เลือกตั้งและการเมือง

ผลสอบ 2 บิ๊กตำรวจ ชี้ ‘บิ๊กโจ๊ก’ ผิดจริง พบเส้นเงินโยงเว็บพนัน จ่อชงฟัน 3 ป.ป.ช.ช่วยตกแต่งทรัพย์สิน

โดย nicharee_m

6 เม.ย. 2567

193 views

คกก.เผย ผลสอบหลังนายกฯ สั่งสอบข้อเท็จจริง 2 บิ๊กตำรวจ เชื่อ “บิ๊กโจ๊ก” ร่วมกระทำความผิดฟอกเงินจริง เหตุ รู้ว่าเป็นเงินจากเว็บพนัน-ได้รับผลประโยชน์ ส่วน “บิ๊กต่อ” รอ “ทนายตั้ม” แจงหลังยื่นหลักฐาน 10 เม.ย.นี้ ยันรู้ผลก่อนเกษียณแน่นอน

วานนี้ (5 เม.ย.67) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.วินัย ทองสอง กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ก.ตร. ในฐานะคณะกรรมการและเลขานุการ คณะกรรมการชุดดังกล่าว แถลงความคืบหน้าครั้งที่ 1 ระบุว่า ทางคณะกรรมการฯ มีการเชิญคนที่เกี่ยวข้องมาสอบถามจากทั้งสองฝ่ายจำนวนทั้งสิ้นเกือบ 30 นาย ซึ่งเป็นคนที่อยู่ทั้งสองฝ่ายทั้งฝั่งของคนที่กล่าวหา พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ซึ่งเราได้เชิญบุคคลทั้งหมดนี้เข้าไปสอบถาม โดยจะให้ส่งเอกสารชี้แจงข้อเท็จจริง พร้อมพยานหลักฐานต่างๆ ภายในวันที่ 30 เม.ย.นี้ และจะให้ฝั่ง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ส่ง ข้อมูลเอกสารที่เหลือทั้งหมดมาให้คณะกรรมการฯ ภายในวัน 20 เม.ย.นี้

พล.ต.อ.วินัย บอกว่า ตนเคยพูดก่อนหน้านี้แล้วว่าชุดข้อมูลซีกของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เดินมาเกือบสุดทาง และมาสุดทางจริงๆตอนศาลอาญาอนุมัติหมายจับ  ซึ่งคณะกรรมการฯ ได้ตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ “เราเชื่อไปในทิศทางเดียวกันกับที่ศาลออกหมายจับคือมีการร่วมกระทำความผิดจริง”

เมื่อถามว่าอะไรทำให้เชื่อไปในทิศทางเดียวกับศาล พล.ต.อ.วินัย กล่าวว่า จากการเรียกมาสอบถามและตรวจสอบพยานหลักฐานต่างๆ เราเห็นพยานหลักฐาน ซี่งคนละชุดกับพนักงานสอบสวน จึงมีความเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง  ยืนยันว่าขณะนี้หลักฐานชัดเจน

พล.ต.อ.วินัย กล่าวว่า การตรวจสอบข้อเท็จจริงยังไม่เสร็จสิ้นสมบูรณ์แต่ในส่วนของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ จากการดูพยานหลักฐานแล้วเราเชื่อว่ามีการกระทำผิดจริง และเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องและรับประโยชน์  และเชื่อว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ รู้ว่าเงินมาจากบัญชีม้าของเว็บพนัน ส่วนเส้นเงินไปไหนอย่างไรไม่ขอเปิดเผยในส่วนนี้ แต่มีหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ ทั้งนี้ ทั้งนั้นยังต้องตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมอีก  ก่อนจะยืนยันว่า คณะกรรมการฯไม่ได้เอาศาลเป็นตัวตั้งในการสรุป

ส่วนกระบวนการตรวจสอบฝั่งของ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์นั้น ในพุธวันที่ 10 เม.ย.นี้ เวลา 10.30 น. จะเชิญ นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เข้าให้ข้อมูลที่บ้านมนังคศิลา หลังจากที่คณะทำงานได้เชิญมาหลายครั้งแต่ทนายตั้มอ้างว่าติดภารกิจเดินสายร้องเรียน ซึ่งจะต้องสอบถามทนายตั้มเกี่ยวกับที่มาของเอกสารที่ได้นำไปร้องทุกข์กล่าวโทษ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ และภรรยาที่ สน.เตาปูน รวมทั้งที่มาของพยานบุคคล และเส้นทางการเงินอ้างว่ามีความเชื่อมโยง กับ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์และภรรยา พร้อมยืนยันว่าการตรวจสอบกรณีบิ๊กต่อเสร็จก่อนเกษียณอายุราชการอย่างแน่นอน  ก่อนจะบอกทิ้งท้ายว่าคณะกรรมการชุดนี้จะพยายามฟื้นความศรัทธาให้กับองค์กรตำรวจด้วยการทำงานอย่างตรงไปตรงมา


ปปป.ชงเรื่องเสนอฟัน 3 ป.ป.ช.ตกแต่งหลักฐานทรัพย์สินช่วย ‘บิ๊กโจ๊ก’-อดีต ผู้ว่าฯ ยันไม่เคยซื้อขายพระเครื่องด้วยกัน

วานนี้ (5 เม.ย.) ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีที่มีผู้เข้าร้องทุกข์ตำรวจ บก.ปปป. ให้ตรวจสอบและดำเนินคดีกับ นายสมบัติ ธรธรรม , นายจัตุรงค์ พานิซเจริญ และ น.ส.อารยา งามล้วน เจ้าหน้าที่ของ ป.ป.ช. ว่าร่วมกันกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่กระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ หลังพบหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทั้ง 3 ราย มีพฤติกรรมช่วยเหลือตกแต่งหลักฐานทรัพย์สินของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. เพื่อประกอบการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน หลังมีชื่อเข้าไปพัวพันกับคดีเว็บพนันออนไลน์ว่า ภายหลังตำรวจ บก.ปปป. ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง

เบื้องต้นพบพยานหลักฐานที่เชื่อได้ว่ากลุ่มเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทั้ง 3 รายดังกล่าว มีการกระทำผิดจริง อีกทั้งยังพบว่านอกเหนือจาก เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ทั้ง 3 รายแรกแล้ว ยังมีผู้เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดดังกล่าวเพิ่มเติมอีกจำนวน 3 คน ประกอบด้วย พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล รอง ผบ.ตร. พ.ต.ท.คริษฐ์ ปริยะเกตุ และ นายสมภพ ไทยธีระเสถียร หรือ เฮียอั้ง ในฐานความผิดเป็นผู้ใช้หรือตัวการร่วมกับเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. กรณีดำเนินการหรือสร้างพยานหลักฐานเท็จเกี่ยวกับการจัดทำเอกสารประกอบการชี้แจงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์

ทางพนักงานสอบสวน บก.ปปป. จึงรวบรวมพยานหลักฐานทั้งหมดส่งให้กับทาง ป.ป.ช. พิจารณาตรวจสอบข้อเท็จจริงกับผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งหมดรวม 6 ราย ตามขั้นตอนกฎหมายต่อไป

โดยพยานหลักฐานสำคัญที่ทำให้เชื่อว่า มีการกุเรื่องสร้างหลักฐานสำแดงทรัพย์สินเท็จ จนนำมาสู่การตรวจสอบนั้น คือคำให้การของพยานคนสำคัญรายหนึ่ง เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดแห่งหนึ่งในภาคตะวันออก โดยพยานคนดังกล่าวให้การว่า รู้จักกับนายสมภพจริงเนื่องจาก เคยเช่าพระกันในอดีต แต่ไม่ถึงกับสนิทสนมกัน

กระทั่ง 2-3 เดือนที่ผ่านมา นายสมภพ ได้ติดต่อมาหาพร้อมนัดพบที่ร้านอาหารข้างห้างสรรพสินค้าพาต้าปิ่นเกล้า เมื่อนายสมภพมาถึงก็ได้อ้างพยานคนดังกล่าวว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อยากรู้จักและอยากเลี้ยงอาหารเพราะต้องการขอเช่าพระ แต่ได้ตอบปฏิเสธไป เพราะต้องการเก็บไว้บูชาเอง จึงไม่ได้มีการพบเจอ หรือ เคยติดต่อเช่าพระกับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ แต่อย่างใด

อีกทั้งพระจำนวน 10 องค์ ที่มีการกล่าวอ้างว่าเช่ามาจากพยานคนดังกล่าวนั้น ทางพยานยืนยันว่าไม่เป็นความจริง พร้อมยืนยันว่าไม่เคยครอบครองพระเครื่อง 10 องค์ดังกล่าวแต่อย่างใด

นอกจากนี้จากแนวทางสืบสวนเจ้าหน้าที่ชุดคลี่คลายคดีดังกล่าว ยังพบหลักฐานสำคัญอีกอย่างเป็นความเชื่อมโยงระหว่าง เจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. รายหนึ่ง กับ พ.ต.ท.คริษฐ์ หนึ่งในผู้ถูกกล่าวหา หลังพบว่าเคยให้ความช่วยเหลืออำนวยความสะดวกกันในการประสานเข้าใช้บริการโรงพยาบาลตำรวจ รวมถึงพบข้อมูลการประสานนัดหมายเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. คนดังกล่าว ไปให้ถ้อยคำต่อพนักงานไต่สวน สำนักงาน ป.ป.ช. กรณีที่มีการตรวจสอบเรื่องเกี่ยวกับ สตม. (VISA ON ARRIVAL) เมื่อครั้ง ที่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังมีตำแหน่งเป็น ผบช.สตม. อีกทั้งจากการตรวจสอบประวัติของเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. คนดังกล่าวยังพบว่าเป็นหนึ่งในอนุกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีความเห็นเสนอยุติเรื่องร้องเรียน พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ และ พวก ในคดีเก็บส่วยคาราโอเกะในอดีตอีกด้วย

ขณะเดียวกัน นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชน นำพยานหลักฐานมามอบให้พนักงานสอบสวน สน.เตาปูน โดยพา นางสาวพิมพ์วิไล พยานปากสำคัญ ทำหน้าที่โอนเงินให้บัญชีม้า คดีเว็บพนันออนไลน์ เชื่อมโยงดีของผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และพวกรวม 4 คนข้าให้การกับพกงานสอบสวน ยืนยัน ไม่รู้จักตำรวจคนไหนเป็นการส่วนตัว และไม่ได้กลั่นแกล้งใคร แต่ขอให้การไปตามพยานหลักฐาน



รับชมทางยูทูบที่ : https://youtu.be/RyAGjJD3I5I

คุณอาจสนใจ

Related News