เลือกตั้งและการเมือง
“ภคมน” จี้ นายกฯ เลิกแบก “นพ.สรณ” ซัด ไม่เห็นจิตสำนึกยื้อนั่งประธานกสทช. ให้เหตุผลแบบศรีธนญชัย
6 ชั่วโมงที่แล้ว
15 views
“ภคมน” ซัด ไม่เห็นจิตสำนึก “นพ.สรณ” ยื้อนั่งประธาน กสทช. ล่ม 3 ครั้ง เหน็บให้เหตุผลแบบศรีธนญชัย อ้างกลัวผิด ม. 157 ทั้งที่ไม่มีคุณสมบัติตั้งแต่แรกบอกเข้าใจมนุษย์มีความโลภ เหตุผลประโยชน์มากมายรออยู่ แต่กำลังจะสูญเสียมันไป จี้ “นายกฯ” เลิกแบก ยื่นโปรดเกล้าฯปลดพ้นตำแหน่งได้แล้ว
น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ(กมธ.)การพัฒนาการเมือง การสื่อสารมวลชน และการมีส่วนร่วมของประชาชน สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงปัญหาประชุมกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ล่ม 3 ครั้ง เนื่องจาก นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ไม่ยอมรับว่าขาดคุณสมบัติการเป็นประธานกสทช. ว่า ตั้งแต่ที่คณะกรรมการสรรหามีมติว่า นพ.สาธารณไม่มีคุณสมบัติในการเป็นประธานกสทช. นายแพทย์สรณจะต้องสละสิทธิ์ตั้งแต่แรก แต่วันนี้เราหวัง จิตสำนึกของนายแพทย์สรณไม่ได้ที่จะให้ปฏิบัติตามมติดังกล่าว การที่ตนพูดแบบนี้เพราะการตรวจสอบคุณสมบัติของนายแพทย์สรณ ต่อเนื่องมา 4 ปีแล้ว แต่พึ่งมีข้อยุติเมื่อเดือนที่แล้ว
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ดังนั้นถ้าเราคาดหวังจะสำนึกความรับผิดชอบของบุคคล ตนคิดว่าไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะถ้าเขาตระหนักดีว่าไม่มีคุณสมบัติ เขาไม่มีทางที่จะไปนั่ง อยู่ในตำแหน่งประธานกสทช. ที่ต้องดูแลทรัพย์สมบัติของชาตินับแสนล้านบาท เมื่อคณะกรรมการ สรรหามีมติว่า นพ.สรณไม่มีสิทธิ์ไปนั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ด ซึ่งภารกิจสำคัญหลังจากนี้ต้องเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะตำแหน่งประธาน กสทช.เป็นตำแหน่งโปรดเกล้า คนที่จะทำให้เรื่องนี้ชัดเจนที่สุด คือนายกฯ และเท่าที่ได้ติดตามข่าว นายกฯก็อ้างกฎหมาย ซึ่งวันนี้กฎหมายก็ชัดเจนแล้วว่า นายกฯจำเป็นที่จะต้องเป็นคนทูลเกล้าฯ เพื่อมีการโปรดเกล้าฯปลด นพ.สรณ จึงไม่มีเหตุผลที่นายกฯจะยื้อ เพราะแทนที่สังคมจะตั้งคำถามต่อนพ.สรณ กลับตั้งคำถามกับนายกฯแทน
"วันนี้การที่นายกรัฐมนตรียื้อเวลาออกไป เรื่องนี้เกี่ยวข้องหรือไม่ว่าการที่นายกฯ กับ นพ.สรณ เคยใช้กุนซือคนเดียวกัน ถ้าไปย้อนดูในครม.อนุทิน 1 จะเห็น ที่ปรึกษาคนหนึ่ง ทำหน้าที่เป็นเลขานุการประธาน กสทช. ดิฉันไม่มั่นใจว่าปรึกษากันไปปรึกษากันมา กลายเป็นว่าสุดท้ายช่วยกันอุ้มหรือไม่ ซึ่งไม่อยากให้เกิดแบบนั้น เพราะอย่าลืมว่าภารกิจของประเทศไทย เป็นภาระที่นายกฯ จะต้องแบกรับและให้ความกระจ่างกับสังคมมากมายเหลือเกิน ท่านไม่จำเป็นต้องแบกนพ.สรณเลย"น.ส.ภคมนกล่าว
