เลือกตั้งและการเมือง
สภาผู้บริโภค-สมาคมทีวีดิจิตอลฯ ยื่น กสทช. แจ้ง "นพ.สรณ" หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งศาล
3 ชั่วโมงที่แล้ว
20 views
วันที่ 9 กันยายน 2569 สภาผู้บริโภคและสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลฯ เข้ายื่นหนังสือถึงเลขาธิการ กสทช. ขอให้สำนักงานแจ้งให้ ศ.คลินิก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น พร้อมสนับสนุนการประชุมของกรรมการ กสทช. ที่เหลือ เพื่อเร่งเคลียร์ 148 วาระค้าง ส่งผลกระทบต่อการเดินหน้าอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โทรทัศน์ และเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ
นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานอนุกรรมการการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค กล่าวว่า การผลักดันให้ กสทช. กลับมาเปิดประชุมจำเป็นต้องทำควบคู่กับการสร้างความชัดเจนเรื่องสถานะของผู้ทำหน้าที่ประธาน เพราะการประชุมและการออกมติขององค์กรกำกับดูแลต้องมีความชัดเจนทั้งเรื่องผู้ใช้อำนาจและกระบวนการตัดสินใจ

ทั้งนี้ แม้ว่าเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งที่ 952/2569 ลง กลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น และให้รับคำฟ้องของ ศ. คลินิก นพ.สรณ ที่ขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งวินิจฉัยว่า ศ. คลินิก นพ.สรณ มีลักษณะต้องห้ามและขาดคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประธาน กสทช. มาตั้งแต่ต้นไว้พิจารณา แต่คดียังต้องเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป การรับคำฟ้องจึงยังไม่ใช่การชี้ขาดว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาถูกหรือผิด
อีกทั้งในคำสั่งศาลยังระบุด้วยว่า กรรมการ กสทช. เท่าที่เหลืออยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ แต่ต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน เพื่อให้การจัดทำบริการสาธารณะด้านวิทยุ โทรทัศน์ และโทรคมนาคมดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ไม่หยุดชะงัก
นางสาวสุภิญญา กล่าวอีกว่า การที่ นพ.สรณ ฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ไม่ได้ทำให้การบังคับตามคำวินิจฉัยนั้นหยุดลงโดยอัตโนมัติ จึงขอให้สำนักงาน กสทช. ดำเนินการให้สถานะการปฏิบัติหน้าที่มีความชัดเจน และแจ้งให้ นพ.สรณ หยุดปฏิบัติหน้าที่จนกว่าศาลปกครองกลางจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
นางสาวสุภิญญา ระบุด้วยว่า หากสำนักงาน กสทช. ยังไม่ดำเนินการเพื่อให้กรรมการที่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้กลับมาประชุม ทั้งที่มีข้อกฎหมายรองรับการทำหน้าที่ของกรรมการที่เหลือ สภาผู้บริโภคและเครือข่ายฯ จะพิจารณายื่นเรื่องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ตรวจสอบว่า ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 หรือไม่

