เลือกตั้งและการเมือง
ประท้วงวุ่น “ไอติม” ซัดงบ กกต. 2,700 ล้าน ไร้ประสิทธิภาพ หวั่นเป็นท่อน้ำเลี้ยงอุ้มอาชญากรรมประชาธิปไตย
2 ชั่วโมงที่แล้ว
11 views
ประท้วงวุ่น “ไอติม” ซัดงบ กกต. 2,700 ล้าน ไร้ประสิทธิภาพ หวั่นเป็นท่อน้ำเลี้ยงอุ้มอาชญากรรมประชาธิปไตย ลั่น “ถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็จะได้คำตอบเดียวกัน” ด้าน “ศุภชัย”สวนกลับ ไม่อยากเถียงกับเด็ก - อย่าฮึกเหิม ก่อนยอมถอนคำพูด ด้าน “ณัฏฐ์ชนน” ยันสภาไม่มีใครเป็นพวก กกต. หากพบงบไม่เป็นประโยชน์ พร้อมตัด
วันนี้ (10 ก.ย. 2569) ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรวาระพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 วาระ 2 ที่มี นางสาวมัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม ในมาตรา 32 องค์กรอิสระ
นายพริษฐ์ วัชรสินธุ หรือ ไอติม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมอภิปรายว่า สภาแห่งนี้จะอนุมัติงบประมาณให้หน่วยงานไหนขึ้นอยู่กับว่าสภาแห่งนี้เชื่อมั่นกับหน่วยงานนั้น จะนำงบประมาณไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อวัตถุประสงค์ของหน่วยงานดังกล่าว ซึ่ง กกต.มีการของบประมาณ 2,700 ล้านบาท ซึ่งระบุไว้ว่าจะใช้ให้กระบวนการเลือกมีความน่าเชื่อถือ ได้รับความสุจริต เที่ยงธรรม จากการสังเกตการทำหน้าที่ของกกต.ที่ผ่านมา ตนเองไม่มั่นใจเลยว่างบประมาณดังกล่าวจะถูกใช้ไปเพื่อปกป้องประชาธิปไตยหรือเพื่อสนับสนุนอาชญากรรมทางประชาธิปไตย
นายพริษฐ์ กล่าวว่า บทบาทของ กกต. ตลอดสองปีที่ผ่านมา เรื่องการโกงสว. ที่เกิดขึ้นอย่างโจ่งแจ้ง และเป็นประเด็นที่สังคมกังวลใจว่า กกต. จะลงมติตัดตอนให้เรื่องดังกล่าว ไปไม่ถึงศาล โดยยอมรับว่า ตั้งแต่ได้รับหลักฐานมา จากเดิมตนเองตั้งคำถามว่า กกต. ปล่อยปละละเลยให้มีการโกง สว. หรือไม่ แต่ขณะนี้กลับกังวลใจว่า บางส่วนของกกต. รู้เห็นเป็นใจตั้งแต่แรก
นายพริษฐ์ ยกตัวอย่าง การเลือก สว. ที่ผ่านมาว่ามีโพย การตรวจคุณสมบัติที่ไม่ครอบคลุมปล่อยปละละเลย อย่างในวันที่มีการเลือก สว. ก็ปล่อยให้มีโพยอยู่ภายในห้อง เจ้าหน้าที่เพิ่งมายึดโพยตอนบ่าย ซึ่งบางคนที่ถูกยึดโพยจากกกต.นั้น กลายมาเป็นสมาชิกวุฒิสภา หรือแม้กระทั่งประธานวุฒิสภาไปเรียบร้อยแล้ว
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า เมื่อนำเอาการโกง สว. และการทำหน้าที่ของ กกต. หลักฐานมันฟ้องว่าสองเส้นทางนี้ มีความเชื่อมโยงกันอย่างไร้รอยต่อ ไม่ต่างอะไรกับถนนพระราม 4 และถนนสุขุมวิท ที่มีซอยขนาดใหญ่ และซอยขนาดเล็ก เชื่อมโยงกันตลอดเส้นทาง และไปบรรจบกันที่แยกพระโขนง น่าเสียดายที่จากการเช็คล่าสุด แยกพระโขนง ไม่ได้มีศาลหรือคุกรอพวกท่านอยู่
