เลือกตั้งและการเมือง

“กรณ์” ตั้ง 7 ประเด็น “ดาต้าเซ็นเตอร์” ปูดสหรัฐฯชี้เป้าไทยเป็นทางลัดให้จีนใช้ชิประดับสูง

1 ชั่วโมงที่แล้ว

10 views

“กรณ์” สส.และรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ตั้ง 7 ประเด็น “ดาต้าเซ็นเตอร์” ชี้รัฐบาลเดินตามหลังไม่ทันการณ์ เสี่ยงสร้างความเสียหาย เผย “สหรัฐฯ” ชี้เป้าไทยเป็นทางลัดให้จีนใช้ชิประดับสูง เปรียบวัวยังไม่หายล้อมคอกยังทัน

นายกรณ์ จาติกวนิช สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความห่วงใยต่อปัญหา ดาต้าเซ็นเตอร์ที่รัฐบาลเปิดทางให้มาลงทุนในประเทศไทย ว่าสะท้อนให้เห็นถึงปัญหานโยบาย และการบริหารจัดการของรัฐบาลที่ไม่ทันเหตุการณ์และสุ่มเสี่ยงต่อการสร้างความเสียหายให้กับประเทศไทยและประชาชนคนไทยทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

นายกรณ์ กล่าวต่อว่า ณ ปัจจุบันปัญหาหลักๆ มีอยู่ 7 เรื่อง ซึ่งพรรคประชาธิปัตย์เห็นปัญหานี้มานานแล้ว และได้ยื่นญัตติด่วนให้สภาพิจารณาเรื่องที่เกี่ยวกับการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งแต่สมัยประชุมที่แล้ว แม้ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีที่รัฐบาลตื่นตัวที่มีการจัดตั้งคณะกรรมการดาต้าเซ็นเตอร์ขึ้นมาในช่วง ส.ค.ที่ผ่านมาแต่ก็ยังมีคำถามมากกว่าคำตอบ คือ

ประเด็น 1. การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล แม้วันนี้จะมีคณากรรมการที่รัฐบาลขึ้นมา แต่ก็ยังไม่มีเจ้าภาพที่จะดูแลเรื่องนี้ กฎเกณฑ์กติกาอย่างไรประชาชนจะได้ประโยชน์อะไรแต่ในกรณีดาต้าเซ็นเตอร์นี้ยังไม่มี มีการอ้างว่าสร้างเป็นคลังเก็บสินค้า ซึ่งใบอนุญาตก็มาจากหลายหน่วยงาน ที่ไม่มีการประสานทำงานกัน ไม่ว่าจะเป็นบีโอไอ มีการให้สิทธิพิเศษทางภาษี ซึ่งเจ้าภาพไม่มีจึงนำไปสู่ประเด็นคำถามว่าแม้แต่อีไอเอก็ไม่ได้ทำ

นายกรณ์กล่าวว่า เป็นประเด็นที่น่ากังขามากเพราะปัญหามลพิษอาจจะเกิดจากดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญที่สังคมทั่วโลกล้วนแต่ตั้งคำถามเกี่ยวกับมาตรการการควบคุมและกำกับการสร้างศูนย์ดาต้าเซ็นเตอร์ เรื่องการกำกับดูแลเป็นเรื่องสำคัญ ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาก็ยังไม่พอ เพราะยังไม่มีอำนาจ มีเพียงแต่เสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และบางส่วนบางหน่วยงาน เช่นบีโอไอ ที่ออกหลังเกณฑ์มาเมื่อเดือน ส.ค.ก็ยังไม่มีความชัดเจน ว่ามีผลบังคับใช้กับโครงการที่ได้อนุมัติไปก่อนหน้านี้ที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างหรือไม่ ซึ่งมีมูลค่าหลายแสนล้านบาท “วัวมันออกมายืนกลางสนามมันยังไม่หนีไปไหน หากล้อมคอกมันตอนนี้ก็ยังไม่ช้าเกินไป ถ้าปล่อยให้มันหายไปเดือนร้อนแน่”

