สังคม

ขยายผลจับ จนท.รีดเงินจีนเทา เร่งสอบผู้การ 191-ดีเอสไอ มีเอี่ยวหรือไม่

16 ม.ค. 2566

131 views

รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีเจ้าหน้าที่ ประกอบด้วยตำรวจ 191 ดีเอสไอ และทหาร ร่วมกันค้นบ้านพัก ที่กงสุลนาอูรูประจำประเทศไทย เคยเช่า อยู่อาศัยก่อนย้ายออกไป และมีชาวจีนไปใช้สถานที่ดังกล่าวเพื่อลักลอบทำวีซาปลอม ซึ่งเจ้าหน้าที่ชุดดังกล่าว ทั้งยักยอกเงินของกลาง เรียกรับสินบน และยังพยายามทำลาย กล้องวงจรปิดที่เป็นหลักฐาน ตอนนี้เจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องทั้ง 16 คน เข้ามอบตัวแล้ว แต่ให้การสารภาพเพียง 1 คน ขณะเดียวกันในทางสืบสวบ กำลังขยายผลว่ามีผู้บังคับ บัญชาระดับสูงกว่านี้เกี่ยวข้อง รู้เห็นด้วยหรือไม่



ภาพจากล้องวงจรปิดที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษย์เปิดเผย เผยให้เห็นเจ้าหน้าที่หลายฝ่ายประกอบด้วยดีเอสไอ และตำรวจ 191 ร่วมกันตรวจค้นบ้านพักหลังหนึ่งในพื้นที่ทุ่งมหาเมฆ เขตสาทร ซึ่งเคยเป็นบ้านพักกงสุลนาอูรูประจำประเทศไทย แต่ได้ย้ายออกไป และมีชาวจีนมาใช้บ้านนี้เป็นที่ลักลอบทำวีซ่าปลอมให้ชาวจีน ชาวนาอูรู และชาติอื่นๆที่ต้องการ



เหตุการณ์ภายในบ้านซึ่งถูกเปิดเผยออกมาก่อนหน้านี้ คือมีการพบคนอื่นๆ รวมชาวจีนที่มีหมายจับเป็น 11 คน พร้อมเงินสดราว 8 ล้านบาท แต่เจ้าหน้าที่ชุดตรวจค้น นำหญิงชาวจีน 1คน เป็นแม่บ้าน พร้อมเงินสด 2 ล้าน 5 แสนบาท ส่งพนักงานสวน แต่เงินของกลางหายไป 5 ล้าน 5 แสนบาท



มีข้อมูลต่อมาว่า เจ้าหน้าที่ชุดนี้อ้างว่าเงิน 5 ล้าน 5 ไม่ลงตัวกับจำนวนเจ้าหน้าที่ จึงเรียกเงินอีก 4 ล้าน แลกกับการปล่อยตัว 11คน ซึ่งปรากฎว่ามีการส่งมอบเงิน 4 ล้านที่เหลือ ที่ปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง โดยชาวจีนที่นำเงินมาให้ก็เป็นผู้ต้องหาหมายแดงเช่นกัน



รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ แถลงวันนี้ว่าคลิปภาพดังกล่าวเป็นเหตุการณ์จริง และเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง 16 คน ที่ถูกออกหมายจับ เข้ามอบตัวทั้งหมดแล้ว แยกเป็น เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ 5 คน ตำแหน่งสูงสุดเป็นผู้อำนวยการส่วน /จากนั้นลำดับที่ 6 ถึง 14 เป็นตำรวจ 191 ยศสูงสุดร้อยตำรวจเอก ซึ่ง 14 คนนี้ถูกแจ้งข้อหาเรียก รับสินบนมาตรา 149 และมาตรา 157 ปฎิบัติหน้าที่มิชอบ และช่วยคนอื่นไม่ให้รับโทษ ทำให้พยานหลักฐานเสียหาย



ส่วนลำดับที่ 15 เป็นทหารยศสิบเอก ซึ่งป็นคนใกล้ชิดกับฝ่ายดีเอสไอ และคนที่ 16 เป็นชายชาวจีน ทำหน้าที่เป็นล่ามแปลภาษาจีนของ DSI ถูกดำเนินคดีฐาน สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ร่วมกันรับสิบน และทำลายหลักฐาน ซึ่งกรณีนี้คือเซอเวอร์บันทึกภาพเหตุการณ์ในบ้าน ที่ผู้ต้องหายศสิบเอกนำกลับไปที่บ้าน แต่เจ้าหน้าที่ตามยึดและกู้ภาพคืนมาได้ทั้งหมดแล้ว



พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ระบุว่ายืนยันว่าคดีนี้ เจ้าหน้าที่ดีเอสไอเป็นต้นเรื่องประสานไปให้ตำรวจ 191 ร่วมตรวจสอบและเป็นฝ่ายขอหมายค้นจากศาล ตอนนี้ยังต้องหา ข้อเท็จจริงว่าการไปร่วมกันปฎิบัติหน้าที่ดังกล่าว มีผู้บังคับบัญชา หรือระดับใดบ้างที่รู้เห็น หรืออนุมัติ หรือเป็นการปฎิบัติการโดยมิชอบ



ขณะที่ผู้บังคับการตำรวจสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ ระบุว่า ตำรวจ 191 ทั้ง 9 นาย เข้ารับทราบข้อกล่าวหาแล้ว และถูกตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง พร้อมให้ทั้ง 9 คนหยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที



ขณะที่รองปลัดกระทรวงยุติธรรม ในฐานะประธานคณะกรรมการตรวสอบข้อเท็จจริงการทำงานของดีเอสไอ ที่กระทรวงยุติธรรมต้ังขึ้น ระบุว่าดีเอสไอตั้งกรรมการสอบสวนวินัย ร้ายแรงต่อกรณีดังกล่าวแล้ว คู่ขนานกับการดำเนินการของตำรวจ โดยไม่ต้องรอผลทางคดีอาญาที่ถูกดำเนินคดีแล้ว



พลตำรวจเอกสุรเชษฐ์ ระบุว่ากรณีดังกล่าว ไม่เกี่ยวกับกลุ่มทุนจีนสีเทาคดีผับจินหลิง ซึ่งเป็นคดีพบยาเสพติด แต่คดีผับจินหลิง นำไปสู่การตรวจค้นกลุ่มจีนเทา จนพบการออกวีซ่าให้ชาวจีนอย่างมิชอบมากถึง 3 พันคน ในพื้นที่ ตม. 4 เขตภาคอีสาน ระหว่างปี 2563 และ 2564 รวมถึงในเขตตม. 5 ภาคเหนือ ทีมีอีกนับพันคน

ซึ่งกรณนี้มีตำรวจ ตม.เกี่ยวข้องกว่า 80 นาย รวมระดับนายพล 3 นาย ซึ่งจะต้องถูกเรียกมารับทราบข้อกล่าวหาตามความผิด 157 และจะถูกตรวสอบต่อโดยปปช.ด้วย.

คุณอาจสนใจ

Related News