เลือกตั้งและการเมือง

“โรม” ซัด “มัลลิกา” สภาไม่ใช่โต๊ะกินข้าว จี้ปรับปรุงตัว ทำงานให้เป็นมืออาชีพ ไม่ควรเรียกพี่-น้อง

2 ชั่วโมงที่แล้ว

12 views

“โรม” ซัด “มัลลิกา” สภาฯไม่ใช่โต๊ะกินข้าว จี้ปรับปรุงตัวทำงานให้เป็นมืออาชีพ ไม่ควรเรียกพี่-น้อง แนะดูคนอื่นเป็นตัวอย่าง ชี้มีแค่ “รองประธานสภาฯ คนที่ 1” คนเดียวมีปัญหาเรื่องใช้ถ้อยคำ เป็น สส.มาแล้วหลายครั้ง ควรรู้ทำงานแบบมืออาชีพหน้าตาเป็นอย่างไร?

วันที่ 4 ก.ย.69 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ประกาศกลางสภาไม่นับญาติกับ น.ส.มัลลิกา จิระพันธุ์วาณิช รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่หนึ่ง ว่า ตนคิดว่าบรรยากาศในสภาฯ เมื่อวิปได้มีข้อตกลงกันแล้ว และหากไม่รักษาข้อตกลงนั้นก็ไม่มีประโยชน์อะไรในการที่จะมาพูดคุยและตกลงกัน และการมาหักกันทีหลังก็จะเกิดความไม่ไว้วางใจต่อกัน ซึ่งสิ่งที่ตามมาคือความน่าเชื่อถือที่ลดลง ยืนยันว่าไม่ใช่ว่าเราไม่เห็นความสำคัญของปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ซึ่งตนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ก็เคยลงพื้นที่ไปยังชายแดนใต้หลายครั้ง แต่ปัญหาคือฝั่งรัฐบาลได้ให้ความสำคัญจริงหรือไม่ เพราะหากให้ความสำคัญจริง ไม่ควรใช้เรื่องชายแดนใต้มาประวิงเวลา ซึ่งการประชุมสภาเมื่อวานนี้ สามารถพิจารณาได้ถึง 2 เรื่อง ซึ่งมีข้อตกลงกันแล้ว

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ฝ่ายค้านก็พยายามบีบเวลาในการอภิปรายเรื่องรายงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ด้วยซ้ำ ซึ่งหากไม่มีความพยายามในการประวิงเวลาหรืออ้างข้ออ้างต่างๆ เชื่อว่าสภาสามารถบรรลุเป้าหมายทั้ง 2 อย่าง อย่างรายงานของกกต. ประชาชนก็จะได้รับรู้ว่าข้อเท็จจริงการทำงานของกกต. เป็นอย่างไร เช่นเรื่องฮั้วสว. แต่เราต้องยอมรับว่าการที่เราต้องแสวงหา ให้กกต. มาตอบคำถาม เราต้องมีบุญของเราเพื่อจะได้พูดคุย ซึ่งมองว่านี่คือโอกาสสำคัญที่สภาฯ จะได้สอบ และให้กกต. ได้ชี้แจง เพราะที่ผ่านมา กกต. มักชี้แจงผ่านเอกสาร (Press Release) ซึ่งถือเป็นกลไกที่สำคัญมาก ไม่เช่นนั้นสภาฯ ไม่เหลือพื้นที่ในการตั้งคำถามองค์กรอิสระ ซึ่งมองว่าแค่ตั้งคำถาม เป็นเรื่องยากมากขนาดไหน ถือเป็นปัญหาของรัฐธรรมนูญด้วย

นายรังสิมันต์ กล่าวถึงความสัมพันธ์กับ น.ส.มัลลิกาว่า เรื่องความสัมพันธ์ส่วนบุคคล อยากบอกว่าสภาฯ ควรเป็นพื้นที่ในการทำงานอย่างมืออาชีพ การพูดคุย การตกลง หรือการดำเนินการ ควรจะทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา เพราะแต่ละคนก็มีตำแหน่ง เช่น บางคนเป็น สส. บางคนเป็นประธาน ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยป้องกันเรื่องความขัดแย้งส่วนบุคคล เพราะทุกคนล้วนมีหน้าที่และต้องดำเนินการไปตามหน้าที่