ประเด็นที่ 2. เรื่องไฟฟ้า ซึ่งรมว.พลังงาน พยายามชี้แจงแต่ก็ยังไม่ได้ตอบคำถามชัดเจนว่าการส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์ มีผลย้อนแย้งต่อนโยบายด้านพลังงานไฟฟ้าของรัฐบาลอย่างไร ขณะที่การออกพระราชกำหนด(พ.ร.ก.)กู้เงิน 4 แสนล้านบาทของรัฐบาล ที่เปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อลดภาระการนำเข้าน้ำมันหรือแก๊ส แต่วันนี้เรากลับได้ยินว่าเราควรส่งเสริมดาต้าเซ็นเตอร์เพราะเรามีไฟฟ้าสำรองเหลืออยู่ และควรใช้ไฟฟ้าสำรองนี้ขายให้ดาต้าเซ็นเตอร์ แต่การขายไฟฟ้าสำรองที่เรามีอยู่ส่วนใหญ่ใช้แก๊สเป็นเขื้อเพลิง หมายความว่า เราจะต้องนำเข้าแก๊สแอลเอ็นจีในปริมาณที่เพิ่มมากขึ้น หากราคาผันผวนก็จะส่งผลต่อค่าเอฟทีหรือค่าไฟฟ้าของประชาชนโดยตรง ซึ่งรัฐบาลก็ยังไม่ตอบคำถาม หากขายไฟสำรองให้ดาต้าเซ็นเตอร์ใช้หมดแล้ว ในอนาคตเราก็ยังต้องสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงฟอสซิลเพิ่มเติมหรือไม่

ประเด็นที่ 3 เรื่องน้ำ เป็นที่รู้กันว่าดาต้าเซ็นเตอร์ใช้น้ำในปริมาณน้ำสูงมาก ถ้าเทียบกันเท่ากับการใช้น้ำประชากร 5-6 หมื่นคนต่อปี จึงมีคำถามว่าดาต้าเซ็นเตอร์ เข้ามาลงทุนใยนไทยมีสัญญาซื้อน้ำโดยตรงจากบริษัทเอกชนนั่นหมายความมีสิทธิ์ที่จะเข้าถึงน้ำก่อนประชาชน และเกษตรกรในพื้นที่หรือไม่ รัฐบาลจะบริหารจัดการเรื่องนี้อย่างไร

ประเด็นที่ 4 เรื่องมลพิษ ทั้งเสียง ความร้อน น้ำเสีย ที่ออกมาจากระบบด้าต้าเซ็นเตอร์ ใครรับผิดชอบและจะมีการบริหารจัดการอย่างไร เพราะอย่าลืมว่าปัจจุบันดาต้าเซ็นเตอร์ไม่ได้ขอการพิจารณาของอีไอเอ จึงไม่มีมาตรการใดๆที่กำหนดเรื่องปัญหามลพิษว่าผู้ลงทุนจะต้องรับผิดชอบอย่างไร

ประเด็นที่ 5 เรื่องอธิปไตย เรากำลังส่งเสริมให้มีการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ของต่างประทศ แต่ประเทศไทยเรามีโมเดลเอไอที่เป็นของไทยอยู่เจ้าหนึ่ง แต่เราอาศัยเทคโนโลยีซีพียูหรือชิป ที่คุณภาพค่อนข้างล้าสมัย เมื่อเทียบกับของต่างชาติ หมายความว่าเรากำลังเปิดพื้นที่ให้ต่างชาติใมาลงทุน แต่กลับไม่ส่งเสริม ยกระดับคุณภาพ เอไอ หรือดาต้าเซ็นเตอร์ของไทยเพื่อศักยภาพการแข่งขันและการลงทุนของไทย

ประเด็นที่ 6 ทั้งหมดนี้มีมาตรการชัดเจนแล้วอย่างไรว่าผู้ประกอบการไทยหรือสตาร์ทอัพ จะได้ประโยชน์จากการใช้ดาต้าเซ็นเตอร์อย่างไร ผู้ประกอบการไทยมีสิทธิ์ มีโอกาสเข้าไปใช้งานมากน้อยแค่ไหน ขอชื่นชมบีโอไอที่พยายามแต่ก็ยังไม่มีความชัดเจนแต่อย่างใด

ประเด็นที่ 7 ล่าสุดเราพบว่ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาได้ชี้เป้าเอ่ยชื่อประเทศไทยว่าประเทศไทยอาจจะมีส่วนในการเป็นทางลัดให้กับจีนสามารถเข้าถึงการใช้ชิประดับสูงที่สหรัฐอเมริกา มีนโยบายที่จะปิดกั้นไม่ให้จีนเข้าถึง หรือพูดง่ายๆว่า สหรัฐฯอนุมัติ การส่งออกมาใช้งานที่ไทย และสหรัฐฯกำลังกล่าวหาว่าไทยให้ประเทศจีนมาใช้ชิป ซึ่งเคยมีข้อกล่าวหาลักษณะเดียวกันกับประเทศไทย แต่มาเลเซียมีมาตรการชัดเจนในการดูแลเรื่องนี้ แต่ของประเทศไทยยังไม่มีมาตรการออกมาเลย ซึ่งเรื่องนี้อาจจะเป็นความเสี่ยง เพราะอาจส่งผลต่อสิทธิการนำเข้าซีพียู หรือชิประดับสูง ซึ่งจะมีผลกระทบต่อโอกาสการพัฒนาธุรกิจ เอไอ หรือเศรษฐกิจทางด้านเทคโนโลยีของประเทศไทยโดยรวมเรื่องนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็ก

“ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นห่วง เรื่องนี้ต้องมีคำตอบและความชัดเจน วันพรุ่งนี้(4 ก.ย.)เข้าใจว่าคณะกรรมการที่มีนายเอกนิติ เป็นประธานจะมีการประชุมครั้งแรก หลังมีการตั้งขึ้นมาเมื่อเดือนสิงหาคม ก็หวังว่าข้อสังเกตุเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อการทำงาน และช่วยส่งเสริมการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ในประเทศไทย ให้มีผลทางลบต่อประชาชนน้อยที่สุด และเป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจของไทย และระบบเศรษฐกิจของประเทศโดยรวม ผมไม่ได้คิดไปเองแต่เรื่องนี้เป็นปัญหาระดับสากลที่ทุกประเทศพยายามเร่งหาคำตอบอยู่ เพียงแต่สำหรับเราอาจจะเดินช้าไปนิด ผมก็ขอทำหน้าที่ในการกระตุ้นให้รัฐบาลตามโลกให้ทัน” นายกรณ์ กล่าว

ขณะที่ นายพศิน ปิตุเตชะ สส.ระยอง พรรคประชาธิปัตย์ ได้ชี้แจงถึงปัญหาการใช้น้ำประปาในปริมาณมากของดาต้าเซ็นเตอร์ ว่า จากความไม่พร้อมการมีดาต้าเซ็นเตอร์ ในประเทศ และยังมีข้อมูลว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ กว่า 70% จะไปอยู่ที่เศรษฐกิจพิเศษ หรือภาคตะวันออก ซึ่งตนก็มีความกังวลต่อการใช้น้ำ เพราะในพื้นที่ภาคตะวันออก มีปัญหาการใช้น้ำประปา และน้ำเพื่อการเกษตร ดังนั้น จึงควรมีการจำกัดโซนนิ่ง แต่ปัจจุบันยังไม่มีมาตรการใดในพื้นที่ และเริ่มมีการก่อสร้างขึ้นมาแล้ว และในพื้นที่ภาคตะวันออก เคยเจ็บปวดกับ EEC มาแล้ว ที่เมื่อเปลี่ยนรัฐบาลก็ไม่มีความต่อเนื่องในการดูแล แต่เมื่อดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นความหวังใหม่ของรัฐบาล ตนไม่อยากให้รัฐบาล ดำเนินการแล้วค่อยเตรียมความพร้อม แต่อย่างน้อย คนในพื้นที่ และประชาชนทั้งประเทศ ควรได้ประโยชน์ จึงขอให้รัฐบาล ได้วางแผนก่อนเดินหน้า ไม่ใช่ดำเนินการแล้วค่อยกลับมาแก้ไข

แท็กที่เกี่ยวข้อง  ดาต้าเซ็นเตอร์

คุณอาจสนใจ

Related News