉิน ความยุติธรรมของ "บิ๊กเต่า" จึงตัดสินใจร้องกับ "บิ๊กเต่า" โดยตรง จนเป็นที่มาของการเจรจากันเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2569 ซึ่งการนัดเจอกันครั้งนั้นโทน เป็นคนนัดผ่านคนกลางมาเอง


ในห้องมีด้วยกัน 7 คน คือ มาดามเก่ง / บิ๊กเต่า / โทน บางแค / ทนายความทั้ง 2 ฝั่ง / เลขาของมาดามเก่ง และน้องสาวมาดามเก่งที่เป็นอัยการ ซึ่งมาดูแลมาดามเก่งที่ป่วยโรคซึมเศร้า


การสนทนาใจความสำคัญ คือ ให้โทนเอาทรัพย์สินของมาดามเก่งที่ยังขายไม่ได้ หรือจ่ายไม่ครบมาคืน หรือเอาทรัพย์สินที่มาค้ำไปขายเพื่อชดใช้หนี้ที่ติดอยู่ราว 300 ล้านบาท และยืนยันว่าไม่เคยมีเรื่องผลตอบแทนมาเกี่ยวข้อง ที่บอกว่าจะให้เงินตอบแทน 30% กับบิ๊กเต่า ก็ไม่จริง พร้อมยืนยันไม่ได้ยืมมือตำรวจทวงหนี้ ก่อนจะร้องไห้ ไหว้ขอโทษ "บิ๊กเต่า" ต่อหน้าสื่อ


ส่วนเรื่องหนี้ 300 ล้านบาท มาดามเก่ง เล่าว่า รู้จักกับโทน บางแค ช่วงกรกฎาคมปี 2565 ผ่านการแนะนำของเซียนพระที่รู้จัก ตอนนั้นเธอต้องการขายรถหรูเบนลี่ ซึ่งโทนก็รับซื้อไว้ ในราคา 18 ล้านบาท แต่ขอผ่อนจ่าย 10 งวด ซึ่งงวดแรกขอจ่ายหลังได้รถไปแล้ว 10 เดือน เธอก็ตกลง แต่ปรากฎว่าเช็คที่เขียนจ่ายมาบางฉบับก็เด้ง แต่ระหว่างนั้นด้วยความเชื่อใจก็นำของแบรนเนม และทรัพย์สินมีค่าหลายรายการไปฝากโทนขาย เพราะเขาเป็นอินฟลูเอนเซอร์ คนติดตามหลักล้าน อาจจะขายได้ราคาดีกว่า


เดือนตุลาคม 2565 โทนมาขอยืมเงิน 100 ล้านบาท อ้างว่าจะไปสั่งผลิตกล้องส่องพระที่ผลิตจากประเทศเยอรมนี 1,000 ตัว จะเอามาขายตัวละหมื่นกว่าบาท และจะแบ่งให้มาดามเก่ง 300 ตัว ในราคาต้นทุนตัวละ 3,000 บาท เพื่อนำไปขายต่อ โดยเอาตึกอาคารพาณิชย์มาค้ำไว้ อ้างว่ามีราคาประเมิน 100 ล้าน แต่สุดท้ายมาดามเก่งก็ไม่ได้กล้องตามที่ตกลงกัน คนรู้จักโทรไปถาม โทนบอกว่า ไม่มี ขายกินหมดแล้ว ถ้าจะเอามีแต่ราคา 1 หมื่นบาท จำนวน 300 ตัว ถ้าจะเอาก็โอนเงินมา นี่คือเหตุการณ์ที่ทำให้เธอหมดใจกับโทน และเริ่มสงสัยในพฤติกรรม จึงนำตึกที่โทนเอามาค้ำประกันไปประเมิน พบว่ามีมูลค่าเพียง 60 ล้านบาทเท่านั้น


ก่อนจะเริ่มตรวจสอบทรัพย์สินต่างๆ ที่ฝากโทษขาย หรือที่โทนรับไปแต่ยังได้เงินมาไม่ครบ เช่น รถเบนท์ลีย์ ป้ายทะเบียน 9999 นาฬิกาหรู เป็นต้น พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 180 ล้าน จึงตัดสินใจ เรียกโทนมาทำสัญญาเงินกู้ โดยแบ่งเป็น 2 ฉบับ


สัญญาเงินกู้ฉบับแรก 120 ล้าน คือ เงินยืม 100 ล้านบาท และหนี้ที่อั๋น โอกิ โอนหนี้มาที่โทนอีก 20 ล้านบาท ซึ่งยอดหนี้ตัวนี้มีตึกมาค้ำประกัน แต่มูลค่าประเมินแค่ 60 ล้าน ต่ำกว่ายอดหนีัครึ่งนึง


สัญญาเงินกู้ฉบับที่ 2 จำนวน 180 ล้าน เป็นทรัพย์สินต่างๆ ที่เธอเคยฝากขาย หรือโทนรับซื้อไปแต่จ่ายเงินไม่ครบ ซึ่งยอดนี้ก้อนนี้ โทน เอาพระพุทธรูป พระเครื่อง และสิ่งของต่างๆ ในพิพิธภัณฑ์ของโทนมาค้ำ และอ้างว่ามีมูลค่าหลักหลายร้อยล้าน หากนำไปขายได้เงินสูงกว่ายอดนี้แน่นอน


พอนำพระพุทธรูป พระเครื่อง หรือสิ่งของต่างๆ ที่โทนนำมาค้ำไปตรวจสอบภายหลังถึงรู้ว่า ทรัพย์ที่นำมาค้ำยอดไม่ได้สูงตามที่โทนกล่าวอ้าง เช่น พระพุทธรูปชุดหนึ่งโทนอ้างว่ามีมูลค่า 180 ล้าน และเคยมีคนมาขอซื้อ 400-500 ล้าน แต่พอเอาไปประเมินกลับมีราคาไม่ถึง 40 ล้าน หรือพระอีกชุดโทนอ้างว่าราคา 66 ล้าน 6 แสน แต่ราคาขายจริงได้แค่ 7 ล้านบาท พระเครื่องบางองค์ บอกราคา1 ล้าน เอาไปประเมินจริงแค่ 1 แสนกว่าบาท ทำให้เธอรู้สึกว่าสัญญานี้ไม่เป็นธรรม


หนึ่งในพยานที่อยู่ในเหตุการณ์ คือ "อุ๊ กรุงสยาม" เซียนพระที่สนิทกับมาดามเก่ง และโทน บางแค เล่าถึงเหตุการณ์การเรื่องเอาพระพุทธรูปชุดหนึ่งมาค้ำหนี้ 180 ล้านว่า โทนอ้างว่า พระชุดนี้มีราคาสูงกว่า 180 ล้าน ซึ่งเป็นพระที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์ของโทน สามารถให้เอาพระชุดเหล่านี้ไปค้ำประกันหนี้ได้เลย วันนั้นจึงขนพระออกมาจากบ้านโทน เพื่อมาประเมินราคา พบว่าเป็นพระแท้ แต่ราคาไม่ถึงตามที่ถูกกล่าวอ้าง ส่วนที่โทนบอกว่าทยอยผ่อนหนี้มาตลอด และผ่อนจ่ายล่วงหน้าไปถึงปี 2570 แล้ว แต่ที่จริงคือการเอาพระมาจ่าย ตัวเงินไม่มีเลย


อุ๊ กรุงสยาม เล่าถึงต้นเรื่องที่ทำให้ทั้งวงการพระเครื่องแตกตื่น เริ่มมาจากต้อม นครสวรรค์ ซื้อพระแล้วจ่ายเช็คเด้ง ก่อนจะเอาพระไปจำนำกับมาดามเก่งอีก 4-5 ร้อยล้าน และต้อมทำแบบนี้มาตลอด แม้แต่ตัวของ อุ๊ กรุงสยามเองก็โดน ดังนั้นจึงเป็นที่มาของมาดามเก่งไปแจ้งความกองปราบปราม ทำให้ตำรวจเรียกสอบเซียนพระหลายคน เพื่อหาว่าพระเครื่องไปอยู่ที่ใครยังไง จนเกิดเป็นกระแสข่าวว่า มาดามเก่งไล่แจ้งจับ ทำให้โทน เริ่มติดต่อ ป๋อง สุพรรณ เพราะร้อนตัวว่าตัวเองอาจจะโดนไปด้วย ทั้งที่ความจริงมาดามเก่ง ต้องการถามเรื่องหนี้อย่างเดียว


ระหว่างการแถลง อุ๊ กรุงสยาม ยังบอกด้วยว่า บรรดาเหล่าเซียนพระจะมาหามาดามเก่ง มักจะหิ้วไวน์ หรือเครื่องดื่มแอลกอฮอร์มาด้วย เพราะรู้ว่ามาดามเก่งชอบดื่ม พอได้ที่ก็ใจนักเลง ขออะไรก็ได้


ขณะที่นายเชษฐพล โกวิทวาณิชย์ หรือ ทนายโต ทนายความส่วนตัวของมาดามเก่ง ยืนยัน เงินที่มาดามเก่งให้โทนให้ไม่ใช่ให้โดยเสน่หา แต่เป็นการติดต่อซื้อขายทรัพย์สินหลายอย่าง จนมียอดหนี้กว่า 300 ล้านบาท ซึ่งปัญหาทั้งหมดมาจากเจ้าหนี้ต้องการได้เงินคืน และทรัพย์บางอย่างมีการทำกันเป็นขบวนการ เพื่อให้ได้เงินไป


เมื่อถามว่ามาดามเก่งรู้สึกยังไง ทนายตอบแทนว่า ให้เงินยืมไปหลายร้อยล้าน แถมโดนแจ้งความกลับอีก ไม่เสียใจก็บ้าแล้ว แต่เมื่อสื่อถามย้ำว่า โทน บางแค อยู่ในขบวนการเว๊ยนกระดาษเปล่าหรือไม่ ทนายปัดให้ข้อมูลในเรื่องนี้ อย่างว่าทุกอย่างอยู่ในสำนวนคดีของตำรวจ



อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/M8ziZS4wAgQ

แท็กที่เกี่ยวข้อง  โทนบางแค ,บิ๊กเต่า ,มาดามเก่ง

คุณอาจสนใจ

Related News