เลือกตั้งและการเมือง

“นันทนา” ซัด กกต. 28 ปี สอบตกจัดเลือกตั้ง ต้องปฏิรูปครั้งใหญ่ แซะเห็นแต่ “ใบน้ำเงิน” ผ่านฉลุย

2 ชั่วโมงที่แล้ว

13 views

“สว.นันทนา” ซัด กกต. 28 ปี สอบตกจัดเลือกตั้ง ลั่น ต้องปฏิรูปใหญ่ ให้ สส.เลือกองค์กรอิสระแทน สว. แซะไม่ค่อยเห็น กกต. แจกใบเหลือง-ส้ม-แดง-ดำ เห็นแต่ “ใบน้ำเงิน” ผ่านฉลุย แนะแยกอำนาจจัดการ-ตรวจสอบ-ลดอำนาจ อัดรายงานผลเลือกตั้งช้า ทำประชาชนตั้งคำถามมีซีเคร็ทรูมหรือไม่

น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว. อภิปรายว่า รายงานของ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ฉบับนี้เป็นรายงานที่ถี่ถ้วน รอบคอบ เป็นประโยชน์น่ายกย่องสมควรอย่างยิ่งที่จะเผยแพร่สู่สาธารณะและส่งให้ กกต. เพื่อเป็นกระจกสะท้อนการทำงาน เราจัดตั้งกกต. ขึ้นตาม รัฐธรรมนูญปี 2540 ด้วยความเชื่อที่ว่าการให้กกต. การเลือกตั้งจะมีประสิทธิภาพเป็นกลาง ไม่เอื้อประโยชน์ต่อพรรคการเมือง ผ่านไป 28 ปีเราพบว่ากกต. ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้สุจริต โปร่งใส เป็นกลาง และเที่ยงธรรม ตามคำขวัญได้เลยโดยเฉพาะการจัดการเลือกสว. และเลือกตั้งสส. ครั้งล่าสุด ทำให้เกิดวิกฤตศรัทธาต่อกกต. ขึ้นพอทุกสำนักรายงานสอดคล้องกันว่าประชาชนนั้นขาดความเชื่อถือต่อกกต. มีที่น่าเชื่อถือได้อยู่ไม่ถึง 5% หมายความว่า 95% ไม่เชื่อถือ

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า การเลือกตั้งเมื่อปี 2500 มีการมองกันว่าเป็นการเลือกตั้งที่สกปรกที่สุดในประวัติศาสตร์แต่มั่นใจได้เลยว่าในช่วงชีวิตของตนไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดที่เละเทะได้เท่ากันเลือกตั้งเมื่อวันที่แปดกุมภา 2569 ที่ผ่านมา วันนี้เสียงของคนในสังคมจึงมองเป็นเอกฉันท์ว่าต้องมีการปฏิรูปการจัดการเลือกตั้ง และขอขอบคุณ กมธ.พัฒนาการเมืองฯ ที่จับประเด็นนี้มาศึกษาในช่วงนี้

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องโครงสร้างการบริหารจัดการการเลือกตั้งควรแยกเป็นสองฝ่ายคือฝ่ายจัดการกับฝ่ายตรวจสอบ กกต.ควรทำหน้าที่บริหารจัดการการเลือกตั้งเท่านั้นแล้วให้ศาลเป็นผู้ตรวจสอบ เช่นการเลือก สว. ครั้งที่ผ่านมาทำไมประชาชนจึงไม่ไว้ใจให้กกต.เป็นผู้ตัดสินว่าใครสุจริต เนื่องจากกกต.ชุดนี้มาจากสว. เสียงข้างมาก ที่ถูกแจ้งข้อกล่าวหาฉะนั้นสมควรหรือที่กกต. จะมาทำหน้าที่เป็นศาลตัดสินคดีดังกล่าว จึงเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์โดยสิ้นเชิง ฉะนั้น จึงควรลดอำนาจของกกต.

“การให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ใบดำ ควรเป็นศาล แต่จะว่าไปแล้วกกต. ก็ไม่ค่อยได้แจกใบพวกนี้อยู่แล้ว เห็นแต่แจกใบน้ำเงินให้ผ่านฉลุยอย่างเดียว ดิฉันจึงเห็นด้วยกับข้อเสนอการแยกอำนาจตามรายงานฉบับนี้” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ที่มาของกกต. ต้องยึดโยงกับประชาชน ไม่ใช่ให้สว. ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้งของประชาชน มาเลือกเหมือนทุกวันนี้ นี่คือความอัปลักษณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องมีการแก้ไขด่วน เพราะที่เขียนมาที่มาของสว. แบบวิปริตสร้างปัญหามาก แต่ยังมอบอำนาจให้เลือกองค์กรอิสระ ทำให้การตรวจสอบถ่วงดุลไม่ เกิดขึ้นจริง และสุ่มเสี่ยงที่ประชาชนจะถูกกินรวบอำนาจ โดยพรรคที่ควบคุมองค์กรอิสระได้ ดังนั้น ข้อเสนอสำคัญคือให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชนอย่างแท้จริงเป็นผู้เลือกองค์กรอิสระ

น.ส.นันทนา กล่าวอีกว่า ส่วนเรื่องการกำหนดคุณสมบัติของกกต. กระบวนการสรรหาและบทลงโทษต้องปรับปรุงใหม่ ที่มาของกกต. ควรจะหลากหลาย ไม่ควรจำกัดเฉพาะข้าราชการเพราะองค์กรอิสระจะกลายเป็นบ้านพักข้าราชการชราหลังเกษียณอายุราชการหมดแล้ว เราควรที่จะลดอายุผู้สมัครลงให้เริ่มต้นที่ 35 ปี เพราะความแก่ไม่ได้ช่วยให้มีวุฒิภาวะ รู้วิจารณญาณที่ดีเลย ดูรอบๆ แถวนี้ก็ได้ กระบวนการสรรหาต้องเปิดให้มีการแสดงวิสัยทัศน์ของผู้สมัครให้ประชาชนได้รับรู้ ไม่ใช่ทำแบบลับๆ ล่อๆ เช่นปัจจุบัน ต้องยึดหลักยิ่งเปิดเผยยิ่งโปร่งใส

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า ที่สำคัญต้องมีบทลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งที่บิดเบี้ยว ไม่สุจริต ให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนได้ และสส.ก็อาจจะมีมติถอดถอย สำหรับเรื่องการจัดทำบัตรเลือกตั้งไม่ใช่ลายแทงขุมทรัพย์ ท่านใส่บาร์โค้ด คิวอาร์โค้ด มาทำไม ท่านทำสิ่งที่ไม่ควรทำและเป็นปัญหาโกลาหล อันเป็นที่มาของแถมที่ประชาชนไม่พึงประสงค์ สิ่งที่ควรทำท่านไม่ทำ เช่น การกำหนดให้มีหมายเลขพรรคตรงกับสส. เขต พิมพ์โลโก้พรรคลงในบัตรเลือกตั้ง ท่านจะอำนวยความสะดวกหรือสร้างความยุ่งยากให้กับผู้เลือกตั้งกันแน่

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า ขณะที่การรายงานผลการเลือกตั้ง ต้องรวดเร็วโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ท่านจัดให้มีการเลือกสว. เสร็จตอน 05.00 น. ประเทศไหนเขาทำกัน ทำไมการเลือกจึงได้ช้าจนคนสงสัย ท่านประกาศผลการเลือกสอสอเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ท่านเปิดหีบนับคะแนน พอถึงเวลา 20.00 น. ก็หยุดไปดื้อๆ เลขไปค้างอยู่ที่ 18% นาน 2-3 ชั่วโมง จนบางคนสงสัยว่ามีซีเคร็ทรูม เพื่อตกแต่งผลการเลือกตั้งหรือไม่ เก้าวันผ่านไปกว่าตัวเลขผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งจะออกมาแต่ผลการเลือกตั้งก็ยังแช่อยู่ที่ 94% จนถึงขณะนี้กกต. ยังไม่เคยสรุปผลคะแนนรายหน่วย

“นี่เรารายงานผลเลือกตั้งช้ากว่าประเทศอินเดียที่มีพลเมืองมากกว่าเรา 21 เท่าแล้วหรือ หากจ่ายเงิน 7 พันล้าน แล้วได้ประสิทธิภาพแค่นี้ต่อไปไม่ต้องมีกกต. ใช้เอไอดีกว่า” น.ส.นันทนา กล่าว

น.ส.นันทนา กล่าวต่อว่า สำหรับเรื่องการบริหารจัดการบัตรเสียนั้น ที่มีกว่า 10% ในทุกๆ 28 ใบ จะมีบัตรเสีย 1 ใบ ย่อมส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้งได้ ทำไมบัตรเสียจึงมีมากมาย ส่วนหนึ่งเกิดจากเกณฑ์การวินิจฉัยบัตรที่ไม่ชัดเจนและมีข้อจำกัดต่างๆ มากมาย หากเรายึดเจตจำนงของผู้เลือกเป็นสำคัญปัญหาการใช้ดุลพินิจของกรรมการหน่วยจะลดลง เช่นการใช้เครื่องหมายที่แสดงว่าต้องการคนใดพรรคใด อาจจะเป็นเครื่องหมายถูก วงกลม กากบาท อยู่ในกรอบสีเหลืองจะเกินไปนิด ขาดไปหน่อย ยึดเอาเจตนาเป็นสำคัญ ไม่ใช่ขานบัตรเสียตะพืดตะพือ เพื่อให้การเลือกมีประสิทธิภาพ ฉะนั้น ตนจึงขอเสนอให้นำนักศึกษาเข้ามาเป็นกรรมการหน่วยแทนข้าราชการ และเปิดให้ภาคประชาชนพรรคการเมืองส่งผู้สังเกตการณ์เข้ามาตรวจสอบการนับคะแนนเพื่อความโปร่งใส โดยไม่ต้องไปคิดคำนวณเป็นค่าใช้จ่ายของพรรคการเมือง

น.ส.นันทนา กล่าวด้วยว่า นอกจากนี้ ควรเปิดให้มีการลงทะเบียนประชามติล่วงหน้าเช่นเดียวกับการเลือกตั้งล่วงหน้าและควรให้ระยะเวลาพอสมควร ทั้งการเลือกตั้งและการทำประชามติควรเปิดกว้าง อุตส่าห์เปิดให้ทำวันเดียวกันแล้วก็ควรทำให้กระบวนการง่าย ไม่ซับซ้อน ไม่ใช่ทำกติกาแบบลับ ลวง พราง เพื่อไม่ให้มีคนมาเลือกตั้งหรืออย่างไร สุดท้ายการสื่อสารเรื่องการเลือกตั้งกับประชาชน นอกจากกกต. จะไม่ทำแล้วยังกีดกันผู้ที่เข้ามาช่วยรณรงค์ด้วย เช่น การเลือกตั้งสส. สว. กกต. ไม่เคยเข้ามาช่วยสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจได้เลย แม้แต่เอกสารที่ส่งไปให้ประชาชนที่บ้านยังพิมพ์ผิด แต่เมื่อประชาชนเข้ามารณรงค์เช่น ไอลอว์ we watch ก็กลับไปฟ้องเขาอีก หวังว่าสิ่งที่ตนได้นำเสนอเป็นแนวทางจะถูกนำไปปรับปรุงเพื่อให้การเลือกตั้งประเทศไทยมีความเป็นสากลและเรียกได้เต็มปากว่า Free and fair election

แท็กที่เกี่ยวข้อง  สวนันทนา ,กกต.

คุณอาจสนใจ

Related News