น.ส.ภคมน กล่าวต่อว่า ในการประชุมกมธ.ฯสัปดาห์หน้าจะเชิญบอร์ดกสทช. คนอื่นๆมาให้ความเห็น ถึงผลกระทบของการ ที่คนขาดคุณสมบัติ แล้วยังยืนยันที่จะเข้าประชุม และนั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดอยู่ อย่างไรก็ตาม อยากทราบเหตุผลจริงๆ จากนพ.สรณ ว่าทำไมยังดึงดันที่จะนั่งหัวโต๊ะประชุมบอร์ดให้ได้ เพราะเท่าที่ทราบมาในอนาคตอันใกล้นี้ จะมีการพิจารณาของกองทุนยูโซ่ ที่มีโครงการหลายพันล้านบาท และในอนาคตอันใกล้เช่นกัน ประธานกสทช.จะมีภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ
"เมื่อมีภารกิจแบบนี้โดยนพ.สรณะ ยังครึ่งๆกลางๆอยู่ ขอให้ย้อนกลับไปดูอดีตของการใช้งบประมาณทำให้ตนมั่นใจว่านพ.สรณ จะเบิกงบ กสทชในการบินต่างประเทศอีกครั้งก็ได้ ดังนั้นวันนี้สังคมต้องเร่งกดดันและตั้งคำถามว่า มีเหตุผลอะไรที่คนที่ขาดคุณสมบัติ ยังคงนั่งปกป้องสมบัติชาติหลักแสนล้านบาท แล้วเราจะเสีย สิทธิประโยชน์มากมายให้กับบุคคลที่ไม่เหมาะสมและไม่มีความรับผิดชอบในเรื่องนี้"น.ส.ภคมนกล่าว
เมื่อถามว่า ในระหว่างนี้สามารถเลือกบุคคลขึ้นมาทำหน้าที่ เป็นประธานชั่วคราวได้หรือไม่ น.ส.ภคมนกล่าวว่า ตนไม่มั่นใจว่าพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กสทช.สามารถทำได้หรือไม่ แต่เมื่อเป็นช่วงสุญญากาศ อย่างน้อยๆจะต้องมีข้อหารือ แล้วคนที่จะตัดสินใจเรื่องนี้ดีที่สุด คือบอร์ดกสทช.ที่จะต้องทำหนังสือส่งไปยังนายกฯ ว่าจะให้ใครทำหน้าที่เป็นประธานกสทช.ชั่วคราว หรือรักษาการหรือไม่ ซึ่งคิดว่าพ.ร.บ.กสทช.น่าจะไม่ได้ปิดล็อคเรื่องนี้ หรือทำให้ภารกิจของ กสทช.หยุดชะงักชั่วคราว ดังนั้น ทั้งบอร์ดและสำนักงานกสทช.ต้องทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง
"วันนี้สิ่งที่ท่านอยู่ไม่ใช่องค์กรเอกชน ท่านอยู่ในองค์กรที่เป็นทรัพย์สินของชาติ งบประมาณที่สนับสนุนก็เป็นทรัพยากรแผ่นดิน ดังนั้นท่านไม่จำเป็นจะต้องไปอุ้มชูคนที่เขาไม่มีคุณสมบัติ และไม่มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และพิทักษ์ผลประโยชน์ของชาติ"น.ส.ภคมนกล่าว
เมื่อถามว่ามองเรื่องการข่มขู่บอร์ดที่ทำให้องค์ประชุมล่ม จนอาจเป็นการขัดขวางการทำงานอย่างไร น.ส.ภคมนกล่าวว่า ต้องตั้งคำถามกลับไปว่าคนที่มีมติไปแล้วว่าไม่มีคุณสมบัติเข้าประชุมแล้วยังยืนยันที่จะนั่งหัวโต๊ะ มีความผิดทางกฎหมายอย่างไรหรือไม่ และวันนี้ต่อให้น.ส.สรณ เดินออกจากประธานกสทช. คนที่เป็นเลขาฯก็จะเป็นตัวตายตัวแทน ของนพ.สรณ ในการจัดการภารกิจที่คั่งค้างอยู่ และยืนยันว่าภารกิจของกสทช.ไม่ได้ทำให้โปร่งใส ได้แค่ น.พ.สรณ ออกจากตำแหน่ง แต่สำนักงาน กสทช.ต้องช่วยกันทำให้เรื่องต่างๆ ที่ไม่ถูกต้องมานาน ให้กระจ่าง และขอเรียกร้องว่า การประชุมบอร์ดทุกครั้งต้องเปิดเผยต่อสาธารณะ รวมถึงเปิดเผยการใช้งบประมาณในแต่ละปีของกสทช.ว่าใช้อะไรไปบ้าง