“วันนี้มีวาระจำนวนมากที่รอการพิจารณา ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โทรทัศน์ และโดยเฉพาะในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ถ้าไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ ประเทศชาติจะเสียหายมหาศาล และหลายเรื่องกระทบผู้บริโภคโดยตรง หากกฎหมายเปิดทางให้กรรมการที่เหลือสามารถทำหน้าที่ได้ แต่ยังไม่มีการดำเนินการให้เกิดการประชุม ก็จำเป็นต้องมีคำอธิบายว่าเกิดจากเหตุใด หากยังไม่มีความชัดเจน เราจะพิจารณาใช้ช่องทางทางกฎหมายเพื่อให้มีการตรวจสอบต่อไป” นางสาวสุภิญญา กล่าว
ด้าน พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ กรรมการ กสทช. ระบุว่า เมื่อวันที่ 7 กันยายน 2569 ตนได้ทำหนังสือถึงสำนักงาน กสทช. ขอให้เร่งจัดประชุมกรรมการที่เหลือ 6 คนในวันที่ 9 กันยายน 2569 เพื่อให้งานของ กสทช. กลับมาเดินหน้าต่อ โดยยกข้อกฎหมายว่า เมื่อเกิดกรณีกรรมการพ้นจากตำแหน่ง กฎหมายกำหนดให้กรรมการเท่าที่เหลืออยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ หากยังมีจำนวนไม่น้อยกว่า 4 คน
พลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ ยังยกหลักเรื่องผลของคำสั่งทางปกครอง โดยเห็นว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหา กสทช. ยังคงมีผลต่อผู้รับคำสั่งในระหว่างที่ยังไม่มีการเพิกถอนหรือมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น และเห็นว่าสำนักงาน กสทช. ควรจัดให้กรรมการที่เหลือสามารถประชุมและทำหน้าที่ต่อได้ ทั้งนี้ ตามมาตรา 42 แห่ง พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง คำสั่งทางปกครองมีผลใช้ยันต่อบุคคลตั้งแต่ขณะที่ได้รับแจ้ง และยังคงมีผลตราบเท่าที่ยังไม่ถูกเพิกถอนหรือสิ้นผล
ในหนังสือของพลอากาศโท ดร.ธนพันธุ์ ยังขอให้สำนักงานชี้แจงเหตุผลหากไม่ดำเนินการจัดประชุมภายในวันที่ 9 กันยายน พร้อมระบุว่า หากผู้เกี่ยวข้องยังเพิกเฉยทั้งที่รับทราบข้อกฎหมายแล้ว อาจถูกตั้งคำถามถึงการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่และอาจมีการดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

ด้าน นายชาคริต ดิเรกวัฒนชัย อุปนายกสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล (ประเทศไทย) ระบุว่า การยื่นหนังสือฯ ดังกล่าวถึงสำนักงาน กสทช. ครั้งนี้ จะติดตามความคืบหน้าและทวงถามโรดแมปอนาคตทีวีดิจิทัลร่วมด้วย เนื่องจากใบอนุญาตปัจจุบันจะสิ้นสุดในเดือนเมษายน 2572 แต่ภาคอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับความชัดเจนว่า หลังจากนั้นระบบโทรทัศน์ภาคพื้นดินจะเดินต่อในรูปแบบใด
นายชาคริต ระบุว่า โรดแมปไม่ได้มีผลเฉพาะต่อการวางแผนของสถานีโทรทัศน์ แต่เกี่ยวข้องกับการตัดสินใจลงทุนและการผลิตเนื้อหาในช่วงเวลาที่เหลือก่อนหมดอายุใบอนุญาต ปัจจุบันอุตสาหกรรมโทรทัศน์ดิจิทัลมีมูลค่าประมาณ 60,000 ล้านบาท แต่เริ่มเห็นสัญญาณว่าผู้ประกอบการบางส่วนลดการลงทุน ทั้งการผลิตละคร รายการวาไรตี้ และข่าว หากความไม่แน่นอนยืดเยื้อ ผลกระทบอาจส่งต่อไปถึงคุณภาพและความหลากหลายของเนื้อหาที่ประชาชนได้รับ รวมถึงมีผลกระทบคนที่เกี่ยวข้องและในอุตสาหกรรมโทรทัศน์กว่า 30,000 – 50,000 ตำแหน่งด้วย
สมาคมฯ จึงต้องการเห็นทั้ง กรอบเวลาและทิศทางที่ชัดเจนก่อนถึงปี 2572 ว่าทีวีดิจิทัลจะเปลี่ยนผ่านไปอย่างไร เพื่อให้ผู้ประกอบการ ผู้ผลิตเนื้อหา และประชาชนสามารถเตรียมตัวได้ทัน แทนที่จะปล่อยให้เวลาที่เหลืออยู่หมดไปโดยยังไม่มีคำตอบ ทั้งนี้ การทวงถามโรดแมปทีวีดิจิทัลจึงเป็นอีกตัวอย่างของเรื่องที่ยังรอการตัดสินใจจาก กสทช. และสะท้อนเหตุผลที่สภาผู้บริโภคและสมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอลฯ ต้องการให้การประชุมของกรรมการกลับมาเดินหน้าต่อโดยเร็ว

แท็กที่เกี่ยวข้อง กสทช. ,สภาผู้บริโภค ,สมาคมโทรทัศน์ระบบดิจิตอล ,นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์