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ตนเองอยากเปิดคลิป ที่มีการเผยแพร่ต่อสาธารณะไปแล้ว แต่ก็ไม่อนุญาตให้เปิด ดังนั้น จึงขออ่านข้อความในคลิปที่ระบุว่า อะไรต่าง ๆ ที่คิดว่าเป็นปัญหาสำหรับท่านเจ้าหน้าที่ที่อยู่ในจะดูแลพวกเราเพราะสิ่งที่เราทำนี้ทำเพื่อธุรกิจแต่เราทำเพื่อข้างบน เป็นภารกิจเพื่อข้างบน ตนเองไม่เชื่อว่าข้างบนหมายถึงกกต. แต่ที่บอกว่าเจ้าหน้าที่ที่อยู่ข้างในจะดูแลพวกเราตนเองคิดไม่ออกว่าถ้าไม่ได้หมายถึง กกต. แล้วเจ้าของเสียงในคลิปนี้หมายถึงใคร
ทำให้นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ สส. จังหวัดสงขลา ภูมิใจไทยลุกขึ้นประท้วงว่าการอภิปรายไม่เกี่ยวข้องกับงบประมาณ 70 สิ่งที่เราอยากฟัง 20 นาทีที่กำลังอภิปราย คือสิ่งที่พวกเราจะฟัง และจะได้ตัดสินใจในการโหวตวาระที่สอง ทำให้นายพริษฐ์ ยืนยันว่า ตนเองเข้าวาระไปแล้ว แต่ไม่รู้ว่าท่านเข้ามากับตนเองหรือไม่
นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า จากการตรวจสอบข้อพิรุธของกกต. จึงต้องตั้งคำถามว่า จะอนุมัติโครงการในการตรวจสอบการทุจริตหรือไม่ เช่น โครงการอบรมหลักสูตรสืบสวนไต่สวนระดับต้นงบประมาณ 11.9 ล้านบาท หรือโครงการเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้งงบประมาณ 4.8 ล้านบาท
นายพริษฐ์ กล่าวอีกว่า ขั้นตอนที่ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการสืบสวนและไต่สวนชุดที่ 26 ซึ่งถูกตั้งขึ้นมาเป็นคณะพิเศษ ทำหน้าที่รวมกันระหว่างกกต. และดีเอสไอ ผลการประเมินก็ดูค่อนข้างมีประสิทธิภาพ เห็นความละเอียดรอบคอบ ฟังทั้งผู้ร้อง และผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองด้าน จนสรุปออกมาเป็นเอกสาร 90,000 กว่าหน้า ซึ่งข้อสรุปของคณะนี้มีการลงความเห็นให้สั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมด 229 คนที่ศาล โดยมี 138 คนเป็นสมาชิกวุฒิสภา และ 21 คนเป็นสส. รัฐมนตรี และผู้ที่เกี่ยวข้องกับพรรคภูมิใจไทย
จากนั้น นายสนอง เทพอักษรณรงค์ จ.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า อีกไม่กี่วัน กกต. จะแจ้งข้อกล่าวหา แต่ขณะนี้มีแก๊งหนึ่งที่ตื่นเช้ามาก็โกงก็ฮั้ว แต่ก่อนเลือก สส. ก็มีแก๊งหนึ่ง เดินสายทั่วประเทศ ดังนั้น การเอาเรื่องนี้มาเล่าเป็นฉากเป็นตอน พาดพิงถึงพรรคภูมิใจไทย ก็ทำให้เสียหาย เรื่องนี้ไม่เล็กตอนนั้นก็ต้องรอให้เขาชี้ชัด ย้ำว่า ไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย
นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า คณะอนุฯ ชุดที่ 36 มีการใช้งบประมาณแผ่นดิน ซึ่งหากมาดูการทำงานก็รู้ว่ามีปัญหาอย่างแน่นอน ดังนั้น จะมาอนุมัติงบประมาณดังกล่าว ตนเองไม่เห็นด้วยแน่นอน เพราะมองว่ามีปัญหาคือเหตุผลในการมีอยู่ของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ซึ่งจากเดิมก็มีการตั้งคณะกรรมการ 35 คณะ เพื่อให้วินิจฉัยอยู่แล้ว แต่ครั้งนี้กลับมีการตั้งคณะชุดที่ 36 ขึ้นมา โดยใช้งบประมาณแผ่นดินเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติมการให้เหตุผลว่า ภาระงานของทั้ง 35 คณะนั้น เพราะ 4 ใน 7 คนของคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ก็อยู่ในคณะอนุฯ ชุดอื่นอยู่แล้ว ซึ่งเมื่อเห็นหลักฐานที่รวบรวมมาคณะอนุฯ ชุดที่ 36 ทำคือพยายามทำตัวเป็นศาลเสียเอง ซึ่งกรอบอำนาจหน้าที่ของกกต. มีอำนาจในการพิพากษาว่าใครผิด หรือไม่ผิด แต่ต้องสั่งฟ้องที่ศาล