เมื่อถามว่า มองว่านพ.สรณ ดื้อหรือไม่ที่ไม่ยอมหยุดปฏิบัติหน้าที่โดยอ้างว่ากลัวผิดมาตรา 157 น.ส.ภคมน กล่าวว่า นพ.สรณ อาจจะเป็นแบบศรีธนญชัย จะมาอ้างว่าหากไม่ปฏิบัติหน้าที่แล้วจะผิดมาตรา 157 ได้อย่างไร เพราะ นพ.สรณ หมดภารกิจเรื่องนี้ไปแล้ว คุณสมบัติขาดไปแล้ว แต่นพ.สรณ เป็นศรีธนญชัยมาโดยตลอด การที่ นพ.สรณ ยื่นคุณสมบัติเท็จ เพื่อให้มีการโปรดเกล้าฯตนขอถามตรงๆว่า การให้ข้อมูลเท็จเพื่อตัวเองได้ตำแหน่ง จะมีความผิดหรือไม่ และหาก นพ.สรณ เป็นคนที่มีความรับผิดรับชอบจริง ไม่ควรเอาตำแหน่งโปรดเกล้าฯ มายื้อแบบนี้ เพราะผลกระทบเกิดขึ้นมากกว่าตัว นพ.สรณ ที่ต้องรับผิดชอบ
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตเรื่องคณะกรรมการสรรหาไม่ใช่ชุดเดิมกับที่แต่งตั้ง นพ.สรณ เป็นประธานกสทช. น.ส.ภคมน กล่าวว่า เข้าใจว่ากฤษฎีกาตอบมาแล้วว่า ว่าผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เป็นกรรมการสรรหาที่ชอบด้วยกฎหมาย จึงคิดว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยว แม้คณะกรรมการสรรหาชุดนี้จะเป็นคนละชุดกับ คณะกรรมการสรรหาที่นพ.สรณ เข้ามาก็ตาม แต่อย่าลืมว่าหลักฐานต่างๆเป็นชุดเดียวกัน ว่า นพ.สรณ ยืนหลักฐานเป็นเท็จ เพื่อเข้าสู่ตำแหน่งนี้
"ดังนั้นอย่าปฏิเสธข้อเท็จจริงและความจริงเลยว่าคืออะไร เชื่อว่าประชาชนพิจารณาได้ เหตุผลที่นพ.สรณ พยายามยื้อทางกฎหมายและพยายามทำแบบศรีธนญชัย ประชาชนเขามองออกว่าคืออะไร เพราะผลประโยชน์ที่ท่านนั่งทับอยู่มีมหาศาล และในอนาคตที่ท่านต้องใช้อำนาจประธานกสทช.ต้องพิจารณากองทุนยูโซ่ และสิทธิประโยชน์ส่วนตัวในฐานะประธานกสทช. ที่มีจำนวนมาก ดิฉันเข้าใจว่ามนุษย์มีความโลภ การที่ตัวเองอยู่ในสิทธิประโยชน์เบิกจ่ายได้ตลอด แต่กำลังจะสูญเสียมันไป ก็รู้สึกเสียดาย อย่าลืมว่านี่ไม่ใช่สมบัติท่าน เป็นสมบัติของชาติ ถึงเวลาแล้วที่ท่านต้องรับผิดชอบ"น.ส.ภคมนกล่าว
น.ส.ภคมน กล่าวฝากถึงน.พ.สรณว่า หากจะมีการประชุมไปเรื่อยๆ ก็ดี ยื้อให้ประชาชนเห็นไปเรื่อยๆ และหากมีการประชุมในสัปดาห์หน้า ก็ขอความกรุณา บอร์ดกสทช.ท่านอื่น ที่ไม่เห็นด้วยกับการยื้อแบบนี้ของน.พ.สรณ เข้าร่วมประชุมกับกมธ.พัฒนาการเมืองฯ เราจะพูดคุยถึงแง่กฎหมายให้ชัดเจนว่า จริงๆแล้วการทำแบบนี้มีความผิดหรือไม่ จะได้ไม่ต้องเถียงกัน