เลือกตั้งและการเมือง

“กกต.สิทธิโชติ” รับเป็นเสียงข้างน้อยคดีฮั้ว สว. ยันมติ กกต.ไม่เป็นเอกฉันท์

1 ชั่วโมงที่แล้ว

13 views

“กกต.สิทธิโชติ” รับเป็นเสียงข้างน้อยคดีฮั้ว สว. ยันมติ กกต.ไม่เป็นเอกฉันท์ เผยนักการเมืองที่สงสัย ไม่มีเส้นเงินออกจากตัวเอง แต่ออกจากคนรอบข้าง ไม่เชื่อพยานเป็นถึง สส.จะถูกข่มขู่ได้

ภายหลัง กกต.แถลงผลการพิจารณาคดีดังกล่าว ว่า จากสว. ที่ถูกกล่าวหา 427 คน มีมติส่งศาลฎีกา แผนกคดีเลือกตั้ง เอาผิด 77 คน โดยมี 26 สว.ปัจจุบันโดนด้วย แต่ไม่มี “นักการเมือง-สส.-กก.บห.พรรค” แม้แต่คนเดียว

ล่าสุดมีกระแสข่าวว่ากรรมการการเลือกตั้ง “นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ“ โวย “นายณรงค์ กลั่นวารินทร์” ประธาน กกต.ในที่ประชุมว่า ไม่เคารพมติเสียงข้างน้อย ซึ่งมีรายงานพบว่า นายสิทธิโชติ เป็น 1 ใน 2 เสียงข้างน้อย ของ กกต. ให้ส่งฟ้องกรรมการบริหารพรรค-สส. ในคดีฮั้ว สว. แต่แพ้เสียงข้างมาก (5:2)

ล่าสุด เวลา 16.50 น. ที่ สำนักงาน กกต. นักข่าวเจอ นายสิทธิโชติ อินทรวิเศษ กรรมการการเลือกตั้ง สอบถามถึงกรณีดังกล่าว เจ้าตัวยอมรับเป็น 1 ใน 2 เสียงข้างน้อย กกต. เห็นควรให้ส่งฟ้องกรรมการบริหารพรรค-สส. ในคดีฮั้ว สว.

นายสิทธิโชติ ชี้แจงว่าไม่ได้เกิดจากความไม่พอใจประธาน กกต. แต่เห็นว่าการแถลงข่าวควรแจ้งรายละเอียดมติให้ชัดเจนตามที่ตกลงกันไว้ในที่ประชุมว่า ในแต่ละข้อกล่าวหา กกต. มีมติเสียงข้างมากหรือเสียงข้างน้อยอย่างไร คล้ายแนวปฏิบัติของศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ประชาชนรับทราบว่า มติในแต่ละเรื่องไม่ได้เป็นเอกฉันท์ทั้งหมด

ขอยืนยันว่า มติไม่ได้เป็นเอกฉันท์ทั้งหมด ก่อนอธิบายว่า ในกลุ่มบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง มีมติเอกฉันท์ที่ยกคำร้อง ในกลุ่มที่มีพยานหลักฐานชัดเจนทั้ง พยานบุคคล, นิติวิทยาศาสตร์, เส้นทางการเงิน

ส่วนสำคัญ คือ ข้อกล่าวหาที่ 1 และ 2 เกี่ยวกับนักการเมือง กรรมการบริหารพรรค และ สส. ยืนยัน “มติไม่เป็นเอกฉันท์” โดยในบุคคลสำคัญมีมติ 5 ต่อ 2 เสียง หมายถึงให้ยกคำร้อง 5 เสียง, ให้ลงโทษ 2 เสียง หรือบางกรณี 6 ต่อ 1 เสียง และบางคนไม่เกี่ยวข้องเลย ก็จะเป็นยกอย่างเอกฉันท์ ย้ำว่าพิจารณาตามเนื้อผ้า

ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้บริหารพรรค ขอยอมรับเลยว่า ตนและ กกต. อีกท่าน คือ ท่านชาย อยู่ในกลุ่มเสียงข้างน้อย เรามองว่าพยานหลักฐานที่ปรากฎมันค่อนข้างที่จะเชื่อได้ สาเหตุที่ตนพูดอย่างนั้นเรามองบริบทว่าไม่ได้ที่จุดเดียว แต่ที่เราจับได้ไล่ทัน มีบางจุดเช่น กลุ่มนครศรีธรรมราช ภูเก็ต หนองบังลำภู อุทัยธานี นครสวรรค์ สุโขทัย มาพูดคุยประชุมกันแต่ละโรงแรมเพื่อทำโพย ซึ่งมี 12 โพยฮั้วมีหมายเลขที่เขียนเอาไว้ คนที่ได้ 1-7 อยู่ในโพยนี้ทั้งนั้น กลุ่มที่มาทำโพยและถูกลงโทษด้วย ซึ่งถือเป็นการทุจริตการเลือกตั้ง และอาจถึงอาญาเข้ามาตรา 77(1) ด้วยซ้ำ เพราะฉะนั้นหากเรามองทุกพื้นที่เกี่ยวข้องกับพรรคๆ เดียว เป็นสมาชิกและเกี่ยวกับพรรค แล้วในกลุ่มนี้ทำโพยเสร็จไปสอดคล้องกับพยานที่กลับคำให้การ ตอนแรกเขาให้การว่ามีการกระทำ จะมอบหมายให้บุคลากรในพื้นที่ของพรรคนั้นทำจริงๆ โดยตนไม่ได้เชื่อคนๆ นี้ แต่ตนเชื่อคำพูดของเขาว่าได้รับการปฏิบัติว่าเกิดขึ้นจริง เมื่อพิสูจน์ได้ก็น่าเชื่อถือใช่หรือไม่

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเบอร์โทรศัพท์และเส้นเงิน ซึ่งเบอร์โทรศัพท์พยานปากนี้ให้การว่าติดต่อใคร ไม่ว่าสมาชิกพรรคหรือ กก.บห.หรือ สส.ยึดโยงกันอยู่ตรวจสำนวนมันโยงกันจริง และหลังจากได้ สว.ตามที่ กกต.ประกาศแล้วได้นัดประชุม สว.ที่โรงแรมแห่งหนึ่งใน กทม.วันที่ 21 ซึ่งคนที่อยู่ในพรรคมาร่วมประชุม โดยพยานให้การเป็นเลขาฯของ สส. และคนๆ นี้เคยอยู่หน้าห้อง สส. รมต. และมาเป็น สว. ซึ่งเลขาฯคนนี้มาเป็นพยานว่ามีการนัดประชุมเพื่อมากำหนดตัวประธาน และรองประธานวุฒิสภา พยานเล่าว่าการเก็บโทรศัพท์และพบคนสำคัญของพรรคเดินออกมา อาจจะพบถึงหัวหน้าพรรคด้วยซ้ำ แต่อาจจะอยู่คนละห้อง

โดยพฤติการณ์อย่างนี้ มีการโทรศัพท์ติดต่อกัน สอดคล้องกันไปหมด กรณีนี้อย่างน้อยถือได้ว่าเป็นการสนับสนุนหรือทำให้เกิดเหตการณ์ทำโพยฮั้วแต่ละจังหวัด

นอกจากพยานปากนี้แล้วยังมี “นายดิเรก พรสีมา” ให้การสอดคล้องกับพยานปากนี้ ซึ่งให้การบอกชื่อคนๆ หนึ่งเคยอยู่กับ รมต.หนุ่มๆ เล่าให้ฟังถึงพฤติการณ์ ตรงกับพยานที่ 16

ส่วนพยานที่กลับคำให้การ มองว่าไม่น่าจะกลับคำด้วยการถูกข่มขู่ ซึ่งเขาเป็นใคร ใครจะข่มขู่เขาได้ เขาเป็นผู้มีบารมี เป็น สส.ของพรรคนั้น ณ เวลานั้น ใครจะไปขมขู่เขา และอีกคนที่กลับคำให้การก็เป็นพ่อตาของนักการเมืองระดับสำคัญด้วย อีกทั้งมายื่นกลับคำให้การในเวลาที่เราตั้งคณะอนุฯ ที่ 36 แล้ววันที่ 30 ต.ค.2568 มันห่างจากการให้การนานมาก

“ข้อพิรุธทั้งหลายเหล่านี้ เรามองช้างทั้งตัวแล้ว เราจะรู้ว่าช้างตัวจริงอยู่ตรงนี้ ที่เหลือเป็นปลีกย่อยก็ผิดไป แต่ช้างทั้งตัวอยู่ตรงนี้ เมื่อประกอบร่างแล้วเป็นแบบนี้ เสียงข้างน้อยจึงเห็นควรว่าผิดตามข้อหาที่ 1 กับ 2 ต้องไปด้วยกัน ซึ่งท่านประธาน กกต.อาจไม่มีตัวเลขในมือ ท่านบอกกับผมวันนี้ว่าเป็นความเห็นเสียงข้างมาก แต่ผมฟังแล้วไม่ได้ยินแบบนั้น จึงขออนุญาตเรียนว่า มตินั้นไม่มียกเป็นเอกฉันท์ในกลุ่มคนสำคัญ” กกต.สิทธิโชติ กล่าว

กกต.สิทธิโชติ ยืนยันว่าการออกมาพูดครั้งนี้ ไม่ได้ทำเพื่อปกป้องตัวเองจากการถูกจะฟ้องร้อง ม.157 เพราะตนมีเหตุผลและข้อวินิจฉัยรองรับชัดเจน และความเห็นต่างในคดีนี้ไม่ได้สะท้อนถึงความแตกแยกใน กกต. แต่เป็นการพิจารณาตามข้อเท็จจริงและมุมมองของแต่ละท่าน

เมื่อถามถึงรณีที่มีการพาดพิงระดับรัฐมนตรีเป็นคนคิดสูตรฮั้ว สว. กกต.สิทธิโชติ บอกว่า มีพยานพูดถึงบุคคลระดับรัฐมนตรี สส. และบุคคลในพรรคการเมือง แต่เป็นเพียงคำพูดหรือถ้อยคำเท่านั้น ของพยาน 2 ปาก ประเด็นนี้ไม่มีพยานหลักฐานอื่นสนับสนุน ซึ่งคำพูดคนยังเชื่อไม่ได้ทันที ต้องดูว่าเกิดขึ้นจริงหรือไม่

เมื่อถามถึงกรณี 77 คนที่ส่งฟ้อง มติเอกฉันท์หรือไม่ นายสิทธิโชติ อธิบายว่า มีเอกฉันท์อยู่บางกลุ่ม, สว.ตัวจริง เท่าที่ดูไม่เอกฉันท์ เป็น 4 ต่อ 3 แต่ที่เอกฉันท์ไม่ใช่ สว. แต่เป็นโหวตเตอร์ที่มีเส้นเงินชัดเจน หนีไม่ออก ซึ่งเสียงข้างน้อยยืนอยู่แล้ว 2 ปรากฏว่าก็มาอีก 2 จึงเป็น 4 สรุปเป็น 4:3

ส่วนเส้นเงินเชื่อมโยงนักการเมืองหรือไม่ กกต.สิทธิโชติ กล่าวว่า นักการเมืองจริงๆ ที่เราสงสัยไม่มีเส้นเงินออกจากตัวเอง แต่ออกจากคนรอบข้างเกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน คนสำคัญๆ ของประเทศ จะปรากฎจากพยานว่าให้ไปรับเงินสดชั้นที่ 4 ของที่ทำการพรรค ซึ่งเป็นคำกล่าวอ้าง ไม่มีพยานที่เหตุการณ์ ส่วนเส้นเงินมีปัญหานิดนึงว่า บางคน สว.ตัวจริงที่ถูกสั่งฟ้องครั้งนี้ จาก จ.ประจวบคีรีขันธ์ เส้นเงินจะปล่อยไปถึงไหน อย่างไร หรือคนที่โอนมา คุณวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร ตนจำชื่อได้! เป็นมือจ่ายโอนไปทางใต้ อยากรู้ว่าโอนเป็นแสนๆ มาจากใคร คนที่โอนให้เป็นใครเพื่อไปต่อ แต่ได้รับแจ้งว่า 4:3 ไม่รับเส้นเงินนี้ จะให้ไปถึงแหล่งเงินที่โอนไปต่อไม่ได้ มีข้อจำกัด

กกต.สิทธิโชติ ระบุว่า เรื่องเส้นเงินจบไปแล้ว ตอนนี้เรื่องต้องส่งไปศาลฎีกา ส่วนนอกเหนือจากนี้อยู่นอกสำนวน เนื่องจากหมดเวลาทำงานแล้ว ตามกระบวนการเราไม่ได้ส่งไม้ต่อให้ดีเอสไอเพราะทำเรื่องฟอกเงินอยู่แล้ว “ส่วนคนรอดจาก กกต.อาจโดนคดีฟอกเงิน ก็อาจเป็นไปได้ ดีเอสไอต้องไปวิเคราะห์กันเอง”

ส่วนประเด็นพยานให้การขัดแย้งกัน กกต.สิทธิโชติ บอกว่า ก็มีบ้าง เรื่องเล็กน้อย เช่นพยานที่ 16 ระบุว่าถ้าได้ สว.ระดับประเทศที่เลือกแล้ว 15-20 คน จะได้โควตา สว.ตัวจริง 1 คน  แล้วให้ส่งชื่อสว.ตัวจริงไปที่คนมีอำนาจในพรรค แล้วส่งต่อไป สส. / สส. ส่งไป รมต. เพื่อลงในโพย แล้วยังมีพยานอีก 2 ปาก ให้การแบบนี้ แต่แตกต่างกันในรายละเอียด แต่หากมองว่าไม่น่าเชื่อถือก็เป็นเหตุได้ อย่าลืมว่าเรื่องนี้เราเรียกมาสอบหลังจากนั้นเกือบปี พยานหลักฐานต่างๆ หาลำบาก การทำแบบนี้เป็นการปกปิดวิธีการทำทั้งสิ้น จะเห็นว่าการนัดประชุมจะเก็บโทรศัพท์ ยึดเครื่องมือสื่อสารทั้งหมด เพียงแต่ว่าคนจำนวนเยอะอาจจะปิดยากหน่อย

อีกประเด็น กรณีพยานที่ 16 ที่มากลับคำให้การที่บอกว่า โพยไม่มีอยู่จริง แล้วมาทำหลังจากคณะชุดที่ 26 นั้น ตนขอให้กลับไปดูกล้องวงจรปิด ซึ่งถ่ายวันที่ 26 มิ.ย. กล้องถ่ายผู้มีสิทธิเลือก สว.ระดับประเทศรายหนึ่งดึงโพยออกมาเพื่อจะลอก แสดงว่าวันนั้นมันมีโพยอยู่แล้ว ไม่ได้ทำที่คณะชุดที่ 26 และที่จับได้มาให้การ เพราะบางคนถ่ายภาพโพยอยู่ในมือถือ พอขอดูเลยเจอ ซึ่งบันทึกวันที่ไว้ด้วย สิ่งเหล่านี้แสดงให้เห็นว่ามีอยู่ก่อนแล้ว ไม่ใช่คณะชุดที่ 26 มากลั่นแกล้งเขา ตนเคยพูดในที่ประชุมว่า เช่น หากเราเชื่อว่าโพยมีอยู่ก่อน มีอยู่จริง มีการร้องทุกจังหวัด เราจ้องพิจารณาว่าใครเป็นคนทำ ต้องคิดและพิจารณาให้ควาเป็นธรรม ทำผิดมากน้อยแค่ไหน มองว่าวิธีคิดต้องเป็นแบบนี้

ทั้งนี้ ขอเรียนว่าคณะ 26 ที่ตั้งขึ้นเนื่องจากคณะสืบไต่ทุกจังหวัดที่ร้องเรียน ทุกคนถูกตัดตอนที่อำเภอหมดเลย บอกมาสมัครเอง ควักเงินเอง แล้วบอกว่าคนอื่นดีกว่าจึงเลือกคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองไม่มีจะกิน แต่พอถูกตัดตอนอย่างนี้ พนักงานสืบจึงไปต่อไม่ได้ เราจึงจำเป็นต้องใช้ความร่วมมือจากดีเอสไอ ตำรวจ มานั่งคิดตั้งแต่ต้น แล้วนำเรียน กกต.ว่า ทำแบบนี้ถึงทำให้งานไปทั้งประเทศได้ จึงมาจบที่คณะที่ 26 จนได้ข้อมูลมาเท่าที่เห็น แต่ก็ล่าช้าไปนิดนึง เพราะมีอุปสรรคในการตั้ง แต่ไม่ขอกล่าวเหตุผลตรงนี้ เพราะเป็นเรื่องบรรยากาศทางการเมือง

กกต.สิทธิโชติ อธิบายเพิ่มเติมว่า กระบวนการผลิตโพย มันมีหลายความหมาย ถ้าเราได้ใบสมัครเป็นสิบๆ คน ถ้าไม่มั่นใจก็จดชื่อ บันทึก แต่ตัวเลขที่มีอยู่ คนอื่นคิดให้ ศาลฎีกาเคยตัดสินแล้วว่าเลือก สว.โดยไม่บริสุทธิ์ใจ แต่เป็นการทุจริตเลือกตั้ง ผิดมาตรา 62 หากไปดูการพูดคุยกันทางไลน์ หรือแม้แต่การแลกคะแนนกันก็ตาม

เมื่อถามว่า กกต.ไม่ได้มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายใช่หรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า ไม่ใช่แบบนั้น เชื่อว่าแต่ละคนแยกแยะได้ เรื่องนี้อาจเห็นไม่ตรงกัน ต่างคนต่างมีเหตุผล มันขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริง ซึ่งเหตุผลของตนสามารถร้อยเรียงกัน หยิบเล็กของการกระทำของแต่ละกลุ่ม วิเคราะห์รวมกัน ทำให้เห็นว่าที่มาเบื้องหลังอย่างไร

คล้ายกับกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญเคยหยิบเล็กหยิบน้อย ของคำวินิจฉัยการกระทำของพรรคบางพรรคเซาะกร่อนบ่อนทำลาย เราก็เป็นแบบนั้น หยิบมารวมกัน ให้เห็นว่าช้างทั้งตัวเป็นอย่างไร ไม่ใช่จับแค่งวงแล้วบอกว่าไม่ใช่ช้าง จับหูก็ไม่ใช่ช้าง แต่เมื่อจับมาผสมกันหมดแล้วว่าช้าง นั่นแหละจะทำให้เราเห็นทั้งหมดว่าหน้าตาแบบนี้

ช่วงหนึ่ง นักข่าวสอบถาม กกต.สิทธิโชค ว่าการออกมาเปิดเผยเหตุผลที่เชื่อว่ามีการทุจริตจริงจะสามารถเปลี่ยนแปลงผลได้หรือไม่ นายสิทธิโชติ กล่าวว่า “เปลี่ยนแปลงผลไม่ได้ เพราะมติจบไปแล้ว แต่พอเรื่องส่งไปศาลฎีกาให้ไต่สวน ขึ้นอยู่กับศาลจะแก้ปัญหาให้บ้านเมืองได้อย่างไร ซึ่งศาลเองสามารถเรียกสำนวนพยานหลักฐานไปดูได้ แต่ท่านจะดำเนินคดีกับคนที่เราไม่ได้ร้องไปขึ้นอยู่กับการใช้อำนาจของศาลเอง หรือผู้สมัครที่เป็นผู้เสียหายโดยตรงยื่นต่อศาลโดยตรง แล้วศาลก็รับด้วยใช้หลักความเป็นธรรมเข้าไปพิจารณา”

เมื่อถามว่าจะแก้ข้อครหา “กกต.สีน้ำเงิน” อย่างไร นายสิทธิโชติ กล่าวว่า “กกต.ท่านมีความเห็นเป็นตัวชี้ ถ้าความเห็นที่ท่านเห็นมีเหตุผลฟังขึ้นไม่ว่าเป็นผลประโยชน์กับฝ่ายไหนก็แล้วแต่ ขอให้ดูเหตุผลของแต่ละท่าน เป็นหลักในการจะบอกว่าเขาอยู่กลุ่มไหน จริงๆแล้วคนที่ มาอยู่ในระดับ กกต.เหมือนเป็นช่วงสุดท้ายของชีวิต ทุกคนก็อยากทำดีให้บ้านเมือง ขึ้นอยู่กับเหตุผลมากกว่า”

ส่วนประเด็นที่ฝ่ายค้าน ตั้งข้อสังเกตว่ามีกกต. 2-3 ท่าน เข้าไปอยู่ในกระบวนการ เช่น ไปเดินเก็บโพย ประเด็นนี้ กกต.สิทธิโชติ บอกว่า การไปเดินเก็บโพย แต่เรายังพิสูจน์ไม่ได้ว่าเป็นโพยใหญ่หรือไม่ หรือเป็นโพยที่จดบันทึกความจำตัวเอง

ช่วงท้าย กกต.สิทธิโชติ ย้ำว่า เจตนาของที่ออกมาพูด เพราะฟังการแถลงแล้วเกรงว่าประชาชนจะเข้าใจผิดว่า กกต.เป็นเอกฉันท์ แต่เป็นมติเสียงข้างมากข้างน้อยอยู่ ขอให้ชัดเจนขึ้น ไม่ใช่ว่าทุกคนเห็นด้วยกันหมด ถ้าทุกคนเห็นด้วยเหมือนกันหมด ท่านประธาน กกต.ต้องพูดว่า โดยมติเอกฉันท์

คุณอาจสนใจ

Related News