“แต่ถ้าเกิดว่าท่านไปแทนตัวเองว่าเป็นพี่ และอันนี้คือน้อง พูดคุยกันราวกับว่านี่คือทริปนำเที่ยว ที่มีความเป็นกันเองสูง ซึ่งการทำงานในลักษณะที่ไม่เป็นมืออาชีพแบบนี้ เป็นสิ่งที่ท่านรองประธานควรจะปรับปรุงตัวเอง” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ความคิดเรื่องของความชิล ความสบายในการทำงานแบบนี้ ซึ่งทำให้เกิดปัญหา การที่ น.ส.มัลลิกา ไปหลุดเรียกหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ด้วยชื่อเล่น ราวกับว่าเราพูดคุยกันอยู่บนโต๊ะอาหาร และแทนตัวเองว่าพี่หลายครั้ง หรือแม้กระทั่งที่ น.ส.มัลลิกา ปิดไมค์ นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สส.เชียงใหม่ พรรคประชาชน เมื่อ 2 วันที่แล้ว หากท่านตรงเวลาทุกครั้งกับทุกพรรคก็เป็นเรื่องดี เช่น หากออดดังปุ๊บ ท่านปิดไมค์ปั๊บกับทุกพรรค เป็นสิ่งที่รับได้ แต่ปัญหาคือมาตรฐานที่ไม่มืออาชีพ ของรองประธานสภาฯ เป็นแบบนี้อยู่เรื่อยๆ ที่ทำกับพรรคฝ่ายค้านแบบหนึ่งและพรรครัฐบาลอีกแบบหนึ่ง เรารับไม่ได้กับการทำงานแบบนี้

“สิ่งที่ผมเรียกร้อง ไม่ใช่อะไรเลย เป็นแค่เรื่องของการทำงาน ที่ควรเป็นมืออาชีพ ท่านมัลลิกาเป็นสส. มาแล้วหลายครั้ง น่าจะตระหนักว่า การทำงานแบบเป็นมืออาชีพมีหน้าตาอย่างไร ดังนั้น ถ้าท่านจะปรับปรุงตัวเองหลังจากนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องดี ไม่ใช่เรื่องดีต่อความสัมพันธ์ส่วนบุคคล แต่เป็นเรื่องดีกับสภาฯ แห่งนี้ เราไม่ควรทำให้สภาแห่งนี้กลายเป็นสภาโจ๊ก หรือกลายเป็นสภาไม่มีความซีเรียส เพราะเรากำลังพิจารณาเรื่องใหญ่ เรื่องผลประโยชน์มหาศาลของประชาชน ยืนยันว่าผมไม่มีอะไรส่วนตัว และว่ากันไปตามบทบาทหน้าที่ ซึ่งการทำงานผมจะไม่เรียกใครว่าพี่ ต่อไปไม่ต้องเรียนท่านประธานที่เคารพหรือครับ แต่เรียนพี่เปิ้ลที่เคารพอย่างนี้หรือ ซึ่งไม่ใช่การทำงานที่ควรจะเป็น แม้กระทั่งในคณะกรรมาธิการยังให้ความสำคัญกับการซีเรียสในทำงาน” นายรังสิมันต์ กล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ต้องบอกว่าวัฒนธรรมไทยเป็นเรื่องที่เราให้ความสำคัญ ซึ่งการให้ความสำคัญกับครอบครัวหรือพี่น้องเป็นเรื่องที่เข้าใจ แต่ต้องแยกออกจากการทำงาน ซึ่งต้องทำงานอย่างเป็นมืออาชีพ การเรียกพี่หรือน้อง หากจะใช้กับคนในพรรคตัวเองตนไม่ว่า แต่การจะใช้กับคนในพรรคของท่าน ในพื้นที่สภาฯ มองว่าเป็นเรื่องที่รับไม่ได้ เพราะไม่ใช่เรื่องของการมานับญาติหรือนับความอาวุโสกันในสภาฯ ว่าจะเป็นสส. 1 สมัย 5 สมัย หรือ 10 สมัย เพราะทุกคนเท่าเทียมกันหมด ซึ่งการใช้สรรพนามให้เหมือนกันทุกคนมีจุดมุ่งหมายว่าเพื่อไม่ให้เกิดช่องว่างความอาวุโส เพราะสังคมของเรา เจอปัญหาเรื่องของทุจริตคอร์รัปชั่นหลายครั้ง ก็เพราะมาจากความเกรงใจ ความเป็นพี่เป็นน้อง ดังนั้น การทำงานต้องตัดเรื่องพวกนี้ออกไป ส่วนจะไปนับญาติกันหลังจากนั้นก็ไม่ว่ากัน แต่ตอนนี้ ขอเพียงอย่างเดียวให้ทำงานเป็นมืออาชีพ ไม่ควรจะมีพฤติกรรมแบบเดิมอีกแล้ว หวังว่ารองประธานจะปรับปรุงตัวเอง และตนคิดว่าเรื่องของการใช้ถ้อยคำที่มีปัญหา คงมีน.ส.มัลลิกา คนเดียว ควรจะดูท่านอื่นๆ เป็นตัวอย่าง

คุณอาจสนใจ

Related News