สังคม

สั่งปิดคลินิกศัลยกรรม 7 วัน เหตุ LGBTQ+ เสียชีวิตหลังผ่าตัดแก้จมูก

23 เม.ย. 2569

47 views

ญาติคาใจการเสียชีวิตของ LGBTQ+ ไปศัลยกรรมแก้จมูก ที่คลินิกเมืองนครปฐม ในหลายประเด็น โดยเฉพาะคลินิกใช้เวลาผ่าตัดนานเกินไป รวมถึงกล้องวงจรปิด เซิร์ฟเวอร์พัง และพี่ชายใช้สารเสพติดจริงหรือไม่ ด้านสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครปฐม สั่งปิดคลินิกศัลยกรรม 7 วัน ก่อนรอผลชันสูตรและส่งเรื่องให้แพทยสภาตรวจสอบ การผ่าตัดศัลยกรรมของคลินิกได้มาตรฐานตามวิชาชีพหรือไม่

กรณีผู้ใช้เพซบุ๊กรายหนึ่ง โพสต์ระบุว่า "ขอแสดงความเสียใจอย่างสุดซึ้งกับการจากไปของน้องสาวสอง (LGBTQ+ ) คนหนึ่งที่ตัดสินใจเข้ารับการผ่าตัดเสริมจมูก ด้วยเทคนิคซี่โครง ในคลินิกแห่งหนึ่งใน จ.นครปฐม ไม่มีใครควรต้องสูญเสียจากความหวังเล็กๆ ที่อยากให้ตัวเองดูดีขึ้นแบบนี้เลย ขอให้น้องสู่ภพภูมิที่ดี และขอเป็นกำลังใจให้ครอบครัว ตอนนี้รอฟังคำชี้แจงจากทางคลินิก เพื่อให้ความจริงปรากฎอย่างชัดเจน และเป็นธรรมกับทุกฝ่าย"

ต่อมา เช้ามืดวานนี้ ทาง สภ.เมืองนครปฐม รับแจ้งจากโรงพยาบาลกรุงเทพสนามจันทร์ มีผู้ป่วยเสียชีวิต เป็น LGBTQ+ วัย 28 ปี จึงรุดไปตรวจสอบ เบื้องต้น แฟนหนุ่มของผู้เสียชีวิต เผยว่า ก่อนเกิดเหตุ ได้ไปทำศัลยกรรมจมูก ที่คลินิกศัลยกรรมความงามแห่งหนึ่งในตำบลพระปฐมเจดีย์ อำเภอเมืองนครปฐม ซึ่งเป็นการแก้ไขจมูกครั้งที่ 2 โดยเข้าไปตั้งแต่ช่วงเที่ยงของวันที่ 21 เมษายน กระทั่งเที่ยงคืนเข้าสู่วันที่ 22 เมษายน ทางคลินิก โทรมาแจ้งว่า เขาได้หมดสติ และถูกนำส่งรักษาที่โรงพยาบาลจนกระทั่งเวลา 05.20 น. ได้เสียชีวิตลง

ด้าน พ่อ ปู่ และน้องชายของผู้เสียชีวิต รีบเดินทางมาจากต่างจังหวัด รุดเข้าแจ้งความที่ สภ.เมืองนครปฐม ซึ่งน้องชายของผู้เสียชีวิตบอกว่า พี่ทำงานอยู่ออสเตรเลีย กลับมาบ้านช่วงสงกรานต์ และไปศัลยกรรมแก้จมูก ในวันที่ 21 เมษายน

ขณะรอผ่าตัดพี่ยังได้ตอบแชทแฟนผม ช่วงเกือบบ่ายโมง และถ่ายภาพขณะรอผ่าตัดมาให้ดู พร้อมบอกว่า กำลังผ่า กลัว ตื่นเต้น กลัวตอนอยู่ห้องผ่าตัด แฟนของตนยังได้คุยเล่นไปว่า ตื่นมาก็สวยแล้วค่ะ จากนั้นก็ติดต่อพี่ไม่ได้อีกเลย

กระทั่งช่วงกลางดึก ญาติ ๆ ได้รับแจ้งจากโรงพยาบาลว่า พี่ถูกส่งตัวมารักษา มาด้วยอาการความดันต่ำ สมองขาดออกซิเจน ต้องใส่ท่อช่วยหายใจ จากนั้นมาเสียชีวิตช่วงเช้ามืด ซึ่งก่อนจะเสียชีวิต ตนได้ถามอาการจากหมอที่คลินิก หมอบอกว่า พี่ได้เสพยาก่อนมาที่คลินิก ซึ่งตนไม่เชื่อ จึงได้ไปถามหมอของโรงพยาบาล หมอบอกเพียงว่า พี่อาการหนัก หลังจากพี่เสียชีวิต ก็ติดต่อคลินิกไม่ได้อีกเลย

ด้านพ่อของผู้เสียชีวิต เผยว่า ตนอยู่ที่พิจิตร รู้แค่ว่าลูกจะมาทำจมูกที่กรุงเทพฯ หลังจากนี้คงต้องปรึกษากันก่อน อาจจะเรียกร้องค่าสินไหมจากคลินิก เพราะปกติการผ่าตัดจมูก เป็นผ่าตัดเล็ก ก็ไม่น่าจะมีการให้ยาสลบเกิน จนไม่ฟื้น ซึ่งเราก็ยังไม่รู้สาเหตุ

ล่าสุดเช้านี้ ทางน้องชายได้ไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้พี่ชายที่วัดย่านบางบัวทอง และบอกกับทีมข่าวว่า ยังติดใจการเสียชีวิตในหลายประเด็น ซึ่งตนได้คุยกับ คุณหมอผู้ชายและผู้หญิงของคลินิก ขณะที่นั่งรออยู่หน้าห้องโรงพยาบาล ที่พี่ของตนอยู่ในวันที่เสียชีวิต คุณหมอบอกว่า อาการพี่ผมแย่ แล้วบอกอีกว่า พี่ของตนเสพสารเสพติด ในโพรงจมูกมีสารเสพติด

ส่วนคุณหมอของทางโรงพยาบาล บอกว่า ได้ตรวจเช็กแล้ว พบว่า ไตไม่ทำงานเฉียบพลัน รวมถึงขาดออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงสมอง เป็นเวลานานทำให้สมองบวม

แต่สิ่งที่ตนเองรู้สึกสงสัยมีอยู่ 3 ข้อ คือ 1.ช่วงระยะเวลาการผ่าตัด นานเกินไป ปกติแล้วจะประมาณ 3-4 ชั่วโมง น่าจะเสร็จ หรือ หากมีเหตุอะไร ก็ควรนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที

2. กล้องวงจรปิดและเซิร์ฟเวอร์เก็บข้อมูล ที่กล้องหันหน้าเข้ากำแพงและเซิร์ฟเวอร์ไม่อยู่แล้ว หากพังตัวเครื่องก็ควรอยู่กับที่ จึงต้องการคำตอบที่ชัดเจนจากคลินิก

และ 3 เรื่องสารเสพติด ที่ตนเองไม่เชื่อว่าพี่ชายจะใช้สารเสพติด

ถึงตอนนี้ ครอบครัวยังไม่ได้รับคำชี้แจงจากคลินิกเลย จึงอยากร้องขอความเป็นธรรมจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะที่ช่วงบ่ายวานนี้ นายแพทย์วิโรจน์ รัตนอมรสกุล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดนครปฐม (สสจ.นครปฐม) พร้อมด้วยพันตำรวจเอก อชิรวัตติ์ ถาวรเจริญวัฒน์ ผู้กำกับ สภ.เมืองนครปฐม เข้าตรวจสอบคลินิกศัลยกรรมต้นเหตุ ที่ถนนต้นสน อำเภอเมือง จ.นครปฐม และเก็บหลักฐาน

โดยบริเวณด้านหน้าคลินิก ยังมีก้านสำลี ผ้าก๊อซ และสายเดรนเลือด หรือท่อทางการแพทย์ที่ใช้ระบายเลือดและของเหลวคั่งค้างออกจากแผลผ่าตัด ตกอยู่หน้าร้าน ตำรวจจึงเก็บไว้เป็นพยานหลักฐานด้วย

หลังตรวจสอบข้อเท็จจริง นายแพทย์วิโรจน์ กล่าวว่า คลินิกได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการสถานพยาบาล ประเภทไม่รับผู้ป่วยไว้ค้างคืน ถูกต้องตามกฎหมาย ส่วนผลตรวจมาตรฐานสถานพยาบาลก็พบว่า เป็นไปตามกฎหมาย

เบื้องต้น เห็นว่า ผู้เสียชีวิตได้มารับบริการในคลินิกดังกล่าวจริง และเกิดความผิดปกติระหว่างผ่าตัด จึงได้รวบรวมหลักฐาน ร่วมกับ สภ.เมืองนครปฐม และออกคำสั่งให้คลินิกปิดทำการชั่วคราว 7 วัน ตามอำนาจของพระราชบัญญัติสถานพยาบาล พ.ศ.2540

นายแพทย์ สสจ.นครปฐม ตั้งข้อสังเหตุว่า การ CPR ตั้งแต่เวลา 2 ทุ่ม ถึง 5 ครั้ง และใช้เวลานานเกินกว่าปกติ กว่าจะเรียกรถฉุกเฉินเพื่อส่งโรงพยาบาลก็ 5 ทุ่มแล้ว ขณะเดียวกันจะต้องไปตรวจสอบว่า การผ่าตัดที่วางยาสลบ มีการใช้วิสัญญีแพทย์ที่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งจะเสนอต่อแพทยสภาเพื่อพิจารณาว่า เป็นไปตามมาตรฐานวิชาชีพหรือไม่

ด้าน ผู้กำกับ สภ.เมืองนครปฐม กล่าวว่า การดำเนินคดีต้องรอผลชันสูตรที่ส่งไปยังนิติเวช โรงพยาบาลศิริราช (สอบถาม ล่าสุด ทราบว่าไม่เกิน 3 วันจะทราบผล) ทั้งนี้ ตำรวจได้เข้าเก็บวัตถุพยานทั้งหมดในที่เกิดเหตุ รวมถึงพยานในที่เกิดเหตุต้องเรียกมา ส่วนเซิร์ฟเวอร์ของกล้องวงจรปิด จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ไม่มี ดังนั้นต้องเรียกเจ้าของคลินิกมาสอบถาม ว่า เซิร์ฟเวอร์ถูกถอดออกไป หรือว่า ไม่มีอยู่แล้ว

ส่วนกล้องวงจรปิดบางตัวหันเข้าผนัง ได้สอบถามกับพนักงานประจำคลินิก ให้ข้อมูลว่า กล้องเสีย แต่ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงต้องตรวจสอบและพิสูจน์ว่าเป็นจริงตามที่ให้ข้อมูลหรือไม่



อ่านข่าวเพิ่มเติมได้ที่ : https://youtu.be/oQXFKEqRE4Q

คุณอาจสนใจ

Related News