เลือกตั้งและการเมือง

“ดีเอสไอ” เตรียมร่อนหนังสือถึง กกต. ขอคำวินิจฉัย ขยายผลสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. “เอกราช” ส่อผิดฐานแจ้งความเท็จ

1 ชั่วโมงที่แล้ว

8 views

“ดีเอสไอ” เตรียมร่อนหนังสือถึง กกต. ขอคำวินิจฉัยคดี “ฮั้วเลือก สว.67” หลังมีมติส่งฟ้องศาล 77 ราย เพื่อนำขยายผลสำนวนอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ ขณะที่แหล่งข่าวยุติธรรมสะพัด พบพฤติการณ์ “เอกราช” พยานรหัส 16 กลับคำไปมา ส่อผิดฐานแจ้งความเท็จ

ภายหลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ปี 2567 กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) โดยคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เตรียมจัดทำหนังสือประสานไปยังสำนักงาน กกต. เพื่อขอรายงานความเห็นวินิจฉัยชี้ขาดของกรรมการทั้ง 7 ราย ทั้งคำแถลงเบื้องต้นและคำวินิจฉัยสำนวนฉบับเต็มที่จะต้องจัดทำภายใน 60 วัน เพื่อนำรายละเอียดทางคดีมาประกอบการพิจารณา

หลังจากได้รับสำนวนแล้ว DSI จะนัดหมายประชุมคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษร่วมกับพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน เพื่อกำหนดประเด็นและวิเคราะห์พฤติการณ์ของผู้ถูกร้องทั้ง 77 ราย จากนั้นจะดำเนินการสอบสวนเพิ่มเติมตามคำสั่งอัยการคดีพิเศษ โดยให้นำผู้ต้องหา 8 รายแรกรวมเป็นสำนวนเดียวกับกลุ่มผู้ร่วมกระทำผิดอื่นๆ พร้อมนำพยานหลักฐานจาก กกต. รวมถึงเส้นทางการเงินของเครือข่ายมาประกอบการพิจารณา ทั้งนี้ อัยการคดีพิเศษประเมินว่าคดีนี้มีการกระทำความผิดในลักษณะองค์กรขนาดใหญ่ มีการแบ่งหน้าที่กันทำอย่างเป็นระบบเพื่อมุ่งหวังอำนาจนิติบัญญัติ ซึ่งอาจเข้าข่ายการจัดเตรียมทรัพย์สินหรือผลประโยชน์เพื่อจูงใจในการเลือกตั้ง สว. อย่างผิดกฎหมาย ทำให้ DSI ต้องสอบสวนให้สิ้นกระแสความและไม่สามารถส่งฟ้องผู้ต้องหาเพียง 8 รายเดิมได้

สำหรับประเด็นความคลาดเคลื่อนของจำนวนผู้ถูกร้อง ที่ประธาน กกต. ระบุว่ามีถึง 427 ราย ไม่ใช่ 229 รายนั้น แหล่งข่าวระบุว่า ก่อนที่คณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 จะมีมติดำเนินคดีผู้ถูกร้อง 229 ราย ได้มีการรวมสำนวนคำร้องคัดค้านอื่นๆ เข้ามาพิจารณาด้วย ทำให้ยอดรวมเบื้องต้นอยู่ที่ 427 ราย ก่อนจะคัดกรองเหลือ 229 รายตามพยานหลักฐานที่ปรากฏชัดเจน

ส่วนกรณีที่ประธาน กกต. ปฏิเสธการรับฟังคำให้การของ เอกราช ช่างเหลา (พยานรหัส 16) โดยให้เหตุผลว่าเคยต้องโทษจำคุกคดียักยอกทรัพย์และมีการให้การกลับไปมา ส่งผลให้ กกต. ไม่มีมติดำเนินคดีกับกลุ่มกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้น แหล่งข่าวระบุว่า เอกราชเคยให้การที่สอดคล้องกันทั้งต่อ DSI และคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ซึ่งมีพนักงานอัยการร่วมรับฟัง แต่ภายหลังกลับส่งจดหมายขอแก้ไขคำให้การไปยังประธาน กกต. พฤติการณ์การกลับคำให้การในประเด็นที่มีนัยสำคัญเช่นนี้ อาจเข้าข่ายความผิดฐานให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ซึ่งต้องติดตามว่า กกต. และ DSI จะดำเนินการทางกฎหมายกับพยานรายนี้ต่อไปหรือไม่

นอกจากนี้ รายงานข่าวจากกระทรวงยุติธรรมยังได้สะท้อนความเห็นต่อกรณีที่ประธาน กกต. ระบุว่า กกต. ไม่ใช่ “บุรุษไปรษณีย์” ที่จะส่งทุกเรื่องไปยังศาลโดยไม่กลั่นกรอง และกังวลว่าพยานอาจไม่ไปศาลนั้น แหล่งข่าวมองว่าเป็นทัศนคติที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจาก กกต. มีหน้าที่โดยตรงในการติดตามพยานเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม หากพนักงานสอบสวนยึดตรรกะเดียวกันว่าพยานอาจไม่ไปศาล กระบวนการยุติธรรมทางอาญาก็คงไม่อาจขับเคลื่อนและสั่งฟ้องคดีใดๆ ได้

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบรายชื่อผู้ต้องหาในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของ DSI จำนวน 8 รายแรก เทียบกับรายชื่อ 77 รายที่ กกต. มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาฯ พบว่ามีผู้ต้องหาที่ตรงกันจำนวน 6 ราย ได้แก่ นิสิตา หมั่นชัย (เครือข่ายพรรคการเมือง), สุบิน ศักดา (นักการเมืองท้องถิ่น จ.นครศรีธรรมราช), วรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร (ผู้บริหาร), อัจฉราพรรณ หอมรส (สว. จ.สุราษฎร์ธานี), วงศกร ชนะกิจ (อดีตผู้สมัคร สส.) และ มาเรีย เผ่าประธาน (สว. จ.ประจวบคีรีขันธ์)



คุณอาจสนใจ

Related News