ทำให้นายศุภชัย ใจสมุทร สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ลุกขึ้นประท้วงว่า สิ่งที่นายพริษฐ์ มาอภิปรายเป็นเอกสารในสำนวน ซึ่งถือเป็นข้อมูลลับ ดังนั้น จะเอามาพูดเป็นฉาก ๆ แบบนี้ไม่ได้
นายพริษฐ์ จึงขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า ตนเองไม่ได้นำเสนอเอกสารในสำนวน แต่เผยแพร่เอกสารที่เป็นสาธารณะ ขณะที่เมื่อสองสัปดาห์ที่แล้วตนเองเห็นเพื่อนสมาชิกลงไปแถลงข่าวเอาเอกสารชุดหนึ่งขึ้นมากล่าวหาว่า ตนเองเผยแพร่เอกสารนั้น ตนเองย้อนไปดูแล้วไม่มี ท่านปล่อยข่าวเท็จกลางสภา มาถึงวันนี้ท่านยังไม่แก้ข่าวเลย
ทำให้นายศุภชัย กล่าวว่า ทราบได้อย่างไรว่าตนเองกล่าวเท็จ ท่านบอกว่าเอกสารนั้นไม่ได้อยู่ในมือท่านแต่จริง ๆ แล้วทีมงานท่านอาจส่งให้ตนเองก็ได้ ด้านนายพริษฐ์ จึงระบุว่า หากย้อนไปดูก็ได้ ตนเองไม่ได้เผยแพร่ การพูดแบบนี้เท็จหรือไม่
นายศุภชัย กล่าวอีกว่า ที่กล่าวหาว่าตนเองพูดเท็จนั้น ตนเองยืนยันว่าเอกสารที่แถลง บอกว่าเอกสารฉบับนั้น พนักงานสอบสวนในคดีของดี และต่อมาเป็นคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ชื่นชอบชื่นชมกันอยู่ ตนเองชี้ให้เห็นตรงนั้น นี่คือเนื้อหาของคณะอนุกรรมการชุดที่ 26 ที่ท่านชอบกัน แต่ท่านกล่าวหาว่าตนเองพูดเท็จ เมื่อก่อนท่านก็พูดเท็จ แต่ตนเองขี้เกียจเถียงกับเด็ก จึงไม่อยากตอบโต้ ก็เข้าใจ แต่อย่าฮึกเหิมมาก
นายพริษฐ์ จึงเปิดคลิปเสียงให้ฟังการแถลงข่าวย้อนหลังของนายศุภชัย ทำให้นางสาวมัลลิกา วินิจฉัยว่าเรื่องนี้ต่างต่างวาระต่างคนต่างเอาข้อมูลมาพูดกันกัน ไม่สามารถพิสูจน์ได้แล้ว และอภิปรายให้อยู่ในกรอบและอย่าพาดพิงใครอีก
นายพริษฐ์ อภิปรายต่อว่า หากมี กกต. ที่ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพแล้ว แต่ไปเจอคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ที่ยกคำร้อง หรือปัดตกหลักฐานโดยไม่มีเหตุผลรองรับ เท่ากับว่างบประมาณก็สูญเปล่า
นายพริษฐ์ กล่าวว่า ผลลัพธ์การทำงานของคณะอนุชุดที่ 36 สิ่งที่ตนเองเห็นว่าชัดเจน ว่าไม่มีประสิทธิภาพ จึงไม่ควรจัดสรรงบให้เพราะคณะอนุวินิจฉัยชุดที่ 36 มีคำวินิจฉัยว่าการโกง สว.ไม่มีอยู่จริง ไม่มีผู้ถูกกล่าวหาคนไหนควรถูกส่งฟ้องที่ศาล ซึ่งคณะชุดนี้ นับเบี้ยประชุมรวมกันกว่า 100,000 บาท แล้วก็เห็นว่าเลขในโพย ก็ไปปรากฏในลำดับเดียวกันในบัตรเลือกตั้ง สว. แต่เขาเชื่อจริง ๆ ว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องบังเอิญโดยสุจริต และเห็นว่ามีผู้ช่วย สส. จากจังหวัดสุราษฎร์ธานี มีการโอนเงินให้ผู้สมัคร สว. 10 คน ในอำเภอเดียวกันหนึ่งวัน ก่อนการเลือกระดับจังหวัดแต่คณะอนุฯ เชื่อว่าเป็นแค่เรื่องบังเอิญ
นายพริษฐ์ จึงสรุปว่า หากทำแบบนี้ตนเองเสนอให้ตัดงบทั้งหมด เพราะโครงการในการสืบสวนสอบสวนนั้น หากไปสืบสวนอะไรมา ท้ายที่สุดก็เจอคณะอนุฯ ที่ยกคำร้องทั้งหมดเพื่อผลประโยชน์ทางการเมือง แม้กระทั่งเบี้ยประชุมของคณะอนุฯ ตัดไปเลยก็ได้ เพราะถ้าต้องการผลลัพธ์แบบนี้ ตั้งแค่งบค่าโทรศัพท์ไปที่บุรีรัมย์ไม่กี่สาย ก็จะได้คำตอบเดียวกัน ไม่รู้ว่า 14 กันยายนนี้กกต. จะไปตัดสินใจตามคณะอนุวินิจฉัยที่ 36 หรือไม่ แต่หากยังทำแบบนี้ ตนเห็นว่ากกต. ไม่สามารถ ทำให้สภาแห่งนี้มีความมั่นใจได้ว่างบประมาณที่สภาจะอนุมัติให้กกต. นั้นจะไม่กลายเป็นเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กับองค์กรที่ปกป้องเครือข่ายอาชญากรทางประชาธิปไตย
นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ลุกขึ้นประท้วงว่า การที่นายศุภชัย เอ่ยคำว่า ไม่อยากเถียงกับเด็ก และอย่าฮึกเหิม ขัดต่อข้อบังคับ จึงอยากให้ประธานช่วยวินิจฉัยให้ช่วยถอนทั้งสองคำ เพราะมองว่าสมาชิกทุกคนเท่าเทียมกัน หากไม่ถอน ก็อยากให้ใช้อำนาจวินิจฉัยว่าสองคำนี้เป็นคำเสียดสีไม่ควรพูดที่ประชุม
นายศุภชัย กล่าวว่า หากประสงค์จะให้ถอนตนเองอยากอธิบายว่าจริง ๆ คำว่าเด็กเพราะตนเองคิดว่าตนแก่และเรื่องวาทะ การที่เราเป็นคนแก่ก็ไม่อยากเถียงกับเด็ก และตนก็คิดว่าการเป็นเด็กนั้นฮึกเหิม หากจะถอน ตนก็จะบอกว่าท่านไม่เด็กแล้ว และไม่ฮึกเหิมตนเองก็ถอน
นายบุญจง วงศ์ไตรรัตน์ ประธานคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาศึกษาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณฯ กล่าวว่า เชื่อว่านายพริษฐ์สบายใจที่ได้พูดในสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินมาว่า กกต.ไม่ควรได้รับงบประมาณ ประเด็นเรื่องการเลือก สว.ตนเองขอไม่ก้าวล่วง เพราะเป็นองค์กรหนึ่งที่ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสภาผู้แทนราษฎร ส่วนที่ไปที่มาตนเองมั่นใจว่าอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญ เหมือนสภาผู้แทนราษฎรที่เรียกแทนตนเองว่า “ผู้ทรงเกียรติ”
การเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ และพูดถึงสำนวนของคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 และคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาหรือข้อโต้แย้งคณะที่ 36 ขอไม่ก้าวล่วง แต่มีคำถามว่าคณะอนุที่ 36 สอบสวนอย่างไร ในฐานะคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากขอตอบว่า ตนเองไม่รู้ แต่การดำเนินการทั้งหมดก็เหมือนกระบวนการทั่วไป เมื่อมีการกระทำความผิด ตำรวจก็สอบสวนตามพยานหลักฐาน บางครั้งผู้เสียหายก็ไม่พอใจในการสอบสวนระบุว่า ตำรวจไม่สุจริตได้พยานหลักฐานมาไม่ดี สุดท้ายคนเหล่านี้ก็เข้าสู่กระบวนการถัดไปคือ ชั้นอัยการ
ท่านมีคณะกรรมการไต่สวน ชุดที่ 26 สอบเสร็จก็มีกระบวนการของเขา คณะกรรมการบุคคลใดที่เห็นว่าคนนี้ไม่สุจริต เราไม่สามารถตอบได้เพราะทั้งหมดเป็นการอิสระของ กกต.ที่จะทำงาน ต้องรอดูผลงานอีกไม่กี่วัน กกต.ก็จะแถลงข่าว เข้าใจในความรู้สึกของนายพริษฐ์ ในฐานะที่เป็นผู้ติดตามเรื่องนี้
“ผมจะไม่กล่าวว่าเขาโกง เขาฮั้ว ถือว่าทุกอย่างอยู่ในกระบวนการตามกฏหมายอยู่ในระเบียบ วันนี้หากบุคคลเหล่านี้ฝ่าฝืนกฎหมายก็ไม่พ้น ม.157 มีกระบวนการอีกเยอะ ทำอะไรไว้กฎหมายก็มีกระบวนการตรวจสอบ” นายบุญจงกล่าว
นายบุญจง กล่าวต่อว่า ฉะนั้นงบงบประมาณที่ไปฝึกอบรมด้านการสอบสวนอย่างมีคุณภาพ เรามั่นใจว่าเมื่อให้งบประมาณไปแล้ว เขาจะต้องนำไปใช้ตามวัตถุประสงค์ ส่วนผลจะเป็นอย่างไรก็ต้องติดตามต่อไป ที่สำคัญคือ คณะกรรมาธิการเสียงข้างมากยังยืนยันตามเดิม
นายณัฏฐ์ชนน ศรีก่อเกื้อ ในฐานะคณะกรรมาธิการ กล่าวต่อว่า สภาฯไม่มีใครเป็นพวก กกต. แต่เจตนาคือให้ กกต. นำงบประมาณไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ซึ่งก็พร้อมที่จะตัดงบประมาณในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ จึงขอให้มีการเสนอความคิดที่แหลมคม ให้ยืนตามหลักการ เพราะหลายคนอภิปรายตามหัวหน้าฝ่ายค้านหัวหน้าฝ่ายรัฐบาล ตนเองเป็นคนกลางต้องยืนในหลัก
จากนั้น นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ขอใช้สิทธิ์พาดพิงว่า การพิจารณางบประมาณในวาระที่ 2 เป็นการตั้งคำถามต่อคณะกรรมาธิการเสียงข้างมาก เราสามารถนำเสนอเหตุผลที่ไม่เห็นด้วยกับการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการวิสามัญเสียงข้างมากได้ หนึ่งในหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมาธิการใช้ในการพิจารณางบประมาณคือ ดู ว่าการให้งบประมาณในแต่ละหน่วยรับงบประมาณมีความเหมาะสมหรือไม่
การพิจารณางบประมาณของคณะกรรมาธิการวิสามัญต้องพิจารณาว่า งบประมาณที่ให้ไปหน่วยงานสามารถทำได้ตามตัวชี้วัดหรือไม่ สมาชิกสามารถตั้งคำถามและอภิปรายเกี่ยวกับการทำหน้าที่ของ กกต.ได้ ตราบใดที่สามารถทำหน้าที่ตั้งคำถามกับ กกต.ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดได้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวต่อว่า แต่ไหนแต่การอภิปรายในวาระที่ 2 สิทธิผู้แปรญัตติในการปรับลดงบประมาณ ไม่จำเป็นต้องเจาะจงโครงการเสมอไป เชื่อว่าหากท่านตีความว่าต้องระบุโครงการสภาฯ ก็ทำผิด เพราะให้มากรอกเปอร์เซ็นต์ ในแบบฟอร์มว่ามาตรานี้ปรับลดกี่เปอร์เซ็นต์
หลักของการตรวจสอบในวาระที่ 2 หากเห็นว่าหน่วยรับงบประมาณไม่สมควรจะได้งบประมาณด้วยเหตุผลใดก็ได้ มันก็เป็นสิทธิ์ ทุกอย่างอยู่ในกรอบ แต่ถ้าพาดพิงถึงบุคคลภายนอกทำให้เกิดความเสียหายประธานก็มีความชอบธรรมในการควบคุมการประชุม ส่วนคณะกรรมาธิการที่มาทักท้วงว่าจะต้องมาระบุโครงการคงต้องไปต่อว่าสภาฯ ตั้งแต่ต้น
นางสาวมัลลิกา ในฐานะประธานในที่ประชุม จึงกล่าวว่า ไม่ได้จะให้ระบุเป๊ะ ๆ ว่าปรับลดกี่เปอร์เซ็นต์ แต่การอภิปรายในวาระ 2 ต้องแตกต่างจากวาระแรกที่พูดภาพรวมทั่วไป
แท็กที่เกี่ยวข้อง ไอติมพริษฐ์ ,กกต. ,